ถอดรหัสเศรษฐกิจชายแดนเหนือ ส่งออกข้าวสะดุดแต่เชียงรายเติบโตสูงสุดผ่านศูนย์โลจิสติกส์เสรีแห่งใหม่

[Sassy_Social_Share]


Summary


 

ข้าวไทยสะดุด ส่งออกหดร้อยละ 10 สงครามตะวันออกกลางตัดช่องทางอิรัก แต่เชียงรายการค้าชายแดนพุ่ง 94% ทุเรียนพลิกเกม

เชียงราย/กรุงเทพฯ 15 มิถุนายน 2569 — เมื่อนาข้าวไทยต้องสู้กับทั้งกระสุนในตะวันออกกลางและค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป สองภาพที่เกิดขึ้นพร้อมกันในห้วงเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนความขัดแย้งที่น่าสนใจของเศรษฐกิจไทยชายแดน ภาพแรกคือตัวเลขส่งออกข้าวไทยที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายปี ภาพที่สองคือด่านศุลกากรเชียงของที่รถบรรทุกทุเรียนขับทะลักข้ามสะพานมิตรภาพโขงไม่หยุด ทั้งสองภาพเชื่อมต่อกันด้วยคำถามเดียวคือ เศรษฐกิจชายแดนเหนือของไทยกำลังเดินหน้าหรือถอยหลัง

คำตอบที่ได้ไม่ตรงไปตรงมา แต่เต็มไปด้วยนัยสำคัญ

ตัวเลขชวนกังวล ส่งออกข้าว 4 เดือนแรกหายไปกว่า 2 แสนตัน

ข้อมูลสถิติสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 ของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวได้ทั้งสิ้น 2,174,535 ตัน มูลค่ารวม 39,437.6 ล้านบาท หรือ 1,258.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งส่งออกได้ 2,414,535 ตัน มูลค่า 50,354.6 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าปริมาณลดลงร้อยละ 10.0 ขณะที่มูลค่าในรูปเงินบาทหดตัวลงถึงร้อยละ 21.7

ช่องว่างกว่า 240,000 ตันที่หายไปนั้นมีต้นเหตุชัดเจน นั่นคือสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง อิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวไทยที่มีปริมาณความต้องการซื้อสูงถึง 900,000 ตันต่อปี ต้องหยุดรับสินค้าตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ยอมรับถึงความท้าทายนี้ว่า “สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง รวมถึงสภาวะอากาศที่คาดการณ์ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเอลนีโญ”

ค่าเงินบาทแข็งและเพื่อนบ้านขายถูกกว่า ไทยแข่งขันด้วยราคาแทบไม่ได้

ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่ตลาดอิรักที่ปิดประตูชั่วคราว แต่โครงสร้างราคาที่เสียเปรียบก็เป็นปัจจัยสำคัญ ราคาข้าวขาวไทย 5% อยู่ที่ 385 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียเสนอขายเพียง 350 เหรียญสหรัฐฯ และปากีสถานเสนอที่ 355 เหรียญสหรัฐฯ ช่องว่างราคา 30-35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในตลาดที่ผู้ซื้อมีทางเลือกมากนั้นหมายความว่าผู้ส่งออกไทยแทบไม่มีโอกาสชนะในการประมูล

ค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 ยิ่งซ้ำเติมต้นทุน ส่งผลให้ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันปรับลดเป้าหมายการส่งออกในปี 2569 ลงร้อยละ 7 มาอยู่ที่ประมาณ 7.0 ถึง 7.03 ล้านตัน จากสถิติปี 2568 ที่เคยทำได้สูงถึง 7.9 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม กลางเดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มมีสัญญาณบวก เมื่อราคาข้าวสาร FOB ท่าเรือกรุงเทพฯ เริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ โดยข้าวสาร 100% ชั้น 2 ปรับขึ้นจาก 435 เหรียญสหรัฐฯ ในวันที่ 13 พฤษภาคม มาอยู่ที่ 484 เหรียญสหรัฐฯ ในวันที่ 27 พฤษภาคม และ 496 เหรียญสหรัฐฯ ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ขณะที่ข้าวหอมมะลิพันธุ์พิเศษยังคงราคาสูงในระดับ 1,295 ถึง 1,318 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดระดับพรีเมียมที่คู่แข่งยังตามไม่ทัน

นบข.อัดเงิน 5.9 หมื่นล้าน พยุงเกษตรกร 233,729 ครัวเรือนเพิ่มเติม

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ประชุม นบข. ครั้งที่ 1/2569 มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญ 3 ประการภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” หรือ New Rice Economy

มาตรการแรกคือการอนุมัติ 5 โครงการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 59,467.58 ล้านบาท เป้าหมายข้าว 11.50 ล้านตัน โดยโครงการใหญ่ที่สุดคือสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงิน 41,483.33 ล้านบาท เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวนาต้องเทขายข้าวในราคาต่ำช่วงหลังเก็บเกี่ยว รองลงมาคือโครงการสินเชื่อสำหรับสถาบันเกษตรกรในการรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม 15,656.25 ล้านบาท โครงการดูดซับข้าวเปลือก 1,680 ล้านบาท และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต็อก 564 ล้านบาท

มาตรการที่สองคือการขยายวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีปี 2568/69 เพิ่มอีก 1,846.96 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมเกษตรกรที่ตกหล่นจากโครงการเดิมเพิ่มเติมอีก 233,729 ครัวเรือน และมาตรการที่สามคือการเห็นชอบในหลักการประกันภัยข้าวนาปี 2569 โดยรัฐและ ธ.ก.ส. จะอุดหนุนเบี้ยประกันแก่เกษตรกรครอบคลุม 10 ไร่ต่อครัวเรือน

เชียงรายพลิกสถานการณ์ ทุเรียนพาการค้าพุ่ง 94% ใน 1 เดือน

ขณะที่ภาพรวมข้าวดูหดหู่ แต่ภาพรวมการค้าชายแดนเชียงรายเดือนเมษายน 2569 กลับน่าตื่นเต้น มูลค่าการค้ารวมสูงถึง 13,315.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2569 ถึง 6,454.20 ล้านบาท หรือร้อยละ 94.06 ในรอบเดือนเดียว และเติบโตร้อยละ 39.83 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2568

กุญแจสำคัญอยู่ที่ด่านศุลกากรเชียงของ ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมสูงถึง 10,063.62 ล้านบาท จาก 13,315.86 ล้านบาทของจังหวัด หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 3 ใน 4 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือทุเรียนไทยที่เข้าสู่ฤดูกาลส่งออก โดยเดินทางผ่านเส้นทาง R3A ไปยังจีนตอนใต้ผ่านด่านโม่ฮานของลาว คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 95.09 ของมูลค่าการส่งออกไปจีนทั้งหมดผ่านช่องทางนี้ ด้านมูลค่าการส่งออกไปจีนผ่านเชียงของสูงถึง 8,431.43 ล้านบาท

ด่านเชียงแสนมีมูลค่าการค้ารวม 2,166.60 ล้านบาท โดยมีทั้งการขนส่งทางน้ำผ่านลำน้ำโขงไปยังลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ สินค้าส่งออกหลักเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น และสินค้าเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ เดือนพฤษภาคม 2569 ยังมีการเปิดตัวเขตปลอดอากรแห่งใหม่สองแห่ง ได้แก่ ซี ที ที ฟรีโซน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม และ เค.อาร์.ซี. โลจิสติกส์ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เพื่อรองรับโครงการศูนย์ประสานงานการค้าลุ่มน้ำโขง เชียงแสน-กวนเหล่ย-สิบสองปันนาในอนาคต

ด่านแม่สายมีมูลค่าการค้ารวม 1,085.65 ล้านบาท ส่งออกไปเมียนมา 998.76 ล้านบาท สินค้าหลักเป็นปูนซีเมนต์ สุรา และสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากความไม่สงบในเมียนมา ทำให้ต้องปิดจุดผ่อนปรนชั่วคราวสองแห่ง คือ ท่าบ้านสายลมจอย และท่าบ้านเกาะทราย จำนวนจุดผ่านแดนในฝั่งไทยจึงลดลงเหลือ 68 แห่ง

เมียนมาส่งออกข้าวหดตัวเช่นกัน เปิดโอกาสไทยในตลาดรอง

ขณะเดียวกัน สหพันธ์ข้าวแห่งเมียนมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026-2027 คือเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 เมียนมาส่งออกข้าวได้เพียง 305,821 ตัน มูลค่าราว 93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีงบประมาณก่อนที่เคยส่งออกได้มากกว่า 400,000 ตัน คิดเป็นการลดลงกว่า 1 ใน 4

การชะลอตัวของเมียนมาซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนทางการค้าของไทยในภูมิภาคอาเซียน เปิดช่องให้ไทยสามารถเจาะตลาดในประเทศที่เคยนำเข้าจากเมียนมาได้มากขึ้น โดยเฉพาะในแอฟริกาและเอเชียใต้

ทุเรียนนำ ข้าวตาม แนวทางใหม่เศรษฐกิจชายแดนเหนือ

บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจที่สุดจากสถิติเดือนพฤษภาคม 2569 คือโครงสร้างสินค้าส่งออกผ่านด่านเชียงราย ซึ่งไม่มีข้าวเป็นสินค้าหลัก แต่กลับขับเคลื่อนด้วยทุเรียน ผลไม้สด และน้ำมันเชื้อเพลิง สะท้อนว่าการค้าชายแดนภาคเหนือกำลังก้าวพ้นจากโมเดลดั้งเดิมที่พึ่งพาสินค้าเกษตรราคาถูก ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงและตอบโจทย์ความต้องการจีนโดยตรง

การเปิดตัวเขตปลอดอากรใหม่ที่เชียงแสน บวกกับคาราวานรถยนต์นักท่องเที่ยวจีน 34 คัน 76 คน ที่เดินทางเข้าไทยผ่านด่านเชียงของในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายน 2569 และความสำเร็จของ Border Trade Expo 2026 ที่สร้างรายได้กว่า 150 ล้านบาทในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าเชียงรายกำลังเปลี่ยนจากด่านผ่านสินค้าธรรมดา ไปสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่มีมูลค่าสูง

สิ่งที่ยังเป็นความท้าทายคือโครงสร้างพื้นฐานที่อาจรับแรงกดดันไม่ไหว เมื่อปริมาณรถบรรทุกหนักเพิ่มขึ้นจากการเบี่ยงเส้นทางจากแม่สอดมาเชียงราย เนื่องจากความไม่สงบในเมียนมา และปัจจัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมริมแม่น้ำสายที่กำลังเร่งดำเนินโครงการเสริมตลิ่งในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]

Most popular