สมาคมโรงแรมไทยผนึก ธปท. เผยดัชนีเชื่อมั่นที่พักแรม มิ.ย. 69 วูบเหลือ 52% ภาคเหนือต่ำสุด


Summary


โรงแรมไทยรับแรงกดดันรอบด้าน ลูกค้าหายเกินคาดเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ จับตารัฐรื้อโครงสร้างท่องเที่ยวครั้งใหญ่

ประเทศไทย, 16 กรกฎาคม 2569 – สำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ รายงาน โลว์ซีซันรอบนี้ไม่ได้มีเพียงฝน แต่มีต้นทุนสงครามตามมาถึงหน้าประตูโรงแรมช่วงกลางปีเคยเป็นเวลาที่ผู้ประกอบการโรงแรมไทยเตรียมรับมือกับฤดูท่องเที่ยวชะลอตัวตามปกติ ห้องพักบางแห่งลดราคา ร้านอาหารปรับเวลาทำการ และพนักงานบางส่วนถูกจัดตารางให้เหมาะกับจำนวนลูกค้าที่ลดลง แต่โลว์ซีซันปี 2569 กลับมีแรงกดดันมากกว่าฤดูกาล เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลผ่านราคาพลังงาน ต้นทุนการบิน ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว จนโรงแรมเกือบ 4 ใน 10 แห่งพบว่าจำนวนลูกค้าลดลงรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรมประจำเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งสมาคมโรงแรมไทยและธนาคารแห่งประเทศไทยสำรวจระหว่างวันที่ 16 ถึง 30 มิถุนายน จากผู้ประกอบการ 147 แห่ง พบว่าอัตราการเข้าพักลดลงจากเดือนก่อนตามการเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันการเดินทางมากกว่าปัจจัยฤดูกาลตามปกติ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ธุรกิจโรงแรมต้องตัดสินใจท่ามกลางทางเลือกที่ล้วนมีต้นทุน การลดราคาห้องพักอาจช่วยเพิ่มยอดจอง แต่ก็กดรายได้เฉลี่ยต่อห้อง การเพิ่มงบการตลาดอาจช่วยเรียกลูกค้า แต่ต้องใช้เงินในช่วงที่สภาพคล่องกำลังตึงตัว ส่วนการลดรายจ่ายและชะลอการลงทุนอาจช่วยประคองธุรกิจระยะสั้น แต่เสี่ยงกระทบคุณภาพบริการและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

โรงแรม 38 เปอร์เซ็นต์เผชิญลูกค้าลดลงแรงกว่าที่คาด

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ระบุว่า โรงแรมประมาณร้อยละ 50 ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในระดับที่สอดคล้องกับผลกระทบซึ่งคาดการณ์ไว้จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่มีผู้ประกอบการอีกประมาณร้อยละ 38 ที่พบว่าจำนวนลูกค้าลดลงมากกว่าที่คาด

ตัวเลขร้อยละ 38 มีนัยสำคัญต่อภาพรวมอุตสาหกรรม เพราะสะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยไม่ได้กำลังรับมือกับการชะลอตัวตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเผชิญความคลาดเคลื่อนระหว่างแผนธุรกิจกับรายได้จริง เมื่อยอดจองต่ำกว่าสมมติฐาน โรงแรมจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้วยการลดราคาห้องพัก เพิ่มการประชาสัมพันธ์ และทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น

ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกเก็บเงินสดไว้ในมือด้วยการลดการลงทุนหรือชะลอรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน วิธีดังกล่าวอาจช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบอาจลามไปถึงการจ้างงาน ชั่วโมงทำงาน รายได้ของแรงงานบริการ และการจัดซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการท้องถิ่น

โรงแรมไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากค่าห้องพัก เพราะระบบเศรษฐกิจที่อยู่รอบโรงแรมเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรผู้ส่งวัตถุดิบ ร้านซักรีด ผู้ให้บริการรถรับส่ง บริษัททัวร์ ร้านอาหาร ไปจนถึงชุมชนที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น เมื่อลูกค้าลดลง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ แต่ค่อย ๆ กระจายไปตามห่วงโซ่รายได้ของเมืองท่องเที่ยว

อัตราเข้าพักเฉลี่ยเหลือ 52 เปอร์เซ็นต์ ภาคเหนือรั้งระดับต่ำสุด

ผลสำรวจเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 52 โดยภาคกลางมีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ร้อยละ 65 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 64 ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ภาคตะวันออกมีอัตราการเข้าพักร้อยละ 53 ลดลงจากร้อยละ 60

ภาคใต้มีอัตราการเข้าพักร้อยละ 42 ลดลงจากร้อยละ 48 ส่วนภาคเหนืออยู่ที่ร้อยละ 37 ลดลงจากร้อยละ 39 และเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเข้าพักต่ำที่สุดในข้อมูลชุดนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือนกรกฎาคมจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 53 ซึ่งยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน

สำหรับภาคเหนือ ตัวเลขร้อยละ 37 เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา เนื่องจากหลายจังหวัดพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ วัฒนธรรม สุขภาพ และการประชุมสัมมนา จังหวัดอย่างเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน และลำปางยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากฤดูกาลเดินทางและจำนวนเที่ยวบิน เมื่ออัตราการเข้าพักลดลง โรงแรมขนาดเล็กและที่พักอิสระซึ่งมีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดย่อมได้รับแรงกระแทกก่อนผู้ประกอบการรายใหญ่

ความแตกต่างของอัตราการเข้าพักแต่ละภูมิภาคยังสะท้อนว่า นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวไม่อาจใช้มาตรการเดียวกับทุกพื้นที่ได้ เมืองที่พึ่งพาตลาดต่างชาติระยะไกลมีความเสี่ยงต่างจากจังหวัดชายแดนหรือเมืองรองที่พึ่งพานักท่องเที่ยวไทย การออกมาตรการจึงต้องพิจารณาทั้งโครงสร้างตลาด การเดินทาง ฤดูกาล และกำลังซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

ไตรมาส 3 ยังไม่พ้นแรงกดดัน ตลาดต่างชาติหลายกลุ่มอาจชะลอเดินทาง

เมื่อมองไปยังไตรมาส 3 ปี 2569 โรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่าจำนวนลูกค้าต่างชาติโดยรวมมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการเดินทางที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน

นักท่องเที่ยวจากตลาดที่อ่อนไหวต่อราคาอาจทบทวนแผนเดินทางมากขึ้น เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงบางรายการก็สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจได้ ผู้ประกอบการยกกรณีนักท่องเที่ยวอินเดียซึ่งอาจได้รับผลกระทบ หากนโยบายยกเว้นวีซ่า 60 วันถูกเปลี่ยนไปใช้การขอวีซ่าหน้าด่าน เพราะค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นอุปสรรคในการเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง

ประเด็นนี้สะท้อนว่าการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันเฉพาะความสวยงามของสถานที่หรือราคาห้องพัก แต่รวมถึงความสะดวกตั้งแต่การวางแผนเดินทาง การขออนุญาตเข้าประเทศ ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย จำนวนเที่ยวบิน และประสบการณ์ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ประเทศคู่แข่งที่สามารถลดขั้นตอนและควบคุมต้นทุนการเดินทางได้ ย่อมมีโอกาสดึงนักท่องเที่ยวออกจากตลาดไทย

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังมองเห็นโอกาสจากตลาดจีน โดยประเมินว่านักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มอาจเปลี่ยนจุดหมายมาเลือกประเทศไทยแทนภูมิภาคอื่นที่มีต้นทุนเดินทางสูงกว่า ปัจจัยสนับสนุนยังมาจากช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีนและตลาดระยะใกล้อื่น เช่น ฮ่องกง ซึ่งช่วยพยุงการเดินทางในเดือนมิถุนายน

นักท่องเที่ยวสะสมกว่า 16.7 ล้านคน แต่รายได้โรงแรมไม่ได้เติบโตตามจำนวนเสมอไป

ข้อมูลสถานการณ์นักท่องเที่ยวสะสมระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 11 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมประมาณ 16,773,344 คน ลดลงร้อยละ 3.09 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตลาดนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีนประมาณ 2,754,366 คน มาเลเซีย 2,186,834 คน อินเดีย 1,272,845 คน รัสเซีย 1,041,728 คน และเกาหลีใต้ 611,399 คน ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดเอเชียยังเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะจีน มาเลเซีย และอินเดีย

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงไม่ได้แปลว่ารายได้ของโรงแรมทุกแห่งจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน นักท่องเที่ยวแต่ละตลาดมีระยะเวลาพำนัก งบประมาณ รูปแบบการใช้จ่าย และจุดหมายปลายทางแตกต่างกัน หากจำนวนผู้เดินทางเพิ่มขึ้นเฉพาะบางเมืองหรือกระจุกตัวอยู่ในโรงแรมบางระดับ ผู้ประกอบการในเมืองรองหรือโรงแรมขนาดเล็กอาจยังไม่รู้สึกถึงการฟื้นตัว

ภาพรวมจึงเกิดความย้อนแย้งระหว่างจำนวนผู้เดินทางระดับหลายล้านคนกับความรู้สึกของโรงแรมเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ที่พบว่าลูกค้าลดลงเกินคาด ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าการประเมินสุขภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ควรมองเพียงยอดนักท่องเที่ยวสะสม แต่ต้องพิจารณาอัตราการเข้าพัก รายได้เฉลี่ยต่อห้อง ระยะเวลาพำนัก การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว และรายได้ที่ลงไปถึงชุมชนร่วมด้วย

กำลังซื้อคนไทยอ่อนแอ ภาคใต้เผชิญแรงกดดันชัดขึ้น

ตลาดท่องเที่ยวในประเทศซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นกันชนในช่วงที่ตลาดต่างชาติผันผวน กำลังเผชิญข้อจำกัดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น โรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 3 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้

เมื่อราคาพลังงาน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้น ครัวเรือนมักลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นก่อน การเดินทางพักผ่อนจึงเป็นหนึ่งในรายการที่ถูกเลื่อน ลดจำนวนวัน หรือเปลี่ยนไปเลือกจุดหมายที่ใกล้กว่า จากเดิมที่อาจพัก 3 คืน นักท่องเที่ยวอาจลดเหลือ 1 หรือ 2 คืน หรือเลือกเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับแทนการจองที่พัก

ผลกระทบต่อโรงแรมจึงเกิดทั้งจากจำนวนลูกค้าและรายได้ต่อการเข้าพัก นักท่องเที่ยวอาจยังเดินทาง แต่ลดการใช้จ่ายด้านอาหาร บริการเสริม และกิจกรรมท่องเที่ยว ทำให้รายได้รวมของธุรกิจต่ำกว่าที่จำนวนผู้เข้าพักสะท้อนออกมา

ภาวะดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศต้องพิจารณากำลังซื้อจริงของประชาชน หากมาตรการออกแบบให้ผู้เดินทางต้องสำรองจ่ายจำนวนมาก หรือเข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง ผลประโยชน์อาจไม่กระจายไปยังนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง

ผู้ประกอบการขอรัฐช่วยทั้งรายได้ ต้นทุน เงินทุน และแรงงาน

ข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการโรงแรมไม่ได้จำกัดอยู่ที่มาตรการแจกสิทธิประโยชน์ให้ผู้เดินทาง แต่ครอบคลุมปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้าน

ด้านแรกคือการกระตุ้นรายได้ ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและดึงดูดตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ พร้อมจัดกิจกรรมร่วมกับสายการบินและแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ เพิ่มจำนวนเที่ยวบิน กระจายการจัดประชุมและอีเวนต์ไปยังเมืองรอง รวมถึงทบทวนนโยบายวีซ่าให้สอดคล้องกับการแข่งขันระหว่างประเทศ

ด้านที่สองคือการลดต้นทุน ผู้ประกอบการเสนอให้รัฐพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ค่าธรรมเนียม และมาตรการภาษี เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีต้นทุนคงที่สูง แม้จำนวนผู้เข้าพักลดลงก็ยังต้องรักษาระบบไฟฟ้า น้ำ ความปลอดภัย และบุคลากรบางส่วนไว้ตลอดเวลา

ด้านที่สามคือการเงิน โดยต้องการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง การสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานยั่งยืน และการขยายระยะเวลาของมาตรการพักทรัพย์พักหนี้สำหรับกิจการที่ยังมีศักยภาพแต่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ด้านที่สี่คือแรงงาน ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐสนับสนุนการอบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน การตลาด และการบริการลูกค้า ส่วนด้านสุดท้ายคือการอำนวยความสะดวก เช่น การปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมือง การขอใบอนุญาต และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

Thailand 365 Days ถูกคาดหวังให้พยุงเมืองหลักและเมืองรอง

ท่ามกลางความท้าทาย ภาครัฐเดินหน้านโยบาย Thailand 365 Days เพื่อวางประเทศไทยเป็นจุดหมายที่เดินทางได้ตลอดปี ไม่จำกัดเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยวหลัก แนวคิดดังกล่าวมุ่งกระจายกิจกรรมไปยังทุกภูมิภาค และเชื่อมการเดินทางกับธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร สุขภาพ และประสบการณ์ท้องถิ่น

สมาคมโรงแรมไทยมองว่า หากดำเนินนโยบายได้ต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในพื้นที่ จะช่วยกระจายรายได้และลดการพึ่งพาฤดูท่องเที่ยวช่วงใดช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัยของสถานที่พัก

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแคมเปญสื่อสารให้กลายเป็นการเดินทางจริง นักท่องเที่ยวต้องเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวก มีเที่ยวบินหรือระบบขนส่งเพียงพอ มีปฏิทินกิจกรรมชัดเจน และสามารถจองบริการได้ง่าย การประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่อาจชดเชยข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือราคาที่สูงเกินกำลังซื้อ

ครม. เห็นชอบรื้อโครงสร้าง ตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

ท่ามกลางแรงกดดันที่อุตสาหกรรมโรงแรมกำลังเผชิญ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เพื่อปรับโครงสร้างกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเสนอจัดตั้ง กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และ กระทรวงกีฬา

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การปรับโครงสร้างเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ซึ่งให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในฐานะเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

เหตุผลสำคัญคือการท่องเที่ยวมีความเชื่อมโยงกับประเพณี วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ อาหาร และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ การนำภารกิจด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมาอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้การออกแบบนโยบายมีทิศทางร่วมกันมากขึ้น

มติ ครม. ยังเป็นเพียงการเห็นชอบหลักการ ร่างกฎหมายต้องผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการพิจารณาของวิปรัฐบาล และเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา จึงยังไม่ถือว่ากระทรวงใหม่ได้รับการจัดตั้งโดยสมบูรณ์

กระทรวงใหม่เชื่อมวัฒนธรรม Soft Power และรายได้ชุมชน

ตามสาระสำคัญของร่างกฎหมาย กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจะรับผิดชอบงานด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยมีหน่วยงานระดับกรมและสำนักงานที่เกี่ยวข้องอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน

ส่วนราชการที่ระบุในร่างประกอบด้วยสำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมการท่องเที่ยว กรมการศาสนา กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ขณะที่หน่วยงานอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและตำรวจท่องเที่ยวจะอยู่ภายใต้โครงสร้างหรือการกำกับดูแลที่เชื่อมโยงกับกระทรวงใหม่ตามรายละเอียดที่จะกำหนดต่อไป

รัฐบาลคาดหวังว่าการรวมภารกิจจะช่วยนำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ท่องเที่ยวได้เป็นระบบมากขึ้น ตัวอย่างเช่น งานประเพณีท้องถิ่นอาจถูกเชื่อมกับปฏิทินเดินทาง การพัฒนาเส้นทาง การตลาด และมาตรฐานบริการในคราวเดียว แทนการแยกดำเนินงานระหว่างหลายหน่วยงาน

สำหรับเมืองรอง นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญ เพราะหลายพื้นที่มีทุนวัฒนธรรมเข้มแข็ง แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับตลาด การเดินทาง และระบบบริหารจัดการ หากกระทรวงใหม่สามารถประสานงานตั้งแต่การอนุรักษ์ไปจนถึงการสร้างรายได้โดยไม่ทำลายอัตลักษณ์ ก็อาจช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนและลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก

แยกกระทรวงกีฬา หวังขับเคลื่อนสุขภาพและเศรษฐกิจกีฬาเต็มรูปแบบ

อีกด้านหนึ่ง ร่างกฎหมายเสนอจัดตั้งกระทรวงกีฬา โดยแยกภารกิจกีฬาออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดิม กระทรวงใหม่จะรับผิดชอบตั้งแต่พลศึกษา กีฬามวลชน กีฬาเป็นเลิศ กีฬาอาชีพ นันทนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงอุตสาหกรรมกีฬา

หน่วยงานหลักในระดับส่วนราชการประกอบด้วยสำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง และกรมพลศึกษา ขณะที่การกีฬาแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานสำคัญที่เชื่อมโยงกับภารกิจของกระทรวง

รัฐบาลมองว่ากีฬาไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสุขภาพ แต่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ การจัดการแข่งขัน อุตสาหกรรมอุปกรณ์ กีฬาอาชีพ และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การมีหน่วยงานระดับกระทรวงรับผิดชอบโดยตรงจึงถูกคาดหวังว่าจะทำให้นโยบายมีความต่อเนื่องมากขึ้น

ไม่เพิ่มอัตรากำลังและงบประมาณ แต่โจทย์ช่วงเปลี่ยนผ่านยังต้องจับตา

รัฐบาลยืนยันว่าการปรับโครงสร้างจะไม่เพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลัง และงบประมาณในภาพรวม โดยมีเป้าหมายลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคุ้มค่า แต่การรวมและแยกภารกิจครั้งใหญ่ย่อมมีรายละเอียดที่ต้องจัดการ ทั้งสายบังคับบัญชา งบประมาณ ทรัพย์สิน ระบบข้อมูล บุคลากร และโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมคนปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ส่วนปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนปัจจุบันจะเป็นปลัดกระทรวงกีฬา โดยจะมีการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อเตรียมความพร้อม

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดหวังว่ากระบวนการทางกฎหมายจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 หรือไม่เกินต้นปี 2570 แต่แสดงความกังวลเกี่ยวกับกำลังคนระดับสูง เนื่องจากมีรองปลัดกระทรวงและผู้ตรวจราชการหลายตำแหน่งที่จะเกษียณอายุในเดือนตุลาคม

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตั้งชื่อกระทรวงใหม่ แต่ต้องทำให้ภารกิจเดิมดำเนินต่อเนื่องโดยไม่สะดุด โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเผชิญยอดลูกค้าลดลง ต้นทุนสูง และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน หากการเปลี่ยนผ่านทำให้การอนุมัติโครงการหรือการช่วยเหลือผู้ประกอบการล่าช้า การปรับโครงสร้างอาจสร้างต้นทุนเพิ่มแทนที่จะลดความซ้ำซ้อน

กระทรวงใหม่ต้องตอบโจทย์ปัญหาปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนป้ายหน่วยงาน

การจัดตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคโรงแรมกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออย่างชัดเจน อัตราการเข้าพักในหลายภูมิภาคลดลง กำลังซื้อคนไทยอ่อนแอ ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น และผู้ประกอบการเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์พบว่าลูกค้าหายมากกว่าที่คาดไว้

ความท้าทายของโครงสร้างใหม่จึงอยู่ที่การเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้เป็นรายได้จริง โดยไม่ลดทอนคุณค่าของชุมชน พร้อมแก้ปัญหาพื้นฐานที่ผู้ประกอบการเผชิญ ตั้งแต่จำนวนเที่ยวบิน การตลาดระยะใกล้ วีซ่า ต้นทุนพลังงาน สภาพคล่อง แรงงาน ไปจนถึงความปลอดภัย

หากกระทรวงใหม่สามารถเชื่อมหน่วยงานที่เคยทำงานแยกส่วน กำหนดเป้าหมายร่วม และวัดผลจากรายได้ที่กระจายถึงชุมชน การปรับโครงสร้างอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวไทยรูปแบบใหม่ แต่หากเปลี่ยนเพียงชื่อ สายบังคับบัญชา และตำแหน่งผู้บริหาร ปัญหาเดิมอาจยังคงอยู่ใต้ป้ายกระทรวงที่ต่างออกไป

โลว์ซีซันปี 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบของโรงแรม แต่กำลังเป็นบททดสอบแรกของแนวคิดการบริหารท่องเที่ยวไทยในโครงสร้างใหม่ ว่ารัฐจะสามารถทำให้วัฒนธรรมสร้างรายได้ ทำให้รายได้กระจายถึงท้องถิ่น และช่วยให้ผู้ประกอบการผ่านช่วงความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้จริงเพียงใด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :