มหาวิทยาลัยพะเยายกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดหลังพบข้อความข่มขู่จากบัญชีออนไลน์ในกลุ่มนิสิต


Summary


ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เจาะรอยไซเบอร์ขู่ “ม.พะเยา” สันติบาลเดินหน้าสอบ มหาวิทยาลัยยกระดับความปลอดภัย เตือนโพสต์ป่วนอาจถึงคดีอาญา

เชียงราย,10 สิงหาคม 2569 – เพียงข้อความสั้น ๆ บนโลกออนไลน์ อาจใช้เวลาโพสต์ไม่ถึงหนึ่งนาที แต่ผลกระทบสามารถขยายจากหน้าจอโทรศัพท์ไปถึงนิสิต ผู้ปกครอง บุคลากร และระบบรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัยทั้งแห่งได้ในเวลาไม่นาน

กรณีข้อความในกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ “Freshy UP’63” จากบัญชีชื่อ “CozyQuince2112” เมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.00–21.00 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงมหาวิทยาลัยพะเยาในลักษณะเป็น “ที่ต่อไป” หลังเหตุการณ์ในจังหวัดนนทบุรี ทำให้มหาวิทยาลัยพะเยาต้องออกประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 สิงหาคม พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง

หนึ่งวันต่อมา วันที่ 10 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยรายงานความคืบหน้าว่า ตำรวจสันติบาลจังหวัดพะเยาได้เข้าหารือกับมหาวิทยาลัย เพื่อประสานข้อมูลและขยายผลการสืบสวน ขณะที่กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การคาดเดาว่าผู้โพสต์เป็นใคร หรือข้อความนั้นจะถูกทำจริงหรือไม่

แต่คือการทำความเข้าใจว่า เมื่อข้อความบนออนไลน์มีลักษณะข่มขู่หรือสร้างความหวาดกลัวต่อสาธารณะ คำว่า “โพสต์เล่น” อาจไม่สามารถลบผลทางกฎหมายหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงได้

จากข้อความหนึ่งโพสต์ สู่การยกระดับความปลอดภัยทั้งมหาวิทยาลัย

ประกาศฉบับแรกของมหาวิทยาลัยพะเยา ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ระบุว่า มหาวิทยาลัยรับทราบข้อความดังกล่าวแล้ว และตระหนักว่าข้อความสร้างความกังวลและความไม่สบายใจแก่นิสิต บุคลากร และผู้ปกครอง

มหาวิทยาลัยระบุว่าสามารถตรวจสอบและระงับบัญชีต้นทางได้แล้ว พร้อมประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยได้เพิ่มการประสานงานด้านความปลอดภัยทั้งภายใน พื้นที่โดยรอบ และพื้นที่ภายนอกที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยไม่ได้ประกาศว่าพบตัวผู้กระทำแล้ว และไม่ได้ระบุว่าข้อความดังกล่าวเป็นภัยคุกคามจริง

นี่เป็นจุดที่สังคมต้องแยกให้ออกระหว่าง “การพบข้อความที่มีความเสี่ยง” กับ “การพิสูจน์ตัวผู้โพสต์และเจตนา”

สองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

วันที่ 10 สิงหาคม มหาวิทยาลัยจึงออกประกาศความคืบหน้าอีกครั้ง โดยระบุว่าตำรวจสันติบาลจังหวัดพะเยาได้หารือร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อประสานข้อมูลและขยายผลการสืบสวน และยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน ดังนั้น ณ เวลานี้ ยังไม่ควรกล่าวหาบุคคลใดว่าเป็นผู้กระทำผิด จนกว่าจะมีผลการสอบสวนและหลักฐานที่เพียงพอ

บัญชีออนไลน์ไม่ใช่ตัวตนที่ล่องหน

ชื่อผู้ใช้ “CozyQuince2112” อาจดูเหมือนชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวตนจริง แต่ในกระบวนการสืบสวนทางดิจิทัล ชื่อบัญชีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยทั่วไป การสืบสวนเหตุบนโลกออนไลน์อาจเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลหลายประเภท เช่น เวลาโพสต์ บัญชีผู้ใช้งาน ประวัติการเข้าถึงระบบ ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ตลอดจนหลักฐานดิจิทัลอื่นที่เจ้าหน้าที่สามารถขอได้ตามกระบวนการกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในกรณีมหาวิทยาลัยพะเยา ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าตำรวจใช้วิธีใด หรือได้ข้อมูลทางเทคนิคใดมาแล้ว จึงไม่ควรสรุปว่าเจ้าหน้าที่ติดตามผู้โพสต์ได้จาก IP Address หรือเทคนิคใดเทคนิคหนึ่งโดยเฉพาะ สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ มหาวิทยาลัยระบุว่าตำรวจสันติบาลจังหวัดพะเยาอยู่ระหว่างประสานข้อมูลและขยายผลการสืบสวน

เหตุใดตำรวจสันติบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง

กรณีข้อความที่อาจกระทบความปลอดภัยในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สถาบันการศึกษา จำเป็นต้องประเมินมากกว่าตัวข้อความเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาว่ามีความน่าเชื่อถือของภัยคุกคามหรือไม่ บุคคลใดอยู่เบื้องหลัง และมีหลักฐานอื่นสนับสนุนข้อความหรือไม่ จึงเกิดการทำงานสองด้านพร้อมกันด้านหนึ่งคือการสืบสวนเพื่อระบุต้นทางและข้อเท็จจริง อีกด้านคือการป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างด้านความปลอดภัยระหว่างที่ยังไม่ทราบคำตอบ

มหาวิทยาลัยพะเยาระบุในประกาศวันที่ 10 สิงหาคมว่า ได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยทั้งภายในและรอบพื้นที่ พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินสำหรับนักเรียน นิสิต และบุคลากร นี่เป็นหลักคิดสำคัญของ Crisis anagement

เมื่อยังไม่รู้ว่าความเสี่ยงเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หน่วยงานไม่จำเป็นต้องรอจนพิสูจน์ทุกอย่างเสร็จก่อนจึงเริ่มป้องกัน

โพสต์ขู่บนออนไลน์เข้าข่ายกฎหมายอะไรได้บ้าง

จุดที่ต้องระมัดระวังอย่างมากคือ ไม่ควรระบุว่าผู้โพสต์มีความผิดตามกฎหมายมาตราใดแล้ว เพราะคดียังอยู่ระหว่างการสอบสวน การจะเป็นความผิดตามกฎหมายใดต้องพิจารณาทั้งข้อความ เจตนา ความจริงหรือเท็จของข้อมูล ผลกระทบ และพยานหลักฐานเป็นรายกรณี อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยมีบทบัญญัติที่อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมบนออนไลน์ลักษณะนี้

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) กำหนดความผิดสำหรับการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ ในลักษณะที่อาจกระทบความปลอดภัยสาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า “ข้อมูลอันเป็นเท็จ” และองค์ประกอบอื่นตามกฎหมาย ดังนั้น ไม่ใช่ข้อความที่ทำให้คนตกใจทุกข้อความจะเข้าองค์ประกอบมาตรานี้โดยอัตโนมัติเจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและองค์ประกอบของความผิดก่อน

ขู่ให้คนกลัว อาจมีประมวลกฎหมายอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 เป็นอีกบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจด้วยการขู่เข็ญ ข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมระบุความผิดฐานดังกล่าวไว้ในกลุ่มความผิดที่สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม การปรับใช้มาตรา 392 ต้องพิจารณาข้อความและบริบทเป็นรายกรณีเช่นกัน หากพฤติการณ์มีองค์ประกอบของความผิดอื่นที่ร้ายแรงกว่า เจ้าหน้าที่ก็อาจพิจารณากฎหมายมาตราอื่นเพิ่มเติมตามหลักฐานดังนั้น การระบุเพียงว่า “โพสต์ขู่เท่ากับผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทันที” จึงไม่แม่นยำ แต่สิ่งที่พูดได้ชัดคือ ข้อความข่มขู่บนโลกออนไลน์สามารถนำไปสู่ความรับผิดทางอาญาได้จริง

คำว่า “ล้อเล่น” ไม่ได้ลบผลกระทบโดยอัตโนมัติ

ประกาศมหาวิทยาลัยพะเยาระบุชัดว่า ขอให้งดโพสต์ แชร์ข้อความ หรือภาพที่มีลักษณะข่มขู่ ยั่วยุ หรือสร้างสถานการณ์ความหวาดกลัว แม้จะเป็นการล้อเล่น เพราะอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกในวงกว้าง และอาจถูกดำเนินคดี เหตุผลสำคัญคือผลกระทบของข้อความออนไลน์ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้โพสต์หลังจากกดส่งแล้ว

หนึ่งโพสต์อาจถูกบันทึกหน้าจอ ส่งต่อตัดบางส่วนไปเผยแพร่หรือถูกตีความโดยคนจำนวนมากที่ไม่รู้บริบท เมื่อข้อความเกี่ยวข้องกับภัยต่อชีวิตหรือความปลอดภัย ผู้รับสารย่อมไม่สามารถสมมุติได้ทันทีว่าเป็นมุกตลก

โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่มีนิสิต บุคลากร และครอบครัวจำนวนมากเกี่ยวข้อง

การแชร์ต่อก็ต้องคิดให้มากกว่าเดิม

กฎหมายคอมพิวเตอร์มาตรา 14 ยังครอบคลุมการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลบางประเภท ในกรณีที่ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามลักษณะที่กฎหมายกำหนด นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่แชร์ภาพหน้าจอเพื่อแจ้งเตือนจะมีความผิดบริบท เจตนา และข้อเท็จจริงเป็นองค์ประกอบสำคัญแต่การแชร์ข้อความขู่ต่อพร้อมเพิ่มถ้อยคำยั่วยุ หรือทำให้ดูเหมือนเป็นเหตุการณ์จริงโดยไม่มีการตรวจสอบ อาจเพิ่มความเสียหายได้ มหาวิทยาลัยจึงขอความร่วมมือไม่ให้นำข้อความหรือข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่หรือต่อยอดโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามประกาศจากมหาวิทยาลัยโดยตรง

Crisis Communication เริ่มทำงานทันทีหลังข่าวลือเกิด

อีกประเด็นที่เห็นได้จากเหตุการณ์นี้คือบทบาทของการสื่อสารในภาวะวิกฤต มหาวิทยาลัยออกประกาศครั้งแรกวันที่ 9 สิงหาคม ก่อนอัปเดตความคืบหน้าอีกครั้งวันที่ 10 สิงหาคมประกาศทั้งสองฉบับพยายามตอบคำถามหลักสามเรื่องมหาวิทยาลัยรับรู้เหตุการณ์หรือไม่ดำเนินการด้านความปลอดภัยอย่างไร และประชาคมมหาวิทยาลัยควรปฏิบัติตัวอย่างไร

มหาวิทยาลัยยังขอให้นิสิต บุคลากร และผู้ปกครองติดตามข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการลด Information Disorder ระหว่างเหตุการณ์ที่ข้อมูลยังไม่ครบ เว็บไซต์หลักของมหาวิทยาลัยพะเยายังคงเป็นหนึ่งในช่องทางข้อมูลอย่างเป็นทางการของสถาบัน

หนึ่งข้อความกระทบคนมากกว่าผู้โพสต์คิด

ลองย้อนกลับไปดูผลที่เกิดขึ้นจากข้อความเพียงชุดเดียวมหาวิทยาลัยต้องตรวจสอบบัญชีเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าประสานข้อมูลฝ่ายรักษาความปลอดภัยต้องยกระดับมาตรการต้องเตรียมแผนเผชิญเหตุ นิสิตต้องติดตามสถานการณ์ผู้ปกครองเกิดความวิตก และมหาวิทยาลัยต้องออกประกาศต่อสาธารณะถึงสองครั้งภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีข้อสรุปเสียด้วยซ้ำว่า ผู้โพสต์เป็นใครและมีเจตนาอย่างไร นี่คือเหตุผลที่ข้อความประเภท Threat Post แตกต่างจากมุกบนออนไลน์ทั่วไปต้นทุนของมันไม่ได้เกิดกับผู้โพสต์เพียงคนเดียว แต่กระจายไปยังคนจำนวนมาก

จาก “Digital Footprint” สู่พยานหลักฐาน ต้องผ่านกระบวนการกฎหมาย

คนรุ่นใหม่อาจคุ้นเคยกับแนวคิดว่า สามารถสร้างบัญชีใหม่ ใช้ชื่อปลอม แล้วลบบัญชีภายหลังได้

แต่ในทางคดีดิจิทัล การลบสิ่งที่มองเห็นบนหน้าจอไม่ได้หมายความว่าหลักฐานทุกอย่างหายไปพร้อมกัน

ข้อมูลบางประเภทอาจยังอยู่กับผู้ให้บริการ แพลตฟอร์ม อุปกรณ์ หรือระบบที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามอำนาจและขั้นตอนกฎหมายเพื่อรวบรวมหลักฐานได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่สามารถ “รู้ตัวคนโพสต์ทันที” จากชื่อบัญชีเพียงอย่างเดียว

Digital Attribution หรือการเชื่อมบัญชีเข้ากับบุคคลจริงต้องอาศัยหลักฐานหลายส่วนประกอบกัน

ดังนั้น ในกรณีนี้ สิ่งที่ควรทำคือปล่อยให้กระบวนการสอบสวนทำหน้าที่ ไม่ร่วมกัน “ล่าตัว” ผู้ต้องสงสัยบนสังคมออนไลน์

เพราะการระบุตัวผิดคนสามารถสร้างความเสียหายต่อบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง และอาจนำไปสู่ปัญหากฎหมายอีกชุดหนึ่ง

“1 โพสต์คึกคะนอง เท่ากับหมดอนาคต” ใช้เตือนได้ แต่ต้องไม่ทำให้กฎหมายเกินจริง

หากนำกรณีนี้ไปสร้าง Infographic สำหรับเยาวชน ประโยคที่มีพลังอาจเป็น

คิด 10 วินาทีก่อนโพสต์ เพราะคำว่าเล่นของเรา อาจกลายเป็นคดีของจริง” หรือ โพสต์ขู่ไม่ใช่ Prank เมื่อคนอื่นต้องกลัวจริง”

ถ้อยคำเหล่านี้แม่นยำกว่าการบอกว่า ทุกโพสต์ขู่ต้องติดคุกแน่นอน เพราะในระบบกฎหมาย ผู้ถูกกล่าวหายังได้รับการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิดจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และความผิดต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี สิ่งที่ควรสื่อกับวัยรุ่นจึงไม่ใช่เพียงการขู่ด้วยโทษจำคุกแต่ต้องทำให้เข้าใจกลไกจริง การกดโพสต์สร้างหลักฐานดิจิทัลการข่มขู่อาจถูกตรวจสอบการส่งต่ออาจขยายผลกระทบและคำว่า “แค่ล้อเล่น” ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่หยุดสอบสวนโดยอัตโนมัติ

ม.พะเยายืนยันความปลอดภัยต้องมาก่อน

จากประกาศล่าสุดวันที่ 10 สิงหาคม มหาวิทยาลัยพะเยายืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินงานร่วมกับหลายภาคส่วน และจะแจ้งความคืบหน้าหากมีข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม ขณะนี้การสอบสวนยังดำเนินอยู่จึงยังไม่มีข้อยืนยันสาธารณะว่าบัญชี “CozyQuince2112” เชื่อมโยงกับบุคคลใด ไม่มีข้อสรุปว่าเจ้าของบัญชีมีศักยภาพก่อเหตุจริง และยังไม่มีข้อมูลว่ามีการแจ้งข้อหาใดแล้วตรงนี้เป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “ข่าวที่ตรวจสอบได้” กับ “การคาดการณ์” สิ่งที่ยืนยันได้มีเพียงว่า ข้อความเกิดขึ้น มหาวิทยาลัยรับทราบ บัญชีถูกระงับ มีการประสานตำรวจสันติบาล และมาตรการรักษาความปลอดภัยถูกยกระดับ ส่วนคำตอบว่าใครเป็นผู้โพสต์ ทำไปด้วยเหตุผลใด และจะถูกดำเนินคดีตามมาตราใด ต้องรอหลักฐาน

บทเรียนจากกรณีนี้จึงใหญ่กว่าหนึ่งบัญชี

โลกออนไลน์ทำให้ทุกคนมีพื้นที่เผยแพร่ข้อความต่อคนจำนวนมากได้ในทันทีแต่สิทธิในการสื่อสารไม่ได้ทำให้ผลจากการสื่อสารหายไปกรณีมหาวิทยาลัยพะเยาแสดงให้เห็นว่า เมื่อข้อความแตะเรื่องความปลอดภัย ผลลัพธ์สามารถกระโดดจากโลกดิจิทัลเข้าสู่โลกจริงอย่างรวดเร็วตำรวจต้องสืบสวนมหาวิทยาลัยต้องเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยผู้ปกครองต้องติดตามข่าว นิสิตต้องเปลี่ยนพฤติกรรมและสังคมต้องเสียทรัพยากรเพื่อประเมินว่าภัยนั้นจริงหรือไม่ดังนั้น ประโยคเตือนที่อาจสำคัญที่สุดไม่ใช่ “อย่าโพสต์เพราะตำรวจจับได้” แต่คือ อย่าโพสต์ข้อความข่มขู่ เพราะคนที่อ่านไม่สามารถรู้ได้ว่าคุณกำลังล้อเล่น และเมื่อความกลัวเกิดขึ้นจริง กระบวนการทางกฎหมายก็สามารถเริ่มขึ้นจริงเช่นกัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :