สบส. ดีเดย์ส่งอาสาพยาบาล 437 คนลงชุมชน พ.ย. นี้ ฝ่ากระแสพยาบาลล่าแสนชื่อค้าน กางฮีตแมปดูแลคนป่วย
- กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เตรียมส่งอาสาพยาบาล (อสพ.) กลุ่มวิชาชีพชุดแรก 437 คน ปฏิบัติงานในชุมชนตั้งแต่พฤศจิกายน 2569
- โครงการตั้งเป้าจัดสรร อสพ. รวม 7,256 คน อัตราค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน วงเงินประมาณ 1,306 ล้านบาทต่อปี
- สธ. ยืนยัน อสพ. ไม่ได้มาแทนพยาบาลวิชาชีพ แต่เน้นช่วยประสาน อสม. และ รพ.สต. ดูแลผู้ป่วยเปราะบาง 5 กลุ่มหลัก
- สมาคมพยาบาลฯ และเครือข่ายทั่วประเทศรวบรวม 100,000 รายชื่อคัดค้าน หวั่นหลักสูตร 240 ชั่วโมงกระทบความปลอดภัยผู้ป่วย
- ฝ่ายการเมืองและวุฒิสภาจี้ทบทวนความคุ้มค่างบประมาณ สถานะทางกฎหมาย และเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น “นักบริบาลชุมชน”
สบส. ดีเดย์ส่งอาสาพยาบาลวิชาชีพ 437 คนลงชุมชนพฤศจิกายนนี้ ฝ่ากระแสพยาบาลล่าแสนชื่อค้าน กางแผนที่ฮีตแมปปักหมุดผู้ป่วยติดเตียง
กรุงเทพฯ,23 ตุลาคม 2569 – กรมสนับสนุนบริการสุขภาพยืนยันความพร้อมปล่อยอาสาพยาบาลกลุ่มวิชาชีพชุดแรกปฏิบัติงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเดือนหน้า ขณะที่กลุ่มปริญญาตรีเตรียมลงพื้นที่ช่วงสิ้นปี ท่ามกลางเสียงท้วงติงหนักจากสมาคมพยาบาลฯ ภาคการเมือง และวุฒิสภา จี้ทบทวนงบประมาณพันสามร้อยล้านและความปลอดภัยของผู้ป่วย
ก้าวแรกของการส่งกำลังคนใหม่ลงสู่ระดับปฐมภูมิ
ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในระบบสาธารณสุขระดับชุมชนกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายอาสาพยาบาล หรือ อสพ. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยนายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นการดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยแบ่งเบาภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาล
ภายหลังการเปิดรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ผ่านเกณฑ์มากกว่า 6,000 ราย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้จัดกระบวนการฝึกอบรมในเดือนตุลาคม โดยแบ่งกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วยกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทั่วไป กลุ่มผู้มีวุฒิปริญญาตรีด้านสุขภาพ และกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งครอบคลุมพยาบาลวิชาชีพและผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน
กลุ่มวิชาชีพ 437 คนชุดแรกพร้อมปฏิบัติงานเดือนพฤศจิกายน
ในส่วนของกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง ขณะนี้มีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพแล้วจำนวน 437 ราย และมีความพร้อมที่จะเริ่มลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป โดยจะเข้าไปทำงานประสานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือแคร์กิฟเวอร์ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่ติดตาม สังเกตอาการ และช่วยส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างใกล้ชิด
ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทั่วไปและปริญญาตรีด้านสุขภาพ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มปฏิบัติงานได้ในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งในระหว่างนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกำลังเร่งจัดทำแผนที่ความต้องการ หรือฮีตแมป เพื่อสำรวจความหนาแน่นของผู้ป่วยและกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการจัดสรรกำลังคนให้ตรงกับความจำเป็นของชุมชน
นโยบายสุขภาพดีทุกช่วงวัยและการดูแล 5 กลุ่มเปราะบาง
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายสุขภาพดีทุกช่วงวัย ด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ โดยเน้นย้ำว่าอาสาพยาบาลเป็นคนในชุมชนที่มีจิตอาสา เข้ามาเติมเต็มระบบสุขภาพปฐมภูมิทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ พร้อมทั้งชี้แจงเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อคลายข้อกังวลของสังคมว่า อาสาพยาบาลไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่ทดแทนพยาบาลวิชาชีพ แต่เป็นกำลังเสริมในการดูแลกลุ่มเปราะบาง 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแม่และเด็ก ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง และผู้ป่วยจิตเวช พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงขอบเขตการทำงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น
การเดินหน้านโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาพยาบาลชุมชน พ.ศ. … ผ่านเว็บไซต์กลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 9 ถึง 23 ตุลาคม 2569 โดยในร่างระบุเป้าหมายการจัดสรรอาสาพยาบาลจำนวน 7,256 คน ครอบคลุม 76 จังหวัด หรือเฉลี่ยตำบลละ 1 คน กำหนดอัตราค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นภาระงบประมาณค่าตอบแทนราว 108.84 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 1,306.08 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติงบประมาณอย่างเป็นทางการ
เสียงต้านจากเครือข่ายพยาบาลหวั่นกระทบความปลอดภัยผู้ป่วย
แม้ฝ่ายนโยบายจะยืนยันถึงความจำเป็น แต่โครงการนี้กลับเผชิญกับกระแสคัดค้านอย่างหนักหน่วงจากองค์กรวิชาชีพ โดยสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และเครือข่ายพยาบาลทั่วประเทศ ได้เริ่มเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อผู้คัดค้านจำนวน 100,000 รายชื่อ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
ประเด็นสำคัญที่เครือข่ายวิชาชีพพยาบาลแสดงความกังวล คือหลักสูตรการฝึกอบรมอาสาพยาบาลที่กำหนดไว้เพียง 240 ชั่วโมง โดยเฉพาะสำหรับผู้สมัครที่จบปริญญาตรีทั่วไปซึ่งไม่ได้เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เนื่องจากเห็นว่าระยะเวลาการอบรมและการฝึกปฏิบัติทางคลินิกอาจไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานจริง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินอาการทางกายภาพ การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และการดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดในการประเมินอาการ อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนผู้รับบริการ
ข้อเสนอแนะจากฝ่ายนิติบัญญัติชี้แนะเปลี่ยนชื่อและลดความซ้ำซ้อน
ข้อถกเถียงเรื่องอาสาพยาบาลยังขยายวงกว้างไปสู่เวทีทางการเมือง โดยนายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอแนะให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเปลี่ยนชื่อตำแหน่งจาก อาสาพยาบาลชุมชน ไปเป็น นักบริบาลชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านพยาบาล เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชนที่อาจเข้าใจผิดว่าผู้ปฏิบัติงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ และนำไปสู่ความคาดหวังในการบริการที่คลาดเคลื่อน
นอกจากนี้ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ยังได้ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทน ระหว่างอัตรา 15,000 บาทของอาสาพยาบาล กับค่าตอบแทนของ อสม. และแคร์กิฟเวอร์เดิม พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเลือกลงทุนยกระดับและเพิ่มสวัสดิการให้แก่บุคลากรดั้งเดิมที่มีความผูกพันและเข้าใจบริบทของพื้นที่อยู่แล้ว แทนการสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่อาจเกิดความซ้ำซ้อนในบทบาทหน้าที่
วุฒิสภาจี้สอบความคุ้มค่าและสถานะทางกฎหมายของผู้ปฏิบัติงาน
ทางด้านนายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณกว่า 1,300 ล้านบาทต่อปี ว่าจะสามารถช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนได้จริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการนำงบประมาณก้อนดังกล่าวไปจัดสรรแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพในระบบ
พร้อมกันนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตเชิงลึกเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายและสิทธิประโยชน์ของอาสาพยาบาล ทั้งรูปแบบสัญญาจ้าง ชั่วโมงการทำงาน วันหยุด สวัสดิการการรักษาพยาบาล ตลอดจนขอบเขตความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือความผิดพลาดขึ้นในระหว่างการดูแลผู้ป่วยในชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องมีกรอบเกณฑ์และหลักประกันที่ชัดเจนเพื่อคุ้มครองทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วย
ผลสะท้อนสู่พื้นที่เชียงรายและก้าวต่อไปของระบบสุขภาพชุมชน
สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบ 18 อำเภอ 124 ตำบล และมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลส่วนใหญ่ถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายแล้ว การเข้ามาของอาสาพยาบาลชุดใหม่จะกลายเป็นบททดสอบสำคัญในการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากสามารถจัดสรรกำลังคนตามระบบฮีตแมปไปยังพื้นที่ห่างไกล ชุมชนบนดอยสูง และย่านที่มีผู้สูงอายุติดเตียงหนาแน่นได้จริง ก็จะช่วยเป็นหูเป็นตาแบ่งเบาภาระของครอบครัวและหมออนามัยในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเฉพาะหน้าคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน การแบ่งขอบเขตงานที่ไม่ทับซ้อนกับ อสม. และแคร์กิฟเวอร์เดิม และการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนทำงานในชุมชน ท่ามกลางการจับตาผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่า รัฐบาลจะเดินหน้า ปรับแก้ หรือผ่อนปรนหลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อให้นโยบายการดูแลสุขภาพปฐมภูมิสามารถส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่าอย่างแท้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักข่าว The Coverage ประจำเดือนตุลาคม 2569 แถลงการณ์ความคืบหน้านโยบายอาสาพยาบาลชุมชน โดย นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
- กระทรวงสาธารณสุข ถ้อยแถลงชี้แจงนโยบายเครือข่ายปฐมภูมิ โดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ของอาสาพยาบาลชุมชน พ.ศ. … บนระบบกลางทางกฎหมาย (law.go.th)
- แถลงการณ์ข้อเรียกร้องและรายงานความเคลื่อนไหว สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดย นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร
- ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตต่อร่างนโยบายสุขภาพ โดย นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา