รัฐบาลเดินหน้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชูแพลตฟอร์มศิลปวัฒนธรรมและลิซ่าเอฟเฟกต์ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวชะลอตัว


Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • นักท่องเที่ยวสะสมเกือบ 15 ล้านคน แต่ยอดเข้าพักโรงแรมพฤษภาคมลดเหลือ 56% และภาคเหนือเหลือเพียง 39%

  • พิษความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงานและตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น กระทบความเชื่อมั่นนักเดินทางระยะไกล

  • รัฐบาลนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถกหอการค้าไทย เสนอแพลตฟอร์มศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติเพื่อสร้างรายได้ใหม่

  • เอกชนเสนอจัดตั้ง Art Free Zone หรือเขตปลอดอากรศิลปะ ดึงดูดนักสะสมและเงินลงทุนด้านศิลปะระดับโลก

  • ททท. ใช้แคมเปญพลัง “ลิซ่าเอฟเฟกต์” ประสบความสำเร็จในการดึงนักท่องเที่ยวตามรอยสู่เมืองรองและชุมชนฐานรา


รัฐดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์รับท่องเที่ยวชะลอ ชูศิลปะ วัฒนธรรม และลิซ่าเอฟเฟกต์กระจายรายได้

เชียงราย,16 มิถุนายน 2569 – รัฐบาลหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องยนต์ใหม่ เสนอแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ พร้อมศึกษาเขตปลอดอากรด้านศิลปะ หวังดึงนักสะสม งานแสดง และเงินลงทุนระดับโลกเข้าสู่ไทย ท่ามกลางธุรกิจโรงแรมที่เผชิญอัตราเข้าพักลดลงเหลือร้อยละ 56 และภาคเหนือเหลือเพียงร้อยละ 39 ขณะที่แคมเปญ Feel All the Feelings ที่มีลิซ่าเป็นผู้ถ่ายทอด เริ่มสร้างปรากฏการณ์ตามรอยการท่องเที่ยวและเปิดโอกาสให้เมืองรองเข้าสู่สายตานักเดินทาง

เมื่อห้องพักว่างมากขึ้น ประเทศไทยต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเดินทาง

ฤดูฝนเริ่มปกคลุมเมืองท่องเที่ยวหลายแห่ง โรงแรมในภาคเหนือบางพื้นที่ลดราคาห้องพัก ผู้ประกอบการร้านอาหารชะลอการสั่งวัตถุดิบ ขณะที่พนักงานภาคบริการจำนวนหนึ่งเริ่มเผชิญตารางทำงานที่ไม่แน่นอน ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่การเติบโตกลับไม่แข็งแรงเท่าที่ภาคธุรกิจคาดหวัง

สถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 14,939,438 คน ลดลงร้อยละ 2.82 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดขนาดใหญ่ที่สุดยังเป็นจีน 2,454,702 คน ตามด้วยมาเลเซีย 1,910,926 คน อินเดีย 1,144,557 คน รัสเซีย 979,955 คน และเกาหลีใต้ 563,002 คน ข้อมูลอย่างเป็นทางการของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬาเผยแพร่ยอดสะสมดังกล่าวผ่านช่องทางของหน่วยงานเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2569

ตัวเลขเกือบ 15 ล้านคนอาจดูสูงเมื่อมองเพียงจำนวน แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้วัดความแข็งแรงจากจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญทุกวันคือจำนวนคืนพัก รายจ่ายต่อคน ต้นทุนดำเนินงาน และความสามารถในการรักษาพนักงาน เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเล็กน้อยแต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก ผลกำไรอาจหายไปเร็วกว่าที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวสะท้อน

โรงแรมเดือนพฤษภาคมมีผู้เข้าพักเฉลี่ยร้อยละ 56

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม เดือนพฤษภาคม 2569 ของสมาคมโรงแรมไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย จากผู้ประกอบการ 154 แห่ง ระบุว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 56 ลดลงจากเดือนก่อน และคาดว่าเดือนมิถุนายนจะเหลือร้อยละ 50

เมื่อแยกตามภูมิภาค ภาคเหนือมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยเพียงร้อยละ 39 ลดลงจากร้อยละ 40 ในเดือนเมษายน ภาคตะวันออกลดจากร้อยละ 65 เหลือร้อยละ 60 ภาคใต้ลดลงแรงจากร้อยละ 67 เหลือร้อยละ 48 ส่วนภาคกลางขยับเพิ่มเล็กน้อยจากร้อยละ 63 เป็นร้อยละ 64

สำหรับเชียงราย ตัวเลขภาคเหนือร้อยละ 39 เป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ห้องพักมากกว่าครึ่งหนึ่งอาจยังว่างในช่วงเดือนพฤษภาคม สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลตั้งแต่โรงแรมขนาดใหญ่ไปจนถึงเกสต์เฮาส์ รถเช่า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บริษัทนำเที่ยว และแรงงานบริการที่มีรายได้ผูกกับจำนวนแขก

รายงานช่วงก่อนหน้าของสมาคมโรงแรมไทยยังสะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยผู้ประกอบการจำนวนมากคาดว่าตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลจะลดลงจากปีก่อน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น รวมถึงกระทบความเชื่อมั่นของนักเดินทาง

รายได้โรงแรมถูกบีบจากทั้งจำนวนแขกและต้นทุน

ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่ารายได้ในไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะโรงแรมในภาคใต้ซึ่งได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ขณะที่โรงแรมบางแห่งขนาด 1 ถึง 10 ห้องยังอาจมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะพึ่งพานักท่องเที่ยวไทยและเดินทางแบบกลุ่มเล็กมากกว่า

ปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะรายได้เท่านั้น ผู้ประกอบการมากกว่าครึ่งประเมินว่าต้นทุนรวมในช่วงสามเดือนข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยต้นทุนที่กดดันมากที่สุดคือวัตถุดิบ เชื้อเพลิง ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น ๆ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น โรงแรมต้องจ่ายเพิ่มทั้งระบบปรับอากาศ น้ำร้อน ซักรีด ขนส่งอาหาร และการเดินทางของลูกค้า

แม้ธุรกิจโรงแรมกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ยังมีสภาพคล่องเพียงพอและสามารถดำเนินกิจการต่อได้ แต่ผลสำรวจชี้ว่าธุรกิจราว 70 เปอร์เซ็นต์คาดหวังให้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาใกล้ระดับก่อนความขัดแย้ง ความหวังดังกล่าวจึงขึ้นอยู่กับทั้งสถานการณ์โลก ราคาพลังงาน จำนวนเที่ยวบิน และความสามารถของไทยในการสร้างเหตุผลใหม่ให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางเข้าประเทศ

ศิลปะและวัฒนธรรมถูกวางเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ท่ามกลางแรงกดดันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รัฐบาลกำลังผลักดัน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มีบทบาทมากขึ้น โดยจากการหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และคณะผู้บริหารหอการค้าไทยกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ภาคเอกชนเสนอให้พัฒนา New National Art and Culture Platform หรือแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ

แนวคิดดังกล่าวต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่จัดแสดง แต่รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ พื้นที่พัฒนาทักษะ เวทีนำเสนอผลงานของศิลปิน และจุดเชื่อมระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธุรกิจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ตามข้อมูลรัฐบาลไทยและแหล่งข้อมูลร่วมสมัยที่รายงานตรงกัน

หลักคิดสำคัญคือทุนทางวัฒนธรรมไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการอนุรักษ์ แต่ควรเปลี่ยนเป็นรายได้ การจ้างงาน สินค้า บริการ และทรัพย์สินทางปัญญาได้ หากประเทศไทยสามารถเชื่อมศิลปิน นักออกแบบ ช่างฝีมือ นักเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และตลาดต่างประเทศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ มรดกทางวัฒนธรรมจะไม่เป็นเพียงต้นทุนที่รัฐต้องใช้งบดูแล แต่กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประชาชน

Art Free Zone กับความหวังดึงตลาดศิลปะระดับโลก

หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกจับตามองคือการจัดตั้ง Art Free Zone หรือเขตปลอดอากรด้านศิลปะ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดง เก็บรักษา ซื้อขาย และเคลื่อนย้ายผลงานศิลปะในภูมิภาค

แนวคิดนี้มีเป้าหมายดึงนักสะสม แกลเลอรี สถาบันศิลปะ ผู้จัดประมูล และงานแสดงนานาชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐาน หากเกิดขึ้นจริง ผลประโยชน์อาจไม่ได้อยู่เฉพาะศิลปินหรือผู้ซื้อขายงานศิลป์ แต่จะกระจายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทขนส่งเฉพาะทาง ประกันภัย คลังเก็บรักษา ผู้จัดงาน นักออกแบบ แสง เสียง สื่อ และธุรกิจท่องเที่ยว

ในทางปฏิบัติ Art Free Zone ยังต้องผ่านการศึกษารายละเอียดหลายด้าน ทั้งกฎหมายศุลกากร ภาษี การป้องกันการฟอกเงิน การตรวจสอบแหล่งที่มาของผลงาน การคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และมาตรฐานการขนส่ง หากออกแบบระบบไม่รัดกุม พื้นที่ดังกล่าวอาจเผชิญความเสี่ยงด้านการลักลอบค้าศิลปวัตถุหรือการใช้ตลาดศิลปะเป็นช่องทางทางการเงิน แต่หากมีระบบกำกับที่โปร่งใส ก็อาจเป็นโครงสร้างใหม่ที่ช่วยผลักดันไทยเข้าสู่เครือข่ายตลาดศิลปะระดับนานาชาติ

ลิซ่าเอฟเฟกต์พิสูจน์ว่าคอนเทนต์เปลี่ยนเป็นการเดินทางได้

ภาพที่ชัดที่สุดของการเชื่อมวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจในปี 2569 คือแคมเปญ Amazing Thailand Feel All the Feelings ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำลิซ่า ลลิษา มโนบาล มาเป็น Amazing Thailand Ambassador เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของไทยผ่านสถานที่ ธรรมชาติ อาหาร เครื่องแต่งกาย และงานหัตถกรรม

ททท. เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าวเมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 โดยกำหนดบทบาทของลิซ่าให้เป็นผู้เล่าเรื่องประเทศไทยผ่านอารมณ์และประสบการณ์ พร้อมย้ำภาพไทยในฐานะจุดหมายคุณภาพที่น่าเชื่อถือ ต่อมา ททท. ขยายกิจกรรมไปสู่การชวนตามรอยสถานที่ในภาพยนตร์ การสะสมคะแนนจากการเช็กอิน และการค้นหาประสบการณ์ท่องเที่ยวในหลายภูมิภาค

กระแสตามรอยไม่ได้หยุดอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ขยายไปถึงทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และแหล่งธรรมชาติในจังหวัดอื่น การรายงานจากพื้นที่ทะเลบัวแดงช่วงต้นปีพบว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมารอขึ้นเรือตั้งแต่เช้ามืดเพื่อชมภาพบรรยากาศตามรอยแคมเปญ

Traveloka เผยแพร่ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ยังระบุว่า ปรากฏการณ์ Lisa Effect มีส่วนกระตุ้นความสนใจต่อสถานที่ในไทยและทำให้จุดหมายที่เคยไม่อยู่ในเส้นทางหลักได้รับความสนใจมากขึ้น

เมืองรองมีโอกาส แต่ต้องพร้อมรับคนที่เดินทางตามกระแส

ลิซ่าเอฟเฟกต์แสดงให้เห็นว่า ป๊อปคัลเจอร์สามารถเปลี่ยนจุดหมายที่คนไม่คุ้นเคยให้กลายเป็นสถานที่ที่ต้องเดินทางไปเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ความนิยมที่เกิดขึ้นรวดเร็วอาจเป็นทั้งโอกาสและแรงกดดัน

เมื่อผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่เมืองรอง สิ่งที่ต้องตามมาไม่ใช่เพียงการเพิ่มห้องพัก แต่รวมถึงการจัดการขยะ ห้องน้ำ ระบบขนส่ง ความปลอดภัย มาตรฐานราคา การรักษาธรรมชาติ และการกระจายรายได้ หากชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วม กระแสการท่องเที่ยวอาจสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการภายนอกมากกว่าคนในพื้นที่

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง จังหวัดมีทุนวัฒนธรรมจำนวนมาก ทั้งศิลปิน งานหัตถกรรม ชาติพันธุ์ อาหาร กาแฟ ชา วัด พิพิธภัณฑ์ และสถานะเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ หากนำเครื่องมือทางการตลาดแบบเดียวกับแคมเปญ Feel All the Feelings มาใช้กับสถานที่และผู้สร้างสรรค์ในจังหวัด เชียงรายอาจสร้างเส้นทางใหม่ที่เชื่อมศิลปะ การท่องเที่ยว และโรงแรมในช่วง Green Season ได้

ภาคเหนืออัตราเข้าพักต่ำ แต่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง

ความย้อนแย้งที่ชัดเจนคือ ภาคเหนือมีทรัพยากรทางวัฒนธรรมและธรรมชาติสูง แต่ผลสำรวจเดือนพฤษภาคมกลับมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยเพียงร้อยละ 39 ปัญหาจึงอาจไม่ใช่การขาดสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นการขาดแรงกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในช่วงนอกฤดูกาล และการขาดแพ็กเกจที่เชื่อมประสบการณ์เข้าด้วยกัน

นักท่องเที่ยวยุคใหม่อาจไม่ได้เดินทางเพียงเพื่อดูวัดหรือถ่ายรูปสถานที่ แต่ต้องการเข้าร่วมเวิร์กช็อป พบศิลปิน ชิมอาหารจากชุมชน เรียนรู้กาแฟ พักในโรงแรมที่มีเรื่องเล่า หรือร่วมงานเทศกาลที่จัดขึ้นเฉพาะช่วงเวลา การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงต้องเริ่มจากการทำให้สิ่งที่เมืองมีอยู่ กลายเป็นประสบการณ์ที่ซื้อได้ จองได้ และเข้าถึงได้จริง

หากเชียงรายสามารถจัดเทศกาลศิลปะร่วมสมัย นิทรรศการนานาชาติ เส้นทางสตูดิโอศิลปิน ตลาดงานคราฟต์ และแพ็กเกจโรงแรมร่วมกับชุมชนในช่วงฤดูฝน จะช่วยเพิ่มเหตุผลในการเดินทาง ลดปัญหาห้องว่าง และทำให้รายได้ไม่กระจุกเฉพาะฤดูหนาว

โรงแรมต้องเปลี่ยนจากขายห้องเป็นขายประสบการณ์

ภายใต้ภาวะอัตราเข้าพักลดลง การแข่งขันด้วยราคาห้องเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ธุรกิจเข้าสู่สงครามราคาและยิ่งลดกำไร ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการขายเตียงนอนหนึ่งคืน ไปสู่การขายประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวหาไม่ได้จากเมืองอื่น

โรงแรมในเชียงรายสามารถเชื่อมกับศิลปินท้องถิ่น จัดแสดงงานศิลป์ในพื้นที่พัก เชิญช่างฝีมือมาจัดกิจกรรม ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกร ออกแบบเมนูชาติพันธุ์ หรือสร้างเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกับพิพิธภัณฑ์และชุมชน หากแขกใช้เวลานานขึ้นและใช้จ่ายกับธุรกิจรอบเมืองมากขึ้น รายได้จะไม่หยุดอยู่ที่ค่าห้องพัก

ผลสำรวจของสมาคมโรงแรมไทยระบุว่าผู้ประกอบการต้องการมาตรการจากภาครัฐหลายด้าน ทั้งการกระตุ้นไทยเที่ยวไทย การเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับสายการบิน การดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การลดต้นทุนพลังงานและค่าธรรมเนียม การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการอบรมแรงงานบริการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการเพียงเงินช่วยเหลือ แต่ต้องการระบบที่ทำให้สามารถแข่งขันและปรับตัวได้ในระยะยาว

จากกระแสสู่รายได้ที่ยั่งยืน

ประเทศไทยกำลังเห็นสองภาพที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ภาพแรกคือโรงแรมที่มีห้องว่างเพิ่มขึ้น ต้นทุนสูง และรายได้ไม่แน่นอน ภาพที่สองคือผู้คนจำนวนมากพร้อมเดินทางทันทีเมื่อได้รับแรงบันดาลใจจากคอนเทนต์ที่ทรงพลัง

ช่องว่างระหว่างสองภาพนี้คือสิ่งที่นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องเข้าไปเชื่อม การมีศิลปินระดับโลกหรือแคมเปญที่สร้างกระแสเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้กระแสนั้นเชื่อมต่อกับระบบจอง การเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยได้โดยตรง

New National Art and Culture Platform หรือ Art Free Zone จะมีความหมายทางเศรษฐกิจก็ต่อเมื่อศิลปินท้องถิ่นเข้าถึงได้ ธุรกิจขนาดเล็กได้รับประโยชน์ และเมืองนอกกรุงเทพฯ มีพื้นที่อยู่ในโครงสร้างดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการสร้างศูนย์ขนาดใหญ่ที่รวมกิจกรรมไว้ในเมืองหลวง

ไทยต้องแข่งขันด้วยความรู้สึกที่ไม่มีประเทศใดลอกเลียนได้

นักท่องเที่ยวเกือบ 15 ล้านคนในช่วงต้นปีสะท้อนว่าไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญ แต่การลดลงร้อยละ 2.82 และอัตราเข้าพักของโรงแรมที่อ่อนตัวลงเป็นคำเตือนว่า ความได้เปรียบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ประเทศคู่แข่งสามารถสร้างโรงแรมใหม่ สนามบินใหม่ หรือห้างสรรพสินค้าใหม่ได้ แต่สิ่งที่เลียนแบบได้ยากคือเรื่องราว ผู้คน อาหาร ศิลปะ วิถีชีวิต และความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อผู้มาเยือนได้สัมผัสสถานที่จริง นั่นคือเหตุผลที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวต้องเดินไปด้วยกัน

สำหรับเชียงราย โอกาสไม่ได้อยู่เพียงการรอให้นักท่องเที่ยวกลับมาในฤดูหนาว แต่อยู่ที่การนำทุนศิลปะ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ธรรมชาติ อาหาร ชา และกาแฟ มาสร้างประสบการณ์ตลอดทั้งปี หากจังหวัดทำให้สิ่งเหล่านี้เชื่อมกับโรงแรมและระบบเดินทางได้ อัตราเข้าพักร้อยละ 39 อาจไม่ใช่เพียงสัญญาณวิกฤต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวจากการขายจำนวนห้อง ไปสู่การขายคุณค่าของพื้นที่

 





สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :