ผ่าเค้กงบประมาณ รัฐบาลดันไทยเที่ยวไทยพลัส ร่วมจ่ายค่าที่พัก 1 ล้านสิทธิ์ วัดใจไฮซีซันเมืองเหนือสู่เป้า 3 ล้านล้าน
- รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ระบบร่วมจ่าย (Co-payment) สนับสนุนค่าที่พัก 1 ล้านสิทธิ์
- โครงการมุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศช่วงฤดูหนาว เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
- ททท. ตั้งเป้ารายได้การท่องเที่ยวรวมปี 2569 ที่ 2.7 ล้านล้านบาท และมุ่งสู่ 3 ล้านล้านบาทในปี 2570
- จังหวัดเชียงรายผสานจุดแข็งเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโกด้านการออกแบบ เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส
- แม่จันนำร่องยกระดับน้ำพุร้อน 7 สี คีตธารา และภูมิปัญญากัวซาวิถีป่าตึง เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนฐานราก
ผ่าเค้ก 4,000 ล้าน รัฐบาลดันไทยเที่ยวไทยพลัสร่วมจ่ายค่าที่พัก 1 ล้านสิทธิ์ วัดใจไฮซีซันเมืองเหนือสู่เป้า 3 ล้านล้าน
เชียงราย,10 กันยายน 2569 – เงินก้อนใหญ่ก่อนลมหนาว กับคำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จริง ก่อนฤดูท่องเที่ยวปลายปีจะเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาลกำลังเดินหน้าเข็นมาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศผ่านโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือเร่งกำลังซื้อช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือที่มีจุดขายทั้งอากาศหนาว วัฒนธรรม อาหาร วิถีชุมชน และบริการสุขภาพทางเลือก โครงการนี้ถูกจับตาไม่ใช่เพียงเพราะเป็นมาตรการลดค่าที่พัก แต่เพราะมีวงเงินรวมระดับหลายพันล้านบาท และมีเป้าหมายใหญ่กว่านั้น คือช่วยพยุงรายได้ท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี 2569 ก่อนส่งแรงต่อไปยังเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 2570 ที่ระดับ 3 ล้านล้านบาท
สาระสำคัญของข้อเสนอเดิมคือการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสนับสนุนค่าที่พัก 3,000 ล้านบาท สำหรับ 1 ล้านสิทธิ์ สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ์ และงบคูปองวอยเชอร์อีก 1,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้จ่ายกับอาหาร บริการ หรือกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยรูปแบบที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหารือในช่วงแรก คือระบบร่วมจ่ายหรือ Co-payment แทนการอุดหนุนแบบเหมาจ่าย เพื่อผลักให้เกิดการจ่ายเงินจริงจากประชาชนและเกิดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดจากสื่อเศรษฐกิจที่รายงานหลังการหารือกับกระทรวงการคลังระบุว่า วงเงินที่เคาะในชั้นล่าสุดขยับมาอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท โดยสนับสนุน 1 ล้านสิทธิ์ สูงสุด 5 สิทธิ์ต่อคน และคาดว่าจะสร้างมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 26,000 ล้านบาท ขณะที่ไทยพีบีเอสรายงานเงื่อนไขอีกชุดว่า โครงการจะอุดหนุนค่าที่พัก 1,500 บาทต่อสิทธิ์ พร้อมคูปองสูงสุด 2,000 บาท และงดใช้สิทธิช่วงปีใหม่ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าเงื่อนไขโครงการยังมีรายละเอียดที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องรอประกาศทางการขั้นสุดท้ายก่อนตัดสินใจจองหรือปรับแผนขายแพ็กเกจท่องเที่ยว
จากแจกเหมาจ่าย สู่ร่วมจ่าย บททดสอบว่ามาตรการจะสร้างเงินหมุนจริงหรือไม่
หัวใจของไทยเที่ยวไทยพลัสอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิดจากการอุดหนุนแบบ Flat rate ไปสู่ระบบ Co-payment เพราะรัฐไม่ได้ต้องการเพียงแจกส่วนลดให้คนจองโรงแรม แต่ต้องการให้เงินงบประมาณกลายเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนออกเดินทางจริง จ่ายเงินจริง และสร้างรายได้กระจายไปยังห่วงโซ่ท่องเที่ยวในพื้นที่ ตั้งแต่โรงแรม โฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รถเช่า ไกด์ท้องถิ่น สปา นวดแผนไทย กิจกรรมชุมชน ไปจนถึงของฝากและสินค้าเกษตรแปรรูป
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ มาตรการร่วมจ่ายมีจุดแข็งตรงที่เงินรัฐหนึ่งบาทไม่ได้ทำงานลำพัง แต่ดึงเงินส่วนของประชาชนเข้ามาสมทบด้วย ยิ่งประชาชนตัดสินใจเดินทางจริง ค่าใช้จ่ายไม่ได้จบแค่ค่าห้องพัก แต่จะไหลต่อไปยังค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเข้าชมสถานที่ ค่าเครื่องดื่ม ค่าสปา ค่าของฝาก และบริการย่อยจำนวนมาก นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องการให้ Co-payment สร้าง Multiplier Effect หรือผลคูณทางเศรษฐกิจ มากกว่าการแจกเงินแบบก้อนเดียวแล้วจบ
แต่จุดแข็งเดียวกันนี้ก็มีความเสี่ยง เพราะหากระบบถูกออกแบบไม่รัดกุม เงินอุดหนุนอาจไม่ไหลถึงผู้บริโภคเต็มที่ ปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังคือการฉวยโอกาสขึ้นราคาห้องพักล่วงหน้า การกันห้องพักไว้เฉพาะลูกค้าที่ใช้สิทธิ การตั้งแพ็กเกจเกินจริง หรือการสร้างธุรกรรมเทียมเพื่อดูดสิทธิ์จากระบบ โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันที่อุปสงค์สูงอยู่แล้ว หากไม่มีระบบเปรียบเทียบราคาก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการอย่างจริงจัง มาตรการลดค่าห้องอาจกลายเป็นเพียงการย้ายเงินรัฐไปอุดช่องว่างราคาที่ถูกดันสูงขึ้น
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เคยระบุว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจะมีระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงไฮซีซันและป้องกันการทุจริต โดยช่วงต้นกันยายน 2569 มีการหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อนำข้อสรุปเสนอคณะรัฐมนตรี ขณะที่รายงานข่าวระบุว่าโครงการนี้ตั้งเป้าเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
เป้า 2.7 ล้านล้านปีนี้ สู่ 3 ล้านล้านปีหน้า ในวันที่ตลาดยังไม่ง่าย
แรงผลักดันของไทยเที่ยวไทยพลัสไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ต้องเร่งฟื้นรายได้ให้กลับมาแข็งแรง นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ภาพรวมว่า ปี 2569 คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 32.6 ถึง 32.7 ล้านคน โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่ 35 ล้านคน และคาดว่ารายได้รวมปีนี้จะเป็นไปตามเป้า 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 1.6 ล้านล้านบาท และในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมปีหน้าไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท โดยชูจุดแข็งด้าน Wellness เป็นหนึ่งในแกนหลักของการขับเคลื่อน
ตัวเลขนี้บอกทั้งความหวังและความท้าทายไปพร้อมกัน เพราะแม้การท่องเที่ยวไทยผ่านจุดต่ำสุดและเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวแบบปานกลางค่อนไปทางดี แต่ยังต้องเจอกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบความเชื่อมั่นและรูปแบบการเดินทางของบางตลาด ขณะเดียวกันตลาดระยะไกลและกลุ่มตะวันออกกลางเริ่มกลับมาเติบโตในไตรมาสสุดท้ายผ่านเที่ยวบินตรงและเที่ยวบินเหมาลำมากขึ้น
เมื่อมองจากโจทย์นี้ การกระตุ้นตลาดในประเทศจึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยคนไทยเที่ยว แต่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมฐานรายได้ช่วงที่ตลาดต่างชาติยังมีความผันผวน หากนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมากขึ้นในช่วงวันหยุดยาวและหน้าหนาว เงินจะหมุนในเมืองรองมากขึ้น โรงแรมขนาดเล็กมีโอกาสเติมห้องว่าง โฮมสเตย์ชุมชนมีลูกค้าใหม่ และบริการสุขภาพท้องถิ่นอาจถูกนำไปขายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ต่างจากเมืองใหญ่
เชียงรายต้องมองไทยเที่ยวไทยพลัสมากกว่าส่วนลดโรงแรม
สำหรับเชียงราย มาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสมีความหมายมากกว่าการลดค่าห้องพัก เพราะจังหวัดมีฐานท่องเที่ยวหลายชั้น ทั้งเมืองศิลปะ เมืองชายแดน เมืองวัฒนธรรม เมืองธรรมชาติ เมืองอาหาร และเมืองสุขภาพ หากออกแบบแพ็กเกจได้ดี เงินร่วมจ่ายของรัฐอาจช่วยกระจายนักท่องเที่ยวจากตัวเมืองไปสู่ดอยช้าง ผาฮี้ แม่สาย เชียงแสน แม่จัน ป่าตึง และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอื่นที่ต้องการเติมรายได้ช่วงไฮซีซัน
เชียงรายยังมีต้นทุนสำคัญจากการได้รับการรับรองเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านการออกแบบ หรือ Chiang Rai Creative City of Design เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และศาสนา ที่ร่วมกันขับเคลื่อนเมืองด้วยแนวคิดเมืองสร้างสรรค์ สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ กิจกรรมระดับนานาชาติ และต่อยอดสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
เมื่อโยงกับมาตรการท่องเที่ยวของรัฐ คำว่า “การออกแบบ” ในเชียงรายจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่รูปลักษณ์อาคารหรือโลโก้กิจกรรม แต่ควรหมายถึงการออกแบบเส้นทาง ออกแบบบริการ ออกแบบประสบการณ์ และออกแบบการกระจายรายได้ให้ถึงคนในพื้นที่ หากนักท่องเที่ยวใช้สิทธิลดค่าที่พักในตัวเมือง แต่ใช้วอยเชอร์กับสปาสมุนไพร ร้านอาหารพื้นถิ่น เวิร์กช็อปชุมชน หรือเส้นทางสุขภาพในอำเภอรอบนอก ผลประโยชน์ของโครงการจะกว้างกว่าการเติมยอดจองโรงแรมเพียงอย่างเดียว
น้ำพุร้อน 7 สี คีตธารา กับจิ๊กซอว์ Wellness City
วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 16.00 น. นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีปิดและมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง ศาสตร์การดูแลสุขภาพวิถีป่าตึง ภายใต้โครงการขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง กิจกรรมน้ำพุร้อน 7 สี คีตธารา ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 กันยายน 2569 ณ Kornwat Garden Resort อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของจังหวัดระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นการอบรมด้านนวดประคบ นวดสมุนไพร และกัวซาบำบัด เพื่อยกระดับพื้นที่สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง
เนื้อหาการอบรมในวันสุดท้ายเน้นการ Workshop เทคนิคการใช้กัวซาเพื่อการบำบัดแบบองค์รวม ทั้งการกัวซาระบายพิษครึ่งบนของร่างกาย บริเวณศีรษะ ใบหน้า คอ บ่า ไหล่ หลัง และการกัวซาครึ่งล่างบริเวณแขน มือ ขา เท้า และหน้าท้อง โดยมีคุณมาริรินทร์ ปุราทะกา เจ้าของธุรกิจสะมินตรากัวซา ร่วมถ่ายทอดความรู้ รวมถึงการออกแบบโปรแกรมสุขภาพและโมเดลธุรกิจ Lana Wellness วิถีป่าตึง พร้อมรับข้อเสนอแนะจากอาจารย์ประทุมพร แก้วคำ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงรายระบุว่า น้ำพุร้อนป่าตึง หรือโป่งน้ำร้อนห้วยหินฝน ตั้งอยู่ที่หมู่ 11 บ้านโป่งน้ำร้อน ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่จันบนถนนแม่จัน ฝางประมาณ 8 กิโลเมตร และอยู่ใกล้ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึงประมาณ 700 เมตร ภายในพื้นที่มีลานน้ำพุร้อน น้ำพุร้อนสูงถึง 10 เมตร อุณหภูมิน้ำอยู่ระหว่าง 70 ถึง 109 องศาเซลเซียส มีอาคารอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพ ห้องแช่ และห้องตักอาบ
จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่สินค้า Wellness ที่ขายได้จริง
การอบรมศาสตร์การดูแลสุขภาพวิถีป่าตึงจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมอบรมอาชีพ แต่เป็นการวางฐานบุคลากรเพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะ Wellness ไม่ใช่คำหรูในเอกสารยุทธศาสตร์ หากต้องแปลงเป็นบริการที่นักท่องเที่ยวซื้อได้จริงและชุมชนทำได้จริง เช่น โปรแกรมแช่น้ำแร่ นวดประคบสมุนไพร กัวซาบำบัด อาหารสุขภาพ สมุนไพรพื้นถิ่น เส้นทางเดินธรรมชาติ และกิจกรรมพักผ่อนเชิงฟื้นฟูร่างกาย
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการนวดประคบและสมุนไพรเพื่อสุขภาพให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ตำบลป่าตึงและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างมีมาตรฐาน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเชียงราย โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่
หากเชื่อมกับไทยเที่ยวไทยพลัส จุดนี้คือโอกาสสำคัญของเชียงราย เพราะวอยเชอร์ท่องเที่ยวไม่ควรถูกใช้หมดเฉพาะร้านอาหารหรือของฝากในเมืองหลักเท่านั้น แต่ควรถูกออกแบบให้เชื่อมกับบริการสุขภาพชุมชน เช่น แพ็กเกจพักโฮมสเตย์แม่จันพร้อมแช่น้ำพุร้อน นวดประคบสมุนไพร และกัวซา หรือเส้นทางเที่ยวเชียงรายหน้าหนาวที่พานักท่องเที่ยวจากตัวเมืองไปสัมผัสแหล่งสุขภาพในพื้นที่ป่าตึง วิธีนี้จะทำให้เงินโครงการรัฐไหลไปถึงผู้ให้บริการรายเล็กมากขึ้น

เมืองเหนือจะได้แรงส่งแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระบบดักจับราคาและการโกงสิทธิ์
โจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดก่อนเปิดลงทะเบียนวันที่ 1 ตุลาคม คือระบบป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและการทุจริตจะทำงานอย่างไร เพราะหากโรงแรมบางแห่งปรับราคาห้องขึ้นก่อนเข้าร่วมโครงการ ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับประโยชน์จริง แม้เห็นตัวเลขส่วนลดในระบบ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องอาจเสียเปรียบโรงแรมที่ตั้งราคาเกินจริงแล้วให้รัฐช่วยอุดส่วนต่าง
ประเด็นที่ควรถูกตรวจสอบมีอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ ราคาห้องพักย้อนหลังเทียบกับราคาช่วงเข้าร่วมโครงการ จำนวนห้องที่เปิดให้ใช้สิทธิจริง เงื่อนไขการยกเลิกหรือเลื่อนวันเข้าพัก และความโปร่งใสของการใช้คูปองกับร้านค้าและบริการท่องเที่ยว หากระบบตรวจสอบไม่เข้ม เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไหลไปกระจุกกับธุรกิจที่มีความพร้อมด้านระบบมากกว่าชุมชนหรือผู้ประกอบการรายเล็ก
สำหรับเชียงราย ภาคสนามควรจับตาผู้ประกอบการใน 3 กลุ่มพื้นที่ คือโรงแรมในตัวเมือง โฮมสเตย์บนดอยช้างและผาฮี้ และบริการสุขภาพในแม่จัน ป่าตึง เพราะทั้งสามกลุ่มมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน โรงแรมเมืองอาจพร้อมด้านระบบจองและเอกสารมากกว่า ขณะที่โฮมสเตย์และบริการชุมชนอาจมีเสน่ห์สูงแต่ติดปัญหาการลงทะเบียน ระบบชำระเงิน ภาษี เอกสาร และความเข้าใจเงื่อนไขของรัฐ หากไม่มีทีมพี่เลี้ยงลงไปช่วย โครงการอาจไม่กระจายถึงพื้นที่ที่ต้องการแรงหนุนจริง
คู่มือประชาชน เตรียมตัวก่อนกดรับสิทธิ์ไทยเที่ยวไทยพลัส
สำหรับประชาชนที่สนใจใช้สิทธิ์ไทยเที่ยวไทยพลัส สิ่งแรกที่ควรทำคือรอประกาศเงื่อนไขทางการจากรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะรายละเอียดล่าสุดยังมีความแตกต่างระหว่างแนวทางเดิม 4,000 ล้านบาท กับข้อสรุปที่สื่อรายงานล่าสุดเรื่องวงเงิน 3,500 ล้านบาท ค่าที่พัก 1,500 บาทต่อสิทธิ์ และคูปองสูงสุด 2,000 บาท รวมถึงข้อจำกัดช่วงวันใช้งาน
เมื่อเงื่อนไขชัดแล้ว ประชาชนควรเตรียมข้อมูลส่วนตัว แอปพลิเคชันที่รัฐกำหนด บัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และแผนเดินทางคร่าว ๆ ไว้ล่วงหน้า จากนั้นควรเปรียบเทียบราคาห้องพักกับราคาปกติก่อนใช้สิทธิ์ อย่าดูเพียงว่ารัฐช่วยจ่ายเท่าไร แต่ต้องดูราคาสุทธิที่เราต้องจ่ายจริง และตรวจสอบว่าโรงแรมหรือบริการนั้นอยู่ในพื้นที่ที่อยากเที่ยวจริงหรือไม่
สำหรับคนที่วางแผนเที่ยวเชียงรายช่วงหน้าหนาว ควรคิดทริปให้คุ้มมากกว่าการจองห้องพักราคาถูก เช่น พักในตัวเมือง 1 คืนเพื่อเที่ยววัด ศิลปะ และร้านอาหาร จากนั้นต่อแม่จันหรือดอยช้างเพื่อใช้บริการ Wellness ชุมชน กาแฟ วิวภูเขา และกิจกรรมท้องถิ่น หากวอยเชอร์สามารถใช้กับบริการสุขภาพ สปา หรือของฝากได้จริง เงินส่วนนี้จะช่วยทำให้ทริปมีคุณค่ามากขึ้นและช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการหลายกลุ่ม
ไทยเที่ยวไทยพลัสจะสำเร็จหรือไม่ ต้องดูหลังเช็กอิน ไม่ใช่แค่ยอดลงทะเบียน
บทเรียนจากมาตรการท่องเที่ยวหลายครั้งคือยอดลงทะเบียนเต็มเร็วไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจพื้นที่ฟื้นจริง สิ่งที่ต้องติดตามหลังเปิดโครงการคืออัตราการใช้สิทธิ์จริง จำนวนคืนพักที่เกิดขึ้นจริง จังหวัดและอำเภอที่ได้รับประโยชน์ สัดส่วนธุรกิจรายเล็กที่เข้าร่วมได้ และมูลค่าการใช้จ่ายต่อเนื่องนอกเหนือจากค่าที่พัก
หากสิทธิ์ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในเมืองหลัก โรงแรมขนาดใหญ่ หรือช่วงวันหยุดยอดนิยม โครงการอาจช่วยกระตุ้นยอดเดินทางได้เพียงบางส่วน แต่หากออกแบบให้เมืองรอง เมืองสร้างสรรค์ และแหล่ง Wellness ชุมชนเข้าถึงได้จริง โครงการจะมีคุณค่ามากขึ้น เพราะช่วยเติมรายได้ให้พื้นที่ที่มีศักยภาพแต่ยังต้องการแรงส่งด้านตลาด
ในกรณีเชียงราย ภาพที่ควรเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงห้องพักเต็มช่วงหน้าหนาว แต่คือผู้ประกอบการรายเล็กในป่าตึง แม่จัน ดอยช้าง ผาฮี้ เชียงแสน และชุมชนท่องเที่ยวอื่น ได้ลูกค้าใหม่ ได้ทดลองขายโปรแกรมใหม่ และได้เรียนรู้การทำธุรกิจท่องเที่ยวในระบบดิจิทัลมากขึ้น หากทำได้ ไทยเที่ยวไทยพลัสจะไม่ใช่แค่โครงการลดราคา แต่เป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของเมืองเหนือ
ไทยเที่ยวไทยพลัสคือมาตรการที่มีเดิมพันสูง
เพราะต้องทำงานพร้อมกันหลายด้าน ทั้งกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ เติมรายได้ปลายปีให้ธุรกิจท่องเที่ยว ลดช่องว่างรายได้ระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง และสนับสนุนเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวไทยจาก 2.7 ล้านล้านบาทในปี 2569 ไปสู่ 3 ล้านล้านบาทในปี 2570 แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับวงเงิน 4,000 ล้านบาทหรือ 3,500 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบให้เงินรัฐกระตุ้นการจ่ายเงินจริง ไม่ถูกดูดไปกับการขึ้นราคาห้องพัก และกระจายถึงผู้ประกอบการรายเล็กอย่างเป็นธรรม
สำหรับเชียงราย นี่คือโอกาสสำคัญในการเชื่อมจุดแข็งของเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าตึง แม่จัน และน้ำพุร้อน 7 สี คีตธารา ที่กำลังพัฒนาบุคลากรด้านนวดประคบ สมุนไพร และกัวซาบำบัด หากรัฐเปิดสิทธิ์อย่างโปร่งใส ผู้ประกอบการเตรียมแพ็กเกจอย่างมืออาชีพ และประชาชนใช้สิทธิ์อย่างรู้เท่าทัน เงินร่วมจ่ายก้อนนี้อาจไม่ใช่แค่ส่วนลดค่าที่พัก แต่เป็นแรงส่งให้เมืองเหนือเข้าสู่ไฮซีซันด้วยคุณภาพมากกว่าปริมาณ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
- กระทรวงการคลัง
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
- สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
- องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย