โตสูงสุดก่อนดิ่ง? สนค. ส่งสัญญาณเตือนปี 2570 ส่งออกไทยเสี่ยงติดลบ ชี้พิษช่องแคบฮอร์มุซดันต้นทุนเรือพุ่ง
Summary
- การส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.3% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26
- ภาพรวม 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวเด่น 18.9% โดยมีตลาดสหรัฐฯ เติบโตสูงสุดถึง 48.7% จากการเร่งตุนสต็อกสินค้า
- สนค. คาดการณ์ส่งออกทั้งปี 2569 มีโอกาสโตแตะ 15% สร้างมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 3.91 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
- แม้ตัวเลขปัจจุบันสดใส แต่ สนค. เตือนว่าปี 2570 การส่งออกมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกกลับมาติดลบจากภาวะสินค้าคงค้างในต่างประเทศ
- ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวแปรสำคัญที่ดันราคาพลังงานและค่าระวางเรือพุ่ง บั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
โตสูงสุดก่อนดิ่ง? สนค. ส่งสัญญาณเตือนปี 2570 ส่งออกไทยเสี่ยงติดลบ ชี้พิษช่องแคบฮอร์มุซดันต้นทุนเรือพุ่ง
ประเทศไทย,24 กันยายน 2569 – สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 ทยานต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 ดันภาพรวม 8 เดือนแรกโตเด่นถึงร้อยละ 18.9 ท่ามกลางกระแสการเร่งนำเข้าสินค้าสะสมสต็อกล่วงหน้าของตลาดสหรัฐฯ และความต้องการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ทว่าเบื้องหลังความร้อนแรงนี้ สนค. กลับส่งสัญญาณเตือนภัยรอบด้าน มองข้ามช็อตไปถึงปี 2570 ที่ภาคการส่งออกไทยอาจเผชิญภาวะพลิกกลับมาติดลบ จากแรงกระแทกของวิกฤตพลังงาน ต้นทุนค่าระวางเรือที่พุ่งสูง และความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลาง
ภาพรวมการส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง
นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 โดยระบุว่าการส่งออกมีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1,157,667 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 ที่ร้อยละ 24.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย อัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ร้อยละ 19.5
ด้านการนำเข้าในเดือนเดียวกันมีมูลค่า 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 25.1 ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนสิงหาคมขาดดุล 2,482.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคมถึงสิงหาคม) มีมูลค่ารวม 266,149.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.9 และการนำเข้ามีมูลค่า 303,986.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 36.1 ส่งผลให้ช่วง 8 เดือนแรกไทยขาดดุลการค้าทั้งสิ้น 37,837.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความร้อนแรงของการส่งออกในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนสำคัญจากภาคการผลิตโลกที่ฟื้นตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือ PMI ภาคการผลิตโลกในเดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน ประกอบกับคำสั่งซื้อใหม่สำหรับการส่งออกที่กลับมาขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เติบโตตามทิศทางความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก นอกจากนี้ การส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะทุเรียนสดและมังคุดสดจากผลผลิตทางการเกษตรในภาคใต้ที่ทยอยออกสู่ตลาด
แรงส่งจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และภาพรวมตลาดส่งออกทั่วโลก
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการส่งออกไทยในช่วง 8 เดือนแรก ไม่เพียงสะท้อนความต้องการที่แท้จริง แต่ยังมีปัจจัยเร่งจากการที่คู่ค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าสะสมสต็อกล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โครงสร้างการส่งออกจำแนกตามรายกลุ่มตลาดพบว่า ตลาดหลักขยายตัวร้อยละ 25.4 โดยมีตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวสูงสุดที่ร้อยละ 48.7 ตามด้วยญี่ปุ่นร้อยละ 19.6 สหภาพยุโรป 27 ประเทศร้อยละ 23.1 จีนร้อยละ 15.5 อาเซียน 5 ประเทศร้อยละ 19.3 และกลุ่ม CLMV ร้อยละ 0.3 ส่วนตลาดรองขยายตัวร้อยละ 17.8 นำโดยทวีปออสเตรเลียที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 81.0ลาตินอเมริกาขยายตัวร้อยละ 8.8 และรัสเซียรวมถึงกลุ่ม CIS ขยายตัวร้อยละ 1.9
ในทางตรงกันข้าม การส่งออกไปยังบางภูมิภาคยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ตลาดแอฟริการ้อยละ 8.8 เอเชียใต้ร้อยละ 11.4 ตะวันออกกลางร้อยละ 7.8 และสหราชอาณาจักร้อยละ 8.9 ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรกลับมาขยายตัวร้อยละ 1.4 นับเป็นการกลับมาบวกในรอบ 4 เดือน โดยสินค้าเกษตรขยายตัวร้อยละ 4.2 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สวนทางกับสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่ยังคงหดตัวร้อยละ 1.9 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ด้านสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 27.1 เติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 29 เดือน
ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
แม้ตัวเลขสะสม 8 เดือนแรกจะเติบโตสูงถึงร้อยละ 18.9 และทำให้ สนค. ประเมินว่าเป้าหมายการส่งออกตลอดทั้งปี 2569 ที่ตั้งไว้ในช่วงร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 11 โดยมีค่ากลางร้อยละ 8 มีโอกาสขยายตัวได้ถึงร้อยละ 15 หรือคิดเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ (กันยายนถึงธันวาคม) สามารถทำมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่นางสาวณัฐิยากลุ่มเตือนว่าภาคธุรกิจไทยไม่ควรชะล่าใจ
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจสร้างแรงกระแทกต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ความเสี่ยงจากการปิดเส้นทางขนส่งดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นโดยตรง และดันต้นทุนค่าระวางเรือและค่าโลจิสติกส์ให้อยู่ในระดับแพงลิบ ซึ่งจะซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การพุ่งขึ้นของต้นทุนการขนส่งทางเรือ ประกอบกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก จะกลายเป็นกำแพงภาษีธรรมชาติที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงอนาคต
สัญญาณเตือนปี 2570 และทางรอดของภาคธุรกิจไทย
จากความกังวลเบื้องหลังตัวเลขบวกในปัจจุบัน สนค. ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนถึงแนวโน้มการส่งออกในปี 2570 ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกกลับมาหดตัวติดลบ สาเหตุหลักไม่ได้มาจากอุปสงค์ของโลกที่หายไปทั้งหมด แต่เกิดจากการที่ตลาดสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าสำคัญได้เร่งนำเข้าสินค้าจำนวนมหาศาลเพื่อตุนสต็อกล่วงหน้าไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่งผลให้ในช่วงปีหน้า ตลาดเหล่านี้จะเผชิญกับภาวะสินค้าคงค้างในระดับสูง (Oversupply) และชะลอการสั่งซื้อใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ผู้ประกอบการและภาคการส่งออกไทยต้องปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจอย่างเร่งด่วน โดยลดการพึ่งพาการเติบโตระยะสั้นจากการตุนสินค้าของคู่ค้า หันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ที่มีเสถียรภาพ และการเตรียมแผนรับมือวิกฤตพลังงานและค่าขนส่งที่อาจผันผวนรุนแรงจากวิกฤตตะวันออกกลาง เพื่อประคับประคองธุรกิจให้รอดพ้นจากรอยต่อทางเศรษฐกิจที่ท้าทายในปีหน้า
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
- กระทรวงพาณิชย์