ไทยขึ้นแท่นอันดับ 2 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลก เปิดโจทย์ใหญ่ทำอย่างไรให้สำเร็จถึงคนเชียงราย

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • สื่อ TTW จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อันดับ 2 ของโลกปี 2569 รองจากตุรกี
  • ไทยมีจุดแข็งด้านศัลยกรรม โรคซับซ้อน และมีโรงพยาบาลมาตรฐานสากล JCI กระจายอยู่ทุกภูมิภาครวม 62 แห่ง
  • สวนทางกับข้อมูลจังหวัดเชียงรายที่พบครัวเรือนเปราะบางสูงถึง 19,654 ครัวเรือน และก้าวสู่สังคมสูงวัยร้อยละ 22.42
  • เชียงรายยังเผชิญปัญหาอัตราการฆ่าตัวตายและผู้ป่วยซึมเศร้ารายใหม่สูงกว่าค่าเป้าหมายมาตรฐานเฉลี่ยของประเทศ
  • ทุกภาคส่วนเสนอให้ใช้เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลและการจ้างงานเวลเนส เพื่อดึงรายได้จากระดับโลกมาเยียวยาท้องถิ่น

ไทยขึ้นแท่นอันดับ 2 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลก เปิดโจทย์ใหญ่ทำอย่างไรให้ความสำเร็จระดับนานาชาติส่งถึงคนเชียงราย

เชียงราย,29 มิถุนายน 2569 – ประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ 2 ของรายชื่อ 50 จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของโลกประจำปี 2569 เป็นรองเพียงตุรกี และอยู่เหนือประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดีย เม็กซิโก เกาหลีใต้ มาเลเซีย และสิงคโปร์ สะท้อนภาพความแข็งแกร่งของไทยทั้งด้านโรงพยาบาลมาตรฐานสากล บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้ ตลอดจนบริการด้านการพักฟื้นและเวลเนสซึ่งเชื่อมโยงการรักษากับการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะมหาอำนาจด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ภาพจากห้องประชุมคณะกรมการจังหวัดเชียงรายกลับสะท้อนอีกด้านของระบบสุขภาพและสังคมไทย เมื่อจังหวัดกำลังเผชิญทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น ปัญหาสุขภาพจิต อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงกว่าเป้าหมาย การขาดแคลนแพทย์ในบางพื้นที่ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และครัวเรือนเปราะบางกว่า 19,000 ครัวเรือนที่ยังต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงจุด

ความสำเร็จของไทยในเวทีโลกจึงไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความภาคภูมิใจ แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า รายได้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับนานาชาติ จะถูกนำกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพระดับจังหวัดและชุมชนได้มากเพียงใด

ตุรกีครองอันดับหนึ่ง ไทยตามมาเป็นอันดับสอง

Travel and Tour World หรือ TTW เผยแพร่รายชื่อ Top 50 Medical Tourism Destinations in the World for 2026 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 โดยจัดให้ตุรกีอยู่ในอันดับ 1 ประเทศไทยอันดับ 2 อินเดียอันดับ 3 เม็กซิโกอันดับ 4 และเกาหลีใต้อันดับ 5 ขณะที่ประเทศในเอเชียอีกหลายแห่งติดอันดับต้น ได้แก่ มาเลเซียอันดับ 6 สิงคโปร์อันดับ 8 ญี่ปุ่นอันดับ 15 ไต้หวันอันดับ 17 และจีนอันดับ 20

เมื่อพิจารณา 10 อันดับแรก พบว่ามีประเทศในเอเชียถึง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินเดีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย และสิงคโปร์ แสดงให้เห็นว่าเอเชียกำลังเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเดินทางข้ามประเทศเพื่อรับบริการสุขภาพ ตั้งแต่การรักษาโรคหัวใจ มะเร็ง ภาวะมีบุตรยาก ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ไปจนถึงทันตกรรม ศัลยกรรมตกแต่ง และการฟื้นฟูหลังการรักษา

อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับครั้งนี้เป็นการประเมินโดยกองบรรณาธิการและผู้เชี่ยวชาญของสื่อ TTW ไม่ใช่ดัชนีทางการขององค์การอนามัยโลกหรือหน่วยงานระหว่างประเทศ จึงควรใช้ในฐานะข้อมูลสะท้อนภาพการแข่งขันของตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มากกว่าการมองเป็นมาตรวัดคุณภาพระบบสาธารณสุขทั้งหมดของแต่ละประเทศ

เพราะประเทศที่มีความสามารถสูงในการรับผู้ป่วยต่างชาติ อาจยังเผชิญปัญหาการกระจายแพทย์ ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าถึงบริการของประชาชนภายในประเทศได้พร้อมกัน

จุดแข็งของไทยไม่ใช่เพียงค่ารักษาที่ต่ำกว่า

ในอดีต ภาพจำของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเอเชียมักผูกกับคำว่าราคาถูก แต่ปัจจุบันผู้ป่วยต่างชาติไม่ได้ตัดสินใจจากค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว พวกเขาพิจารณาความเชี่ยวชาญของแพทย์ มาตรฐานโรงพยาบาล ความปลอดภัย ความโปร่งใส ความต่อเนื่องของการรักษา ระยะเวลารอคิว ตลอดจนคุณภาพของการพักฟื้นหลังออกจากโรงพยาบาล

ประเทศไทยได้เปรียบจากการมีโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ บุคลากรที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยต่างชาติ ระบบล่ามและแผนกประสานงานระหว่างประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์ด้านการบริการและการต้อนรับ ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนชี้ว่า อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรักษา แต่ครอบคลุมการป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ และการดูแลระยะยาว โดยภาครัฐมุ่งผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

ไทยยังมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลกระจายอยู่ในหลายจังหวัด รวมถึงเชียงราย ข้อมูลด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ของบีโอไอเคยระบุว่า ไทยมีโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI จำนวน 62 แห่ง และมีสถานพยาบาลในจังหวัดสำคัญหลายพื้นที่ตั้งแต่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี ไปจนถึงภูเก็ต

โครงสร้างดังกล่าวทำให้ไทยสามารถรองรับทั้งการรักษาโรคซับซ้อนและบริการเวลเนส ตั้งแต่โรคหัวใจ มะเร็ง การรักษาภาวะมีบุตรยาก ศัลยกรรมเฉพาะทาง การตรวจสุขภาพ ไปจนถึงเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการดูแลผู้สูงอายุ

การรักษากลายเป็นเส้นทางเดินทางครบวงจร

คำว่า Medical Tourism ในปี 2569 ไม่ได้หมายถึงผู้ป่วยขึ้นเครื่องบินมาผ่าตัดแล้วเดินทางกลับทันที แต่หมายถึงการออกแบบเส้นทางดูแลตั้งแต่ก่อนเดินทาง การปรึกษาแพทย์ทางไกล การจัดเตรียมวีซ่าและเอกสาร การรับส่งจากสนามบิน การเข้ารักษา ที่พักของผู้ติดตาม การพักฟื้น ตลอดจนการติดตามอาการเมื่อผู้ป่วยกลับประเทศ

อนุป กุมาร์ เคชาน ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารของ Travel and Tour World อธิบายว่า การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อยู่ตรงจุดเชื่อมระหว่างระบบสุขภาพ การเดินทาง เทคโนโลยี ธุรกิจบริการ และความไว้วางใจของมนุษย์ ผู้ป่วยไม่ได้เดินทางเพราะต้องการเพียงต้นทุนที่ต่ำลง แต่ต้องการคุณภาพทางคลินิก เส้นทางการรักษาที่โปร่งใส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการฟื้นตัว

จุดแข็งของประเทศไทยจึงอยู่ที่ความสามารถในการนำโรงพยาบาล โรงแรม สายการบิน ศูนย์เวลเนส บริษัทประกัน และผู้ประสานงานผู้ป่วยมาประกอบเป็นบริการเดียวกัน ผู้ป่วยบางกลุ่มอาจเดินทางมาเพื่อผ่าตัด แต่ใช้เวลาหลังการรักษาในรีสอร์ตฟื้นฟูสุขภาพ บางกลุ่มเดินทางมาเพื่อตรวจสุขภาพและเข้าร่วมโปรแกรมการนอนหลับ การควบคุมน้ำหนัก หรือการดูแลสุขภาพระยะยาว

แนวทางดังกล่าวทำให้รายได้ไม่ได้กระจุกอยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เชื่อมต่อไปถึงที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ผู้ให้บริการสุขภาพ นักกายภาพบำบัด และธุรกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ภาพอีกด้านจากเชียงราย

ในวันเดียวกับที่สังคมกำลังจับตาความสำเร็จของไทยบนเวทีการแพทย์โลก ดร.วินัย เก่งสุวรรณ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย รายงานต่อที่ประชุมคณะกรมการจังหวัดเชียงรายถึงความท้าทายทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่

ข้อมูลระบุว่า เชียงรายมีประชากรมากกว่า 1.29 ล้านคน และมีผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 22.42 ของประชากรทั้งหมด ทำให้จังหวัดก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น ขณะเดียวกัน มีผู้สูงวัยจำนวนมากที่ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังหรืออยู่ร่วมกับผู้สูงอายุด้วยกัน ท่ามกลางจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์นี้หมายความว่าความต้องการบริการสุขภาพของเชียงรายกำลังเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและความซับซ้อน ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเพียงการตรวจรักษา แต่ต้องการระบบติดตามโรคเรื้อรัง การฟื้นฟูสมรรถภาพ การปรับสภาพบ้าน การเดินทางไปโรงพยาบาล และผู้ดูแลในชุมชน

เมื่อผู้สูงอายุอยู่ลำพัง การเดินทางไปพบแพทย์หนึ่งครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่สูง และชุมชนชายแดน การมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสูงในเมืองใหญ่จึงอาจไม่มีความหมายต่อผู้ป่วย หากเขาไม่สามารถเดินทางจากบ้านไปถึงสถานพยาบาลได้

สุขภาพจิตเป็นโจทย์ที่รอไม่ได้

สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอีกด้านคือปัญหาสุขภาพจิต ข้อมูลที่นำเสนอต่อที่ประชุมจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีอัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารายใหม่ 175.19 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน และมีอัตราการฆ่าตัวตาย 12.55 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของประเทศ พร้อมกับข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ในบางพื้นที่

ปัญหาสุขภาพจิตไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเพิ่มเตียงในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว เพราะเกี่ยวข้องกับความยากจน หนี้สิน การใช้สารเสพติด ความโดดเดี่ยว ความรุนแรงในครอบครัว โรคเรื้อรัง และการสูญเสียรายได้ ผู้ป่วยคนหนึ่งอาจต้องการทั้งแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และความช่วยเหลือด้านอาชีพในเวลาเดียวกัน

ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ระบบคัดกรองและช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนก่อนที่อาการจะรุนแรง โรงเรียนควรมีครูและบุคลากรที่สังเกตสัญญาณเสี่ยง ชุมชนควรมีช่องทางส่งต่อที่รวดเร็ว ขณะที่สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิต้องได้รับการสนับสนุนให้ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องใกล้บ้าน

หากประเทศไทยสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์และระบบดิจิทัลช่วยจัดการผู้ป่วยต่างชาติได้ ความสามารถเดียวกันควรถูกนำมาใช้ติดตามผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คัดกรองภาวะซึมเศร้า และเชื่อมการส่งต่อในพื้นที่ห่างไกลด้วย

มีงานทำแต่ยังไม่พ้นความเปราะบาง

ข้อมูลทางสังคมของเชียงรายยังพบว่า คนจนมีสัดส่วนร้อยละ 13.69 ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ราวร้อยละ 70 ถึง 80 เป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งมักไม่มีหลักประกันรายได้ วันลาป่วย เงินชดเชย หรือสวัสดิการจากนายจ้าง

คนกลุ่มนี้อาจมีงานทำทุกวัน แต่ยังอยู่ห่างจากวิกฤตเพียงเหตุการณ์เดียว หากเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ประสบภัยพิบัติ หรือจำเป็นต้องหยุดงานเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว รายได้อาจหายไปทันที ขณะที่ค่ารักษาและค่าเดินทางเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ความยากจนจึงไม่ได้เกิดจากการไม่มีงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากงานที่ไม่มั่นคง รายได้ไม่แน่นอน และไม่มีตาข่ายรองรับเมื่อเกิดความเสี่ยง ชีวิตของแรงงานนอกระบบจึงเปรียบเหมือนคนเดินอยู่บนสะพานแคบ แม้จะก้าวต่อไปได้ทุกวัน แต่แรงกระแทกเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ทั้งครอบครัวตกลงสู่ภาวะหนี้สิน

การพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพในเชียงรายควรเชื่อมกับการสร้างงานที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ นักกายภาพบำบัด ผู้ช่วยพยาบาล ผู้ประสานงานด้านภาษา ธุรกิจอาหารสุขภาพ หรือบริการพักฟื้น หากมีการพัฒนาทักษะและมาตรฐานอย่างจริงจัง เศรษฐกิจสุขภาพอาจช่วยสร้างงานให้คนในพื้นที่ควบคู่กับการดูแลประชาชน

เด็กกว่าแปดหมื่นคนอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงทางการศึกษา

ข้อมูลที่นำเสนอต่อที่ประชุมยังระบุว่า เชียงรายมีเด็กยากจนพิเศษกว่า 67,000 คน และเด็กที่ใช้รหัส G-Code หรือยังมีข้อจำกัดด้านสถานะบุคคลอีกกว่า 18,000 คน เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา หากครอบครัวขาดรายได้ ต้องย้ายถิ่น หรือไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและบริการที่จำเป็นได้

เด็กที่หลุดออกจากโรงเรียนไม่ได้สูญเสียเพียงโอกาสทางการศึกษา แต่เสี่ยงเข้าสู่แรงงานค่าแรงต่ำ ถูกแสวงหาประโยชน์ หรือถูกชักชวนเข้าสู่ขบวนการผิดกฎหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนซึ่งมีความซับซ้อนด้านการเดินทาง สถานะบุคคล และภาษา

การช่วยเหลือจึงต้องทำเป็นรายบุคคล เด็กที่ขาดค่าเดินทางต้องการความช่วยเหลือแตกต่างจากเด็กที่ไม่มีเอกสาร เด็กซึ่งมีภาวะซึมเศร้าต้องการการดูแลต่างจากเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยครอบครัวหารายได้

นี่คือเหตุผลที่ พมจ.เชียงรายเตรียมใช้ข้อมูลจาก TPMAP และ MSO Logbook เป็นเครื่องมือค้นหา เข้าถึง และให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและเชื่อมต่อความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน

ครัวเรือนเปราะบางกว่า 19,000 ครัวเรือนรอการช่วยเหลือ

ข้อมูลจาก MSO Logbook ระบุว่า เชียงรายมีครัวเรือนเปราะบาง 19,654 ครัวเรือน รวมประชาชน 30,518 คนที่อยู่ในข่ายต้องได้รับการดูแล โดยปัญหาสำคัญมีรากฐานจากรายได้ ความยากจน สุขภาพ การศึกษา และข้อจำกัดของผู้ดูแลในครอบครัว

ตัวเลขดังกล่าวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงรายการชื่อในฐานข้อมูล เพราะแต่ละครัวเรือนอาจมีปัญหาซ้อนกันหลายด้าน บ้านหนึ่งอาจมีผู้สูงอายุอยู่ลำพัง บ้านหนึ่งอาจมีผู้พิการและเด็กขาดเรียน อีกบ้านอาจมีผู้ป่วยจิตเวชและผู้หารายได้หลักตกงาน

การใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องมากกว่าการบันทึก ต้องมีผู้รับผิดชอบติดตาม มีกรอบเวลาการช่วยเหลือ และมีการประเมินว่าครัวเรือนสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้นหรือไม่

ดร.วินัยกล่าวว่า ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่ชาวเชียงรายต้องรับรู้และร่วมกันหาทางออก เพื่อเปลี่ยนผ่านจังหวัดไปสู่ความมั่นคง ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จาก Medical Hub สู่ระบบสุขภาพที่คนในพื้นที่เข้าถึงได้

รัฐบาลไทยผลักดันการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยยุทธศาสตร์ Medical Hub ครอบคลุมบริการรักษาพยาบาล บริการส่งเสริมสุขภาพ วิชาการและงานวิจัย ตลอดจนผลิตภัณฑ์สุขภาพ แผนขับเคลื่อนกระทรวงสาธารณสุขยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสุขภาพและการยกระดับสู่ Medical and Wellness Hub

ความท้าทายหลังจากไทยได้รับอันดับ 2 จึงไม่ใช่เพียงการรักษาความสามารถในการแข่งขันกับตุรกี อินเดีย มาเลเซีย หรือเกาหลีใต้ แต่ต้องทำให้การเติบโตของภาคการแพทย์เชิงพาณิชย์ไม่ดึงบุคลากร เทคโนโลยี และทรัพยากรออกจากระบบที่ดูแลประชาชนไทย

แนวทางหนึ่งคือการกำหนดให้การลงทุนด้านการแพทย์ระดับสูงมีส่วนสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากร การแพทย์ทางไกล งานวิจัย และการส่งต่อผู้ป่วยในต่างจังหวัด อีกแนวทางคือสร้างเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐ มหาวิทยาลัย และระบบปฐมภูมิ เพื่อให้ความเชี่ยวชาญไม่กระจุกอยู่เฉพาะสถานพยาบาลขนาดใหญ่

สำหรับเชียงราย อุตสาหกรรมสุขภาพอาจต่อยอดจากจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร การแพทย์ล้านนา การฟื้นฟู และการดูแลระยะยาว แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนในจังหวัดเข้าถึงแพทย์ การดูแลสุขภาพจิต บริการผู้สูงอายุ และระบบส่งต่อที่มีคุณภาพก่อน

เพราะเมืองที่ต้อนรับผู้ป่วยจากทั่วโลกได้อย่างดี ควรเป็นเมืองที่ผู้สูงอายุในหมู่บ้านห่างไกลสามารถพบแพทย์ได้เช่นกัน เมืองที่มีศูนย์เวลเนสระดับสากลควรมีระบบป้องกันการฆ่าตัวตายในชุมชน และเมืองที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงดูแลนักเดินทางต่างชาติ ควรนำเทคโนโลยีเดียวกันไปช่วยเด็ก ครอบครัวเปราะบาง และแรงงานนอกระบบของตนเอง

อันดับโลกจะมีความหมายเมื่อคนข้างในไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อันดับ 2 ของประเทศไทยเป็นสัญญาณเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การลงทุน และชื่อเสียงของบุคลากรสุขภาพไทย แต่การจัดอันดับไม่สามารถสะท้อนความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการได้ทั้งหมด

ภาพหนึ่งคือผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้าสู่โรงพยาบาลที่มีเทคโนโลยีทันสมัย อีกภาพคือผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องรอคนพาไปพบแพทย์ ภาพหนึ่งคือบริการพักฟื้นระดับลักชัวรี อีกภาพคือครัวเรือนเปราะบางกว่า 19,000 ครัวเรือนซึ่งกำลังรอความช่วยเหลือ

สองภาพนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ขัดแย้ง หากประเทศไทยสามารถนำรายได้ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมจากตลาดโลกกลับมาพัฒนาระบบบริการพื้นฐาน ผลักดันการกระจายบุคลากร และสร้างงานด้านสุขภาพในท้องถิ่น

ความสำเร็จที่ยั่งยืนจึงไม่ควรวัดเพียงจำนวนผู้ป่วยต่างชาติหรืออันดับบนเวทีโลก แต่ต้องวัดจากวันที่ผู้สูงอายุอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยซึมเศร้าได้รับการดูแลทันเวลา เด็กไม่หลุดจากห้องเรียน และครัวเรือนเปราะบางสามารถกลับมายืนได้ด้วยตนเอง

เมื่อถึงวันนั้น คำว่า ประเทศไทยศูนย์กลางสุขภาพโลก จะไม่ได้หมายถึงประเทศที่รักษาคนจากทั่วโลกได้เท่านั้น แต่หมายถึงประเทศที่ใช้ความสามารถเดียวกันดูแลคนของตนเองอย่างทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :