Categories
NEWS UPDATE

6 วันสงกรานต์! ‘เชียงราย’ ติดอันดับ อุบัติเหตุ -เสียชีวิตสะสมสูงสุด

 
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานแถลงผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2567 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2567 ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 16 เม.ย.2567 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “ขับขี่อย่างปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 242 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 237 คน ผู้เสียชีวิต 32 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 37.60 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 23.97 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 21.07 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 84.90 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 83.47 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 41.32 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 32.23 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เวลา 00.01 – 01.00 น. ร้อยละ 11.16 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 30 – 39 ปี ร้อยละ 20.07 จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,756 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 51,331 คน
 
 
โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ แพร่ (13 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่  (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ขอนแก่นและสุรินทร์ (จังหวัดละ 3 ราย)
 
 

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 6 วัน ของการรณรงค์ (11 – 16 เม.ย. 67) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,811 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 1,837 คน ผู้เสียชีวิต รวม 243 ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 9 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงราย (71 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ (68 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงราย (15 ราย)

 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางจุดหมายแล้ว แต่ยังมีบางส่วนอยู่ระหว่างเดินทางกลับ ศปถ.จึงได้กำชับจังหวัดดูแลความปลอดภัยและบริหารจัดการจราจรในเส้นทางสายหลัก เส้นทางเชื่อมต่อถนนสายหลักที่มุ่งสู่กรุงเทพฯ และถนนทางตรงที่มีระยะทางยาว เน้นคุมเข้มการขับรถเร็ว ป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับใน และการใช้อุปกรณ์นิรภัยตลอดการเดินทาง รวมถึงเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง และจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงหกวันที่ผ่านมา พบว่า ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 84.90 เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บและความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการใช้ยานพาหนะดังกล่าว ขอให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขับขี่รถจักรยานยนต์ รวมถึงปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด ขับขี่ด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้ร่วมใช้เส้นทาง ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการสวมหมวกนิรภัยและเสริมสร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ขอให้จังหวัด หน่วยงาน และองค์กรภาคีเครือข่ายร่วมสร้างการรับรู้ผ่านการประชาสัมพันธ์เรื่องพฤติกรรมเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด การดื่มแล้วขับการตัดหน้ากระชั้นชิด การใช้อุปกรณ์นิรภัย และวิธีการขับขี่ยานพาหนะที่ปลอดภัย รวมถึงการจัดทำใบอนุญาตขับขี่ตามที่กฎหมายกำหนด

 

ด้าน นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เปิดเผยว่า จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 6 วันที่ผ่านมา พบว่า การขับรถเร็วยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานให้จังหวัดและกรุงเทพมหานครดำเนินการตามมาตรการต่างๆ อย่างเข้มข้น ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยกวดขันพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด นอกจากนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ยังคงติดค้างในสถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน ท่าเทียบเรือ และสถานีรถไฟทุกแห่ง เพื่อให้สามารถเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย

 

ขณะที่ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยว่า จากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน พบว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนมีอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย และรถจักรยานยนต์ไม่ปลอดภัย ศปถ.จึงได้ประสานจังหวัดใช้มาตรการทางสังคมในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในเด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการดูแลและป้องปรามจากครอบครัว รวมถึงเตรียมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2567 โดยตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงควบคุมเข้มข้น ระหว่างวันที่ 11 – 17 เม.ย.67 ผ่านกลไกสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนที่จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการและกลยุทธ์ในการสร้างความปลอดภัยทางถนนทั้งในช่วงปกติและเทศกาลสำคัญให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรูปแบบการเดินทางของประชาชนต่อไป

ซึ่งที่ห้องประชุมอู่หลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย พ.ต.อ. สิทธิชัย ไกรแสง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เป็นประธานประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 จังหวัดเชียงราย โดยได้สรุปผลการดำเนินงานฯ และรายงานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 ประจำวันที่ 16 เมษายน 2567 เกิดอุบัติเหตุในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 10 ครั้ง ในพื้นที่ อำเภอพาน 3 ครั้ง อำเภอพญาเม็งราย 2 ครั้ง อำเภอแม่สรวย อำเภอแม่สาย อำเภอแม่จัน อำเภอเวียงแก่น และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง อำเภอละ 1 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย เป็นชาย 7 ราย หญิง 3 ราย และมีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ การขับรถเร็วเกินกำหนด ทัศนวิสัยไม่ดี ดื่มแล้วขับ และตัดหน้ากระชั้นชิดตามลำดับ

 

รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงแนวทางมาตรการการดำเนินงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมและลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดตามเขตติดต่ออำเภอเป็นส่วนมาก ขอให้เข้มงวดการใช้รถใช้ถนนในหมู่บ้าน ตรวจตราผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และให้ดำเนินการจัดตั้งด่านชุมชนในพื้นที่ จนสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนด ให้ครอบครัวคอยตักเตือนเมื่อมีการดื่มสังสรรค์ในครอบครัว คนขับต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา จ.เชียงราย เกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 71 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 61 ราย เสียชีวิต 15 ราย อำเภอที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย จำนวน 21 ครั้ง และอำเภอที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่ อำเภอแม่สาย จำนวน 3 ราย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

กทม.-เชียงราย แชมป์เสียชีวิต 13 ราย พบเยาวชนอายุเพียง 10 ปี ดื่มแล้วขับ

 
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 ว่า ตั้งแต่วันที่ 11 – 15 เมษายน เกิดอุบัติเหตุสะสม 1,564 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสม 14,621 ราย ลดลงจากปี 2566 ร้อยละ 1.37 ในจำนวนนี้ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,593 ราย ลดลงร้อยละ 8.29 ส่วนผู้เสียชีวิตสะสม 206 ราย ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 2.74 โดยจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเชียงราย 13 ราย ร้อยเอ็ด 12 ราย และนครราชสีมา 10 ราย

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุยังคงเป็นขับรถเร็ว ร้อยละ 43.19 การดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ ร้อยละ 23.92 และตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 15.28 โดยพบว่าเกิดเหตุบนถนนสายรองในอบต.หรือในหมู่บ้านถึง ร้อยละ 31.88 ด่านชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยคัดกรองผู้มีอาการมึนเมาสุรา ซึ่งในช่วง 5 วันนี้ สามารถสกัดกั้นคนเมาไม่ให้ออกมาขับขี่บนท้องถนนได้ถึง 9,144 ราย นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 66.29 ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย/ไม่สวมหมวกนิรภัย ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น

 

“ที่น่าเป็นห่วงคือ พบเยาวชนอายุน้อยกว่า 20 ปี ที่ดื่มแล้วขับถึง 324 ราย โดยมีอายุน้อยที่สุดเพียง 10 ปี กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการตรวจตราร้านค้า สถานที่และเวลาห้ามจำหน่าย และการห้ามจำหน่ายให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมทั้งมีการตั้งด่านตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ และตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุทุกราย โดยหากเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จะมีการสืบเอาผิดไปถึงร้านค้าที่จำหน่ายให้ด้วย“ นายแพทย์ชลน่านกล่าว

 

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวต่อว่า ช่วงวันที่ 16 – 17 เมษายน นี้ ประชาชนเริ่มเดินทางกลับมาทำงานตามปกติ การจราจรจึงมีความหนาแน่นมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้อ่อนเพลียระหว่างขับรถได้ง่าย และมีโอกาสเกิดอาการหลับในสูง ดังนั้น ก่อนเดินทางจึงควรตรวจเช็คสภาพรถและเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง ระหว่างขับรถหากรู้สึกอ่อนล้าหรือง่วง ขอให้จอดพักผ่อนที่จุดบริการประชาชนแล้วค่อยไปต่อ รวมทั้งปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด สวมหมวกนริภัย/คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกล และหากพบผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1669 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Micro Nano Bubble Technology ช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพสับปะรดภูแล

 
ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศผู้ส่งออกสับปะรด และผลิตภัณฑ์สับปะรดบรรจุกระป๋องไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล มกราคม 2566) สับปะรดภูแลเป็นสับปะรดขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงรายเป็นพืชเฉพาะถิ่นในตำบลนางแล ตำบลท่าสุด ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งปัจจุบันสับปะรดภูแล ได้เป็นสินค้าจีไอของจังหวัดเชียงราย ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายที่มีศักยภาพ ด้วยลักษณะเด่นของสับปะรดภูแล คือ ผลมีขนาดเล็ก เนื้อสีทอง รสชาติหวานปานกลาง แกนกรอบ จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อนำมาปอกและตัดแต่งเพื่อรับประทนสด หรือที่เรียกว่า ผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภค กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากของผู้บริโภคชาวจีน และปัจจุบันมีการส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งสับปะรดนั้นมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบสูงทำให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้ดี ผลิตภัณฑ์สับปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภคจึงมีโอกาสเน่าเสียและสูญเสียคุณภาพได้ง่ายระหว่างการขนส่งก่อนถึงมือผู้บริโภค
 
 
ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการส่งออกสัปปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภค จึงเป็นที่มาของการนำงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ล หรือเทคโนโลยีฟองอากาศที่มีขนาดเล็กระดับไมโครและนาโน มาใช้ยืดอายุและรักษาคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์สับปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภคเพื่อการส่งออก โดยทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเป็นผลงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เพื่อทำการวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้กับผู้ประกอบบการแปรรูปสับปะรดภูแลและเกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียง
 
 
รศ. ดร.ณัฐชัย พงษ์ประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. ในฐานะหัวหน้าทีมนักวิจัยและผู้พัฒนาเครื่องล้างผัก ผลไม้ ด้วยเทคโนโลยีฟองก๊าซไมโครนาโนบับเบิ้ล กล่าวว่า กระบวนการผลิตผักผลไม้ตัดแต่งพร้อมบริโภคนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้มั่นใจว่าผักและผลไม้นั้นสะอาดและปลอดภัยต่อการบริโภค โดยเฉพาะปลอดภัยต่อการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ที่ก่อโรค นอกจากนี้เนื่องจากผักสลัดตัดแต่งพร้อมบริโภคนั้น ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ การฉีก การหั่น การตัดแต่ง ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวทำให้เกิดบาดแผล ซึ่งสารต่างๆภายในเซลล์ออกมาบริเวณบาดแผดที่เกิดจากการตัดแต่ง ส่งผลต่อการเร่งการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและชีวเคมี และเกิดการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพที่เร็วส่งผลให้อายุการวางจำหน่ายสั้นลง และส่งผลเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศ
 
 

สำหรับการนำเทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ล หรือเครื่องผลิตฟองอากาศที่มีขนาดเล็กระดับไมโครนาโนมาใช้กับสับปะรดภูแล รศ. ดร.ณัฐชัย กล่าวว่า เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทผักหรือผลไม้ตัดแต่งพร้อมทานจะต้องไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อที่ก่อโรค เกินกว่ามาตรฐานที่ อย.กำหนด เช่น เชื้ออีโคไล เชื้อยีสต์ ซาโมเนลล่า เป็นต้น เพราะเป็นสิ่งที่บริโภคทันที ฉะนั้นจึงต้องผ่านกระบวนการล้างทำความสะอาดเป็นอย่างดี ซึ่งคุณสมบัติเด่นของไมโครนาโนบับเบิ้ล คือ ฟองอากาศที่เกิดจากไมโครนาโนบับเบิ้ลนั้น มีขนาดที่เล็กมาก มีความคงตัวสามารถกระจายอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน และมีพื้นที่ต่อปริมาตรสูงช่วยเพิ่มความสามารถในการละลายสารหรือก๊าซใดๆ ที่ใช้ฆ่าเชื้อใส่ลงไปในน้ำล้าง เช่น สารประกอบคลอรีน ก๊าซโอโซน เป็นต้น  ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการล้างทำความสะอาดได้ดีและมีประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมี และลดการสิ้นเปลืองน้ำที่ใช้ล้างอีกด้วย 

 

“การใช้ไมโครนาโนบับเบิ้ลล้างผักผลไม้ที่อาจมีสิ่งสกปรกติดอยู่ตามร่องเปลือกผิวหรือเปลือกของผักผลไม้ ฟองอากาศที่กระจายอยู่ในน้ำนั้น จะช่วยนำสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนพื้นผิวของผักผลไม้ให้หลุดลอยออกมาจากพื้นผิว และโอกาสที่เชื้อจุลินทรีย์หลุดออกมาจะไปสัมผัสกับสารฆ่าเชื้อที่เราใส่เข้าไปได้มากกว่า จึงทำให้ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น โดยในกรณีสับปะรดภูแลตัดแต่งปกติจะนิยมใช้วิธีล้างด้วยน้ำใส่สารคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อ แต่ประสิทธิภาพไม่ดีเท่าที่ควรและยังต้องใช้น้ำในปริมาณมากต่อการล้างแต่ละครั้ง เราจึงเลือกเทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ลนี้เข้าไปช่วยเพิ่มประสิธิภาพในการล้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การล้างผักหรือผลไม้เท่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังสามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้ในงานได้หลากหลาย เช่น ด้านการเกษตร ด้านประมง ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเลี้ยงปลาในระบบปิดที่มีความหนาแน่นของปลาสูง ซึ่งปกติจะใช้วิธีการปั๊มออกซิเจนเข้าไป 

 

แต่ประสิทธิภาพยังไม่เพียงพออาจทำให้ปลาตายเพราะออกซิเจนไม่เพียงพอ จึงมีการนำไมโครนาโนบับเบิ้ลไปใช้ เพื่อความสามารถในการละลายก๊าซออกซิเจน ช่วยให้ออกซิเจนอยู่ในน้ำได้นานและมีปริมาณออกซิเจนสูงมากกว่าฟองอากาศทั่วไป ทำให้ปลาเจริญเติบโตได้ดีลดการสูญเสีย นอกจากนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการบำบัดน้ำเสียที่มีการปนเปื้อนไขมันจากครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม โดยไมโครนาโนบับเบิ้ลจะสามารถจับไขมันที่กระจายอยู่ในน้ำเสียขึ้นมาบนผิวทำให้สามารถแยกไขมันออกจากน้ำเสียและแยกไปบำบัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็น application หรือการนำมาใช้งานทางด้านสิ่งแวดล้อม” รศ. ดร.ณัฐชัย กล่าว

 

ความแตกต่างของเครื่องล้างผัก ผลไม้ ด้วยเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลที่พัฒนาขึ้น รศ. ดร.ณัฐชัย กล่าวว่า เนื่องจาก มจธ.มีความถนัดและเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เรามีงานวิจัยมากมายจึงรู้วิธีการใช้งานและการนำมาประยุกต์ใช้กับผลผลิตทางการเกษตร เช่น พืชชนิดนี้ควรใช้สารเคมีชนิดใดหรือก๊าซอะไรถึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อปนเปื้อนและรักษาคุณภาพของผักผลไม้ได้สูงสุด 

 

“เครื่องไมโครบับเบิ้ล ไม่ใช่เรื่องใหม่ในปัจจุบันใครก็สามารถสร้างเครื่องได้ หรือจะซื้อจากต่างประเทศก็ได้ แต่ application หรือวิธีการการใช้งาน คือ สิ่งที่เป็นองค์ความรู้เป็นสิ่งที่กลุ่มวิจัยของเราเราศึกษามานานกว่า 10 ปี ที่ผ่านมามีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่ง และจุดเด่นอีกประการคือ ทีมวิจัยมีองค์ความรู้ว่าผักหรือผลไม้อะไร ควรต้องใช้สภาวะแบบไหน ต้องใช้ก๊าซชนิดใดหรือสารเคมีอะไร ล้างเป็นเวลานานเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อปนเปื้อนได้ดีโดยไม่ทำลายคุณภาพของผักผลไม้ 

 

นี่คือจุดเด่นของเครื่องที่เราพัฒนาขึ้น แต่สำหรับคนที่ไม่ประสบผลสำเร็จจากการใช้เทคโนโนโลยีไมโครบับเบิ้ล เพราะส่วนใหญ่เป็นการซื้อเฉพาะเครื่องแต่ไม่รู้วิธีใช้ว่าควรจะใช้อย่างไรและมีการนำไปใช้ผิดกันค่อนข้างมากทำให้ผู้ประกอบส่วนใหญ่ของไทยจึงล้างผักผลไม้ตัดแต่งด้วยวิธีการไม่ถูกต้องซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอีกด้วย” 

 

สำหรับเครื่องล้างผักผลไม้ไมโครบับเบิ้ลต้นแบบที่พัฒนาขึ้น มีขนาดความจุ 100 ลิตร เพื่อใช้ในการสาธิตและทดลองการล้างสับปะรดภูแลตัดแต่งพร้อมบริโภคของโรงงานแปรรูปสับปะรด บริษัท เบตเตอร์ ฟรุ๊ตส์ จำกัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะผู้ร่วมวิจัยซึ่งมีองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการตัดแต่งผักผลไม้พร้อมบริโภคและเป็นโหนดในการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงได้เข้ามาทดลองใช้เทคโนโลยีนี้ด้วย 

 

ประโยชน์ของเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลที่เด่นชัด คือสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต, ลดการใช้แรงงาน, ลดระยะเวลาการล้าง, ลดปริมาณการใช้น้ำจากปกติการล้างจะต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกครั้ง แต่น้ำที่ใช้เทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลจะสามารถใช้ซ้ำได้บ่อยๆ ทำให้ลดการใช้ทรัพยากรลงได้, ลดการใช้สารเคมีลงครึ่งหนึ่งจากเดิมที่ต้องใส่สารคลอรีนในน้ำเพื่อการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในสัดส่วน 100% แต่ถ้านำเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลเข้าไปร่วมจะใช้สารคลอรีนเพียง 50% ขณะที่ค่าใช้จ่ายของเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลเป็นต้นทุนคงที่และเมื่อเทียบกับเครื่องล้างผักผลไม้นำเข้าที่ไม่ใช้เทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลแล้วยังมีราคาถูกกว่าการน้ำเข้าเครื่องล้างผักผลไม้จากต่างประเทศครึ่งหนึ่ง

 

ทั้งนี้จากองค์ความรู้เทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ลที่มจธ.ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องมากกว่าสิบปี นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวให้กับหน่วยงานและผู้ที่สนใจตามภูมิภาคต่างๆ แล้ว ยังได้พัฒนาเครื่องและวิธีการใช้งานเทคโนโลยีไมโครบับเบิ้ลให้กับภาคเอกชน อาทิ บริษัทส่งออกกล้วยไม้ และบริษัทล้างผักตัดแต่งพร้อมบริโภค นำไปใช้เพื่อยืดอายุความสดให้กับผลผลิต ซึ่งผลลัพธ์พบว่า บริษัทที่รับถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถลดต้นทุนจากกระบวนการล้างและการสูญเสียของผลิตภัรฑ์ลงได้กว่า 1 ล้านบาท ต่อปี 

 

จากความสำเร็จดังกล่าวจึงนำมาขยายผลกับโรงงานแปรรูปสับปะรดภูแล จ.เชียงราย เพื่อเป็นการนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจากผลการทดลองกับบริษัท เบตเตอร์ ฟรุ๊ตส์ จำกัด ระยะเวลา 2 ปี พบว่าเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อจุลินทีย์ปนเปื้อนในสัปปะรดภูแลตัดแต่งกร้อมบริโภคได้ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการดั้งเดิม และลดปริมาณการใช้สารเคมีในการฆ่าเชื้อกว่า 50%ซึ่งทางคณะวิจัยคาดหวังว่าหลังจากนี้ เทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิ้ลจะถูกนำไปสู่การใช้จริงกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

เชียงรายพร้อมเป็นเมืองหลักหรือยัง หลังผ่านเกณฑ์นักท่องเที่ยวเกิน 6 ล้านคนต่อปี

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2567 นักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมากต่างพากันใส่เสื้อผ้าลายดอก เล่นสาดน้ำสงกรานต์ บนถนนสันโค้งน้อย อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำหรับการเล่นน้ำสงกรานต์ของจังหวัดเชียงราย  ตลอดเส้นทาง มีการสาดน้ำทั้งใช้ขัน และปืนฉีดน้ำ ดินสอพอง รวมไปถึงนำถังน้ำขึ้นหลังรถกระบะสร้างความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวอย่างมาก 
 
 
โดย ททท. คาดการณ์ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 2,908,600 คน ที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนเมษายน จะมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสงกรานต์ที่จัดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย สร้างรายได้ 131,992 ล้านบาท ด้านตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 1-21 เมษายน 2567 ประมาณ 15.03 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ 52,500 ล้านบาท ซึ่งงาน Maha Songkran World Water Festival 2024 “เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์” 2567 เมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา โดยจังงหวัดเชียงราย ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ จังหวัดลำปาง ได้รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท ทั้งเชียงรายและลำปางถือถูกจัดเป็นเมืองรองที่เข้ามามีบทบาทและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่พร้อมก้าวเข้ามาเป็นเมืองหลักเป็นอย่างมาก
 
 
เมืองรองคืออะไร? สำคัญยังไง? มีจังหวัดอะไรบ้าง? 
เมืองรอง (Less visited area) คือเมืองที่ไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เข้าใจง่าย ๆ คือ เป็นเมืองที่ยังมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวในจำนวนไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันปกติหรือแม้แต่ช่วงเทศกาล (เมื่อเทียบกับจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ)  โดยใช้เกณฑ์พิจารณาจากสถิติของจำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนไม่เกิน 6 ล้านคนต่อปี ซึ่งเมืองรองในประเทศไทย ประกอบไปด้วย 55 จังหวัด แยกตามภาคต่าง ๆ ได้ดังนี้
 
  • ภาคเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สุโขทัย ลำพูน อุตรดิตถ์ ลำปาง แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ น่าน กำแพงเพชร อุทัยธานี พะเยา 
  • ภาคอีสาน 18 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย เลย มุกดาหาร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สุรินทร์ สกลนคร นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม บึงกาฬ ยโสธร หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ 
  • ภาคกลาง 7 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี 
  • ภาคตะวันออก 5 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ตราด จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก 
  • ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง  ตรัง สตูล ชุมพร ระนอง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี

โดยเป็นผลจากการท่องเที่ยวในเมืองรองที่ขยายตัว 15.95% จากปัจจัยสนับสนุนเรื่องการดำเนินมาตรการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงกระแสความนิยมในสังคมออนไลน์ (Social Media) และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดที่กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 

 

สำหรับเมืองรองที่มีการขยายตัวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงราย เพิ่มขึ้น 64.86% น่าน เพิ่มขึ้น 64.61% และ พะเยา เพิ่มขึ้น 53.59% ตามลำดับ

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า ปี 2566 จ.เชียงราย มีนักท่องเที่ยวไปเยือน 6,147,860 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 5,391,039 คน ชาวต่างชาติ 756,821 คน สร้างรายได้รวม 46,774 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดหรือเมื่อปี 2562 พบว่าในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเชียงรายสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 1,023,502 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 881,178 คน และชาวต่างชาติ 142,324 คน สร้างรายได้รวม 7,959 ล้านบาท

ขณะที่การท่องเที่ยวในเมืองหลักอย่าง จ.เชียงใหม่ พบว่าลดลงเล็กน้อย 4.36% เป็นผลสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่กระจายการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอื่นๆ มากขึ้น

 

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯ คาดแนวโน้มปี 2567 การท่องเที่ยวในภาคเหนือจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 45 ล้านคน สูงกว่าปี 2566 ที่มีนักท่องเที่ยว 39.48 ล้านคน

ด้านสถานการณ์ท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วยเชียงราย พะเยา น่าน และแพร่ พบว่าในปี 2566 ทั้ง 4 จังหวัดมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2556 ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากการเติบโตของการท่องเที่ยวในเมืองรอง ส่งผลให้การท่องเที่ยวภาคเหนือในปี 2566 ขยายตัวสูงกว่าปี 2562 มากกว่า 9%

“ในปี 2566 ภาคเหนือมีนักท่องเที่ยวไปเยือนกว่า 39.48 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 34.87 ล้านคน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 4.61 ล้านคนเมื่อเทียบกับสถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2562 พบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งหมดเพิ่มขึ้น 9.65%”

จ.พะเยา ในปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 1,099,648 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 966,706 คน ชาวต่างชาติ 42,942 คน สร้างรายได้รวม 2,292 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดเช่นกัน โดยในปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 320,618 คน แบ่งเป็นชาวไทย 317,755 คน ชาวต่างชาติ 2,863 คน สร้างรายได้ 1,403 ล้านบาท

จ.น่าน ในปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 1,570,213 คน แบ่งเป็นชาวไทย 1,554,216 คน ชาวต่างชาติ 15,997 คน สร้างรายได้รวม 4,415 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 953,895 คนแบ่งเป็นชาวไทย 931,822 คนชาวต่างชาติ 22,073 คน สร้างรายได้ 411 ล้านบาท 

และ จ.แพร่ ปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 1,279,316 คน แบ่งเป็นชาวไทย 1,262,389 คนชาวต่างชาติ 16,927 คน สร้างรายได้รวม 2,962 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 865,464 คน แบ่งเป็นชาวไทย 797,280 คน ชาวต่างชาติ 68,366 คน สร้างรายได้รวม 1,760 ล้านบาท

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

โรงแรม Imperial เชียงแสน ปิดแล้ว พร้อมรีโนเวทเป็น โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว

 
เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา โรงแรม The Imperial Golden Triangle สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ปิดอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรีโนเวทเป็น Kimpton Chiang Rai Golden Triangle ซึ่ง Website ของ Kimpton ก็ขึ้นว่า Coming Soon จ.เชียงรายแล้ว และในพื้นที่เดียวกันยังก่อสร้าง InterContinental Chiang Rai Golden Triangle Resort เพิ่มอีก 1 โรงแรม ซึ่งทั้ง 2 มีกำหนดเปิด Q4/2026
 
 

ซึ่งเป็นการวางแผนของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสั่งหริมรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรลงนามข้อตกลงในการพัฒนาและบริหารโรงแรมกับเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป หรือ IHG Hotels & Resorts หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจโรงแรม เพื่อพัฒนาโรงแรมระดับลักซ์ชั่ ใหม่ 2 แห่ง ในจ้งหวัดเชียงราย

 

ได้แก่ อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต (InterContinental Chiang Rai Golden Triangle Resort)” และ “คิมป์ตัน เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล (Kimpton Chiang Rai Golden Triangle)” ซึ่งนับเป็นโครงการแรกของ AWC และ IHG ในจังหวัดเหนือสุดแดนสยาม สนับสนุนกลยุทธ์ GROWTH-LED ของ AWC ในระยะยาวเพื่อพัฒนาทรัพย์สินคุณภาพในทำเลที่มีศักยภาพสูงรวมถึงเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตโฟลิโอกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ ด้วยการนำแบรนด์ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาสู่จ้งหวัดเชียงรายในฐานะอัญมณีเม็ดงามด้นการท่องเที่ยวที่รอการนพบพร้อมสนับสนุนเชียงรายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมสำหรับนักเดินทางทั่วโลก

 

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในจุดหมาย ปลายทางที่มีเอกลักษณ์ฉพาะของประเทศไทยด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามทงธรรมชาติ งานศิลปะ ไปจนถึงวัดวาอาราม และหมู่บ้านของชาวเขาพื้นเมืองจึงสามารถมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายและยั่งยืนให้กับนักเดินทางด้วยศักยภาพในฐนะเมืองที่ได้รับกรจัดอันดับให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ”จากทาง UNESCO Creative Cities Network (UCCN) รวมถึงยังเป็นบ้านของศิลปินแห่งชาติหลายท่าน

ผนวกกับความพร้อมของโดรงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินนานาชาติ ทำให้ความร่วมมือระหว่าง AWC และ IHG ในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมให้จ้งหวัดเหนือสุดของประเทศไทยแห่งนี้เป็นที่จดจำสำหรับนักเดินทางจากทั้งในประเทศและต่างประเทศตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางคู่รักและครอบครั่วที่ให้ความสำคัญในรื่องของธรรมชติและวัฒนธรรมรวมถึงการพักผ่อนในเวลเนสรีสอร์ตระดับลักซ์ชัวรี่

 

นอกจากนี้ที่ตั้งของโครงการอยู่ในทำเลชั้นเยี่ยมติดแม่น้ำ พร้อมด้วยห้องอาหารและบารัริมน้ำที่จะเต็มเต็มประสบการณ์สุดพิเศษกับการล่องเรือสำราญเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างไทย ลาว เมียนมา และด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,500 ล้านบาท โรงแรมทั้ง 2 แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมกรท่องเที่ยวและกรบริกรในภาคเหนือของไทยแต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทามกลางธรรมชาติและมรดกทงวัฒนธรรมอันล้ำค่าของล้านนา โดยโรงแรมทั้ง 2 แห่งนี้จะตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวสำหรับประสบการณ์การเข้าพักตามตลักษณ์ที่โดดเด่นของแบรนด์ เพื่อสนับสนุนเชียงรายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยระดับโลกพร้อมทั้งช่วยสร้างสร้างมูลค่าระยะยาวควบคู่การสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและสังคมโดยรอบโครงการ

 

ด้าน มร. ราจิต สุกุมารัน กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี IHG Hotels & Resorts กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้ขยายเครื่อข่ายโรงแรมในประเทศไทยกับ AWC ต่อจากการเปิดตัวโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แมปิง โฮเทล ที่ผ่านมาการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความส้มพันธ์ระยะยาวมากกว่า 10 ปีระหว่าง IHG และAWC ที่จะดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าของเรามีโอกาสได้เดินทางมายังภาคเหนือของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดย “อินเตอร์คอนติเนนต้ล เชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต” และ “คมปัต้นเชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ล”จะนำเสนอประสบการณ์ของแบรนด์ที่โดดเด่นเพื่อแนะนำจังหวัดเชียงรายให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเติบโตในประเทศไทยด้วยการนำเสนอการบริการระดับเวิร์ลคลาส

 

ด้วยกลยุทธ์ของ AWC ในการพัฒนาสินทรัพย์คุณภาพในทำเลที่มีศักยภาพสูงและการเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต จะเป็นโดรงการที่จะได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ในขณะที่คิมปัต้น เชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ล” จะเป็นการผสมผสานกันระหว่างการพัฒนาขึ้นใหม่และการปรับปรุงโรงแรมอิมพีเรียลโกลเด่นไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต (Imperial Golden Triangle Resort) ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่อันงดงามของสามเหลี่ยมทองคำในอำเภอเชียงแสน ท่ามกลางเทือกเขาของภาคเหนือ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยเมียนมา และลาว

 

โดยโรงแรมดังกล่าวถือเป็นโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลแห่งที่ 2 ของทาง AWC ในภาคเหนือของประเทศไทย หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิ้ง โฮเทล และเป็นโรงแรมคิมปัต้นแห่งที่สามของทาง AWC ต่อจากคิมปัต้น พัทยา และ คิมปัต้น หัวหิน โดยโรงแรมใหม่ทั้ง 2 แห่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาสที่สี่ของปี 2569

 

ทั้งนี้ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเต้น ไทรแองเกิ้ รีสอร์ต” มีสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมล้านนาแบบดั้งเดิม ประกอบไปด้วยพูลวิลล่าและการ์เด้นวิลล่า 68 หลั่ง ในขณะที่ “คิมป์ตัน เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ลให้บริการห้องสวีท สไตล์ล้านนาร่วมสมัย 68 ห้อง รวมถึงห้องที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว และห้องแบบพูลแอคเซส โดยโรงแรมทั้ง 2 แห่งจะมีห้องอาหารและบาร์ทั้งหมด 8 แห่ง รวมถึง Glasshouse Cafe and Restaurant ขนาด 110 ที่นั่งริมแม่น้ำโขง ด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 พร้อมดีไซน์การตกแต่งภายในแบบร่วมสมัย

 

นอกจากนี้ โรงแรมยังนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวบนสายน้ำรูปแบบใหมให้กับผู้เข้าพักด้วยบริการเลาจน์บนเรือสำราญ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการมาถึงของตะวันตกผ่านการเดินทางทางแม่น้ำในช่วงปลายยุคอุตสาหกรรม การล่องเรือในแม่น้ำจะนำผู้มาเยือนเดินทางไปเยี่ยมชมชุมชนท้องถิ่นริมสองฝั่งแมน้ำโขง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาวที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง พร้อมให้บริการชุดน้ำชายาบ่ายด้วยขนมหวานแบบไทยและแบบท้องถิ่น รมถึงยังมีบาร์และห้องอาหารที่นำเสนอกลิ่นอายของวัฒนธรรมทางภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน

 

โดยโรงแรมใหม่ทั้ง 2 แห่งจะเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพด้วยทรีตเมนท์สมุนไพรไทย สระว่ายน้ำ ฟิสเนสเซ็นเตอร์ และการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ในการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ควบคูไปกับโครงการ AWC Stay to Sustain ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มอย่างยั่งยืนเพื่อเชิญชวนแขกของโรงแรมเข่าร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูต้นไม่ในป่าชุมชน นอกจากนี้ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ต และ “คิมป์ตัน เชียงราย โกลเด้น ไทรแองเกิ้ลกิ้ ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเพื่อให้ได้รับกรรับรองมาตรฐาน LEED หรือ WELL ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงกรตามมาตรฐานอาครสีเขียวของ AWC รมถึงทางโรงแรมยั่งเป็นที่ตั้งของร้าน เดอะ GALLERY โครงการวิสาหกิจเพื่อสังคมของ AWC ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการสร้างสรรค์โดยนักออกแบบ ศิลปิน และชุมชนชาวไทย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

‘ชัยธวัช’ ล่องแพเขื่อนแม่สรวย นำคณะก้าวไกล สาดน้ำเล่นสงกรานต์

 
เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค, นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรค ร่วมเทศกาลสงกรานต์ที่ จ.เชียงราย
 
โดยช่วงเช้าเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น นอกจากนี้มีสินค้าอื่นๆ เช่น ชาหวาน น้ำแร่ เสร็จแล้วเดินทางไปเขื่อนแม่สรวย อ.แม่สรวย ส.ส.พรรคก้าวไกล เดินเท้าไปขึ้นแพเปียกเพื่อเล่นน้ำระหว่างทางมีประชาชนเข้ามาทักทาย ขอสาดน้ำประแป้งอย่างใกล้ชิดเป็นกันเอง ก่อนจะขึ้นแพและล่องไปตามลำน้ำ ได้รับการต้อนรับอย่างคึกคัก ประชาชนกระหน่ำสาดน้ำฉีดน้ำ สร้างความสนุกสนานอย่างมาก โดยหลังจากนี้ นายชัยธวัชและคณะจะเดินทางไปเล่นน้ำต่อที่ถนนสันโค้งน้อย อ.เมือง จ.เชียงราย.
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
All

สืบสานประเพณีท้องถิ่น รับสงกรานต์ สรงน้ำพระธาตุผาเงา เสริมความเป็นสิริ

 

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น.นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีประเพณีสรงน้ำพระธาตุผาเงา สักการะบูชาหลวงพ่อผาเงา ครั้งที่ 10 ประจำปีพุทธศักราช 2567 ณ วัดพระธาตุผาเงา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา นายคฑาสิทธิ์ เนื่องหล้า นายอำเภอเชียงแสน นายสุวิน เครื่องสีมา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภแเชียงแสน เขต 1 นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง นายอานนท์ สมพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบคำในนามประธานคณะกรรมการจัดงานฯ ร่วมให้การต้อนรับและร่วมประกอบพิธีฯ ในครั้งนี้ด้วย

 
ประเพณีสรงน้ำพระธาตุผาเงา สักการะบูชาหลวงพ่อผาเงา เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงาม และความเป็นสิริมงคลกับผู้ที่เคารพนับถือในองค์พระธาตุผาเงา หลวงพ่อผาเงา ได้ทำพิธีการทางศาสนาเพื่ออุทิศผลบุญกุศลถึงผู้สร้างบ้านแปงเมืองเชียงแสน ได้อย่างยิ่งใหญ่ในอดีตกาล จนมาถึงปัจจุบันที่เรียกว่า มรดกทางวัฒนธรรม และโบราณสถานตามตำนานหนังสือพระเจ้าเลียบโลก ได้กล่าวอ้างว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จ มายังเมืองโยนกนาคนครได้ทรงอธิษฐานลูบพระเกศา แล้วมอบให้เจ้าผู้ปกครองเมือง นำพระเกศาธาตุขึ้นประดิษฐานไว้บนก้อนหินผา แล้วก่อพระธาตุครอบไว้ต่อมาเรียกว่า พระธาตุผาเงา และในปี พุทธศักราช 2519 ทางชาวบ้านสบคำ ได้ย้ายวัดสบคำเดิมมาสร้างที่วัดใหม่ ณ เชิงเขาดอยคำ 
 
 
และในวันที่ 17 มีนาคม 2519 ได้ขุดพบพระพุทธรูป ขนาดหน้าตักกว้าง 40 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะสมัยเชียงแสนสิงห์สาม พระพักตร์รูปไข่ พระหนุเป็นปมมีรัศมีเป็นเปลว ขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย มีอายุระหว่าง 700-1,300 ปี คณะผู้ขุดพบจึงได้ขนานนามองค์พระพุทธรูปที่ค้นพบว่า หลวงพ่อผาเงา และเป็นวัดพระธาตุผาเงาในปัจจุบัน ตั้งแต่ขุดพบจนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว นักแสวงบุญ ทั้งชายไทยและชาวต่างชาติ มากราบนมัสการ สักการะตลอดเวลา และในช่วงวันที่ 7 ถึง 16 มีนาคม ของทุกปีทางวัดพระธาตุผาเงา จะจัดโครงการปริวาสกรรมและปฏิบัติธรรม 
 
 
โดยมีพระภิกษุสงฆ์จากทั่วทุกสาระทิศมาร่วมพิธีกรรม และร่วมทำบุญใหญ่ในวันที่ 17 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ขุดพบหลวงพ่อผาเงา ร่วมกับสาธุชนทั่วไป และวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี จะเป็นวันสรงน้ำพระธาตุผาเงาและสักการะบูชาหลวงพ่อผาเงา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน คณะศรัทธาในบ้านสบคำ ที่ได้รับมอบหมายจะตั้งจิตอธิฐานตักน้ำ ในแม่น้ำโขงในเวลาเที่ยงคืน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่น้ำมีความสะอาดบริสุทธิ์ โดยตักเป็นเวลา จำนวน 9 คืน เพื่อมาเตรียมไว้ใช้ในการสรงน้ำพระธาตุผาเงา เป็นการปฏิบัติแบบดั่งเดินสืบต่อกันมา เพื่อความเป็นสิริมงคล และความสุขเจริญรุ่งเรืองในชีวิตยิ่งๆขึ้นไป
 
 
การดำเนินพิธีกรรม พิธีการในครั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สนับสนุนงบประมาณ จำนวน 100,000 บาท และเทศบาลตำบลเวียง สภาวัฒนธรรมตำบลเวียง คณะศรัทธาบ้านสบคำ และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสนับสนุนการจัดงานฯ ในครั้งนี้ร่วมด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

หน่วยราชการลงตรวจเข้มด่านชุมชน ช่วงเทศกาลสงกรานต์

 
เมื่อวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2567 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าคณะทำงานติดตาม ตรวจเยี่ยม จุดตรวจ จุดบริการ ด่านชุมชน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2567 จังหวัดเชียงราย  พร้อมด้วยคณะทำงาน ประกอบด้วย  นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย, วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย, ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์, ผู้แทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย, ผู้แทนผู้อำนวยการ สนง. พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย โดยผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เป็นคณะทำงานและเลขาฯ

 

ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฯ เพื่อให้กำลังใจ มอบนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และมอบเครื่องดื่ม น้ำดื่ม สิ่งของอุปโภค/บริโภค ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประจำจุดตรวจเยี่ยมฯ ในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย เชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น ดังนี้

 

  1. จุดตรวจตู้ยามบ้านห้วยน้ำขุ่น หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง
  2. จุดตรวจบ้านถ้ำปลา บ้านถ้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย
  3. จุดตรวจบ้านเกาะผาคำ สามแยกเกาะผาคำ ตำบลบ้านแซวอำเภอเชียงแสน
  4. จุดตรวจห้วยเย็น บ้านห้วยเย็น หมู่ที่ 7 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ
  5. จุดตรวจบ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 10 ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ
  6. จุดตรวจบ้านห้วยเอียน หมู่ที่ 6 ตำบลหงาว อำเภอเวียงแก่น

 

ในการนี้ นายพิสันต์  จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายฐิติการณ์  ศิริอิศรานุวัฒน์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามการปฏิบัติงาน ณ จุดตรวจ จุดบริการ ด่านชุมชน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย เชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น ดังกล่าว

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สนง.วัฒนธรรม เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย ร่วมเปิดงานวัฒนธรรมสายใยชุมชน ต.สันทราย ปี 67

 
เมื่อวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2567 เวลา 08.30 น. นางทรงศรี คมขำ รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ต.สันทราย ประจำปี 2567 โดยมีนายสมบูรณ์ ศรีเมืองแก้ว กำนัน ต.สันทราย กล่าวต้อนรับ นายมงคล สุภามณี นายกเทศมนตรี ต.สันทราย กล่าวรายงาน และมีนายวีระศักดิ์ มโนวรรณ รองนายกเทศมนตรี ต.สันทราย นายบุญเงิน อายุยืน รองนายกเทศมนตรี ต.สันทราย นางณัชชา ชัยวงค์ ประธานสภา ทต.สันทราย ส.ทต.สันทราย ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มพัฒนาสตรี ชมรมผู้สูงอายุ และประชาชนในพื้นที่ ต.สันทราย อ.เมืองเชียงราย เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ ณ วัดสันทรายหลวง ม. 1 ต.สันทราย อ.เมืองเชียงราย
 
 
และในเวลา 10.30 น. นายก นก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ร่วมเป็นเกียรติมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ที่ได้รับรางวัล ผู้สูงอายุที่มีคุณค่า ต.สันทราย ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีอายุ 70 ปีขึ้นไป ครอบครัวร่มเย็น 12 ครอบครัว คนดีศรีสันทราย ประจำปี 2567 และได้ร่วมพิธีรดน้ำดำหัวผู้แทนผู้สูงอายุทุกหมู่บ้านในพื้นที่ ต.สันทราย
ภายในงาน มีการเดินขบวนวัฒนธรรม ต.สันทราย นิทรรศการด้านวัฒนธรรม การเเสดงวัฒนธรรม อาทิ ซอพื้นเมือง เเละสล้อซอซึง การเเข่งขันลาบเมือง ประกวดตัดตุง การประกวดการประดิษฐ์บายศรีสู่ขวัญ การประกวดร้องเพลงผู้สูงอายุสันทราย การประกวดส้มตำลีลา เเละการจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ มากมาย สร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่าง องค์กร ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับการส่งเสริมกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน และเศรษฐกิจของ จ.เชียงราย อีกด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

นายก นก” ยกมวยไทย Soft Power สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล

 
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 19.30 น. นายก นก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการกีฬาและนันทนาการประชาชน จ.เชียงราย กิจกรรมที่ 25 การแข่งขันกีฬามวยไทย อบจ.เชียงราย ไฟท์ จากรากหญ้าสู่สากล ณ สนามมวยชั่วคราว สนามกีฬากลาง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย พร้อมด้วย นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข รองปลัด อบจ.เชียงราย นายปภาณ นัยติ๊บ รองประธานสภา อบจ.เชียงราย
 
 
โดยมีนางสาวมินทิรา ภดาประสงค์ นายอำเภอเวียงเชียงรุ้ง เป็นผู้กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย นายศรีวรรณ์ วงศ์จินา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.เชียงราย นายสมภพ ทิศอุ่น นายก อบต.ทุ่งก่อ นายสมควร นัยติ๊บ นายก อบต.ป่าซาง นายสงกรานต์ โสภามา นายก อบต.ดงมหาวัน นางสาวเบญจพร หากันต์ ปลัด อบต.ทุ่งก่อ น้องโน้ต อดิเรก เรือนปิน Miss LGBT Thailand 2024 และมีนายณรงค์ศักดิ์ ขันทะ หัวหน้าฝ่ายการกีฬา กองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.เชียงราย ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการฯ ในครั้งนี้ด้วย
 
 
อบจ.เชียงราย และ อ.เวียงเชียงรุ้ง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาชน มีสุขภาพดี ให้ทุกภาคมีส่วนร่วมบูรณาการ ทุกภาคส่วน สร้างกระบวนการเรียนรู้เน้นการมีส่วนร่วม สื่อสาธารณะ สร้างความสามัคคีและความเข้มแข็งทางจิตใจ จึงได้ส่งเสริม กีฬามวยไทย ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
 
 
เป็นที่ชื่นชอบและได้รับความนิยมไปทั่วโลก และเพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการเผยแพร่กีฬามวยไทยให้มีความนิยมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการเผยแพร่ศิลปะมวยไทยสู่ต่างประเทศตามนโยบายของรัฐที่จะส่งเสริม Sofe Power พร้อมเร่งผลักดันให้กีฬามวยไทยได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งชนิดกีฬา ในการแข่งขันในมหกรรม กีฬาโอลิมปิกเกมส์ ปี 2032 ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย เพื่อเป็นการพัฒนา ศักยภาพช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬามวยไทยในระดับนานาชาติอย่างครบวงจร ภายในงานมี กิจกรรมสุดพิเศษ เช่น การประกวด Miss สงกรานต์ เวียงเชียงรุ้ง รำวงย้อนยุค การแสดงดนตรี และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News