Categories
FEATURED NEWS SPORT

MY DANCE เชียงราย ส่งน้อง ‘โฟกัส’ “แข่งเต้น” กระหึ่มคว้าที่ 5 ระดับเอเชีย

 

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2567 ณ Sri Racha Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศรีราชา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 4-7 เม.ย.2567 การแข่งขันเต้นระดับโลก “UDO ASIA PACIFIC STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2024” โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันที่ จ.ชลบุรี ติดต่อกันเป็นปีที่ 2

 

สถาบัน MY DANCE ACADEMY จากจังหวัดเชียงรายสร้างชื่ออีกครั้งหลัง ส่งน้อง โฟกัส ด.ญ.ศุภกานต์ หลิวชาญพิมพ์ อายุ 7 ปี จากโรงเรียนศิริมาตย์เทวี ซึ่งมีโค้ชผู้ฝึกสอนและออกแบบท่าเต้น สายเมฆ พึ่งอุดม , ภัทรศยา มาลา ทีมครูบริหารสถาบันและทีมครูสถาบัน MY DANCE Instructor Team สามารถที่จะคว้าเหรีญ Top 5 ระดับเอเชียภูมิภาค จากผู้เข้าแข่งขันกว่า 11 ประเทศทั่วเอเชีย ในประเภท SOLO STREET DANCE UNDER 8 ขวบ ปูทางสู่ ROAD TO UDO ASIA Pacific Championship 2024 ของงานแข่งเต้น Street Dance ระดับเอเชียภูมิภาคที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นการลงแข่งครั้งแรกและเหรียญแรกของจังหวัดเชียงราย จากสถาบัน MY DANCE ACADEMY

 

โดยในปี 2567 นี้ประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขันในของส่วนภูมิภาคเอเชียติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ภายใต้ชื่องาน “UDO ASIA PACIFIC STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2024″ ซึ่งมีทีมนักเต้น และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 11 ประเทศเข้าร่วม เช่น ไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ดูไบ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย พม่า เวียดนาม และยังมีผู้เข้าร่วมชมงานรวมกว่า 2,000 คน

 

เพื่อวัตถุประสงค์สำคัญในการคัดเลือกตัวแทนระดับเอเชียแปซิฟิกเข้าสู่การแข่งขันในระดับโลก รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการเต้นของเยาวชนไทย และสนับสนุนให้วงการการเต้น street dance ในประเทศไทย และต่างประเทศเติบโตขึ้น สร้างคุณภาพการเต้นที่ดีต่อเยาวชน และนักเต้น เพื่อสืบสานและส่งต่อกันไปในวงกว้า



สำหรับ UDO : THE UNITED DANCE ORGANISATION คือองค์กรการเต้นสตรีทแดนซ์จากประเทศอังกฤษ ที่จัดการแข่งขันเต้น Street Dance UDO WORLD CHAMPIONSHIP และได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 มีสมาชิกจาก 30 ประเทศ และได้จัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 16 ปี

 

ทั้งนี้ ใน 2566 ประเทศไทยได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันที่เมือง “UDO WORLD STREET DANCE CHAMPIONSHIP 2023” ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแบล็คพูล ประเทศอังกฤษ จนสามารถสร้างผลงานคว้าชัยชนะได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวนับว่าเป็นเวทีที่มีชื่อเสียงระดับโลก และยังสามารถดึงดูดนักเต้นให้เข้าร่วมชิงชัยได้มากถึง 3,800 คน จาก 35 ประเทศทั่วโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : MY Dance Academy

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS SPORT

เซ็นทรัลเชียงราย เปิดลานดาดฟ้า แข่ง Extreme ชิงเงินรางวัล 150,000 บาท

 

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2567 ณ ลานดาดฟ้า Rooftop Skatepark ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย คุณรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน Jump Around Extreme Chiangrai 2024 กับการแข่งขันกีฬา Extreme (เอ็กซ์ตรีม) ประเภท Skateboard และ Surf Skate ชิงของรางวัลร่วมกว่า 150,000 บาท เพื่อร่วมส่งเสริมการออกกำลังกาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมถึงร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยว ในช่วง Low Season ตอกย้ำความเป็น Sport City เมืองแห่งกีฬาของจังหวัดเชียงราย ซึ่งในอนาคตจังหวัดเชียงราย จะสามารถสร้างนักกีฬาระดับประเทศขึ้นมาได้อีกจำนวนมาก และนักกีฬาก็ได้ทำตามเป้าหมายที่มุ่งหวังไว้ เนื่องจากทุกภาคส่วนได้ให้การสนับสนุน ทั้งเรื่องงบประมาณ สถานที่จัดการแข่งขัน และสถานที่ซ้อม และยังมีภาคเอกชนคอยให้การสนับสนุน ที่สำคัญทางสถาบันครอบครัวมีการส่งเสริมให้บุตรหลานได้เล่นกีฬามากขึ้น จึงจะทำให้จังหวัดเชียงราย พัฒนาไปสู่เมืองแห่งกีฬาอย่างสมบูรณ์แบบ

 

โดยทางเซ็นทรัล เชียงราย มีคุณวรกัณญาลักษณ์ เพชรพันธ์  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย  ให้การต้อนรับ และมีคุณเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย, คุณวิสูตร บัวชุม  ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานเชียงราย, คุณสายัณห์ จันทาพูน ผู้ช่วยปฏิบัติงานโครงการฯ สำนักงานกกท.เชียงราย, คุณปิยทัศน์ ดิศโยธิน  ผู้บริหาร Mangology, คุณอภิสิทธิ์ แสงมณี ทีมผู้บริหาร POSWEAR (โพสแวร์) ผู้บริหาร Poswear, คุณ ธนาวิท ธนสารวิมล ผู้บริหาร ร้าน Casamio (คาซามิโอ), คุณ ณรงฤทธ์ วชุม ผู้บริหาร ร้าน Dab (แด๊บ), คุณอภิชัตย์ รัตนิน อุปนายกสมาคมกีฬาเอ็กช์ตรีมแห่งประเทศไทย และคุณโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย ร่วมงาน

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อีก 26 วัน ผู้ว่าเชียงราย สั่งคุมเข้ม ตั้งเป้าให้เกิดจุดฮอตสปอต น้อยที่สุด

 

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 9/2567 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 จังหวัดเชียงราย ชั้น1 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายอำเภอ เจ้าหน้าที่จาก 18 อำเภอ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์


ในที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์หมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 ของจังหวัดเชียงราย ในห้วงที่ผ่านมา และการรายงานการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการดำเนินงานของทั้ง 18 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอที่เกิดจุดความร้อนสูง และอำเภอที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ทบทวนถึงปัจจัยการเกิดจุดความร้อน จุดความร้อนที่เกิดซ้ำซาก วางแผนการดำเนินการจัดการจุดความร้อนที่ยากต่อการควบคุม วางแผนการทำงานรับมือสถานการณ์ ห้วงเดือนเมษายนนี้
 
 
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะอำเภอให้ประสานไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการควบคุมไฟป่า เพิ่มการลาดตระเวน เน้นมาตรการกดดันในพื้นที่เสี่ยง และเฝ้าระวังในเขตรอยต่อ เพื่อป้องกันไฟป่าข้ามแดน เพิ่มความเข้มข้นการปฏิบัติในห้วงเวลาที่เหลือจนถึง 30 เมษายนนี้ พร้อมทั้งจัดกำลังเสริมเข้าไปปฏิบัติงานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง หากได้รับความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้อำเภอรวบรวมข้อมูลรายงานมายังจังหวัด 
 
 
โดยด่วน และเน้นย้ำการติดตามประเมินสุขภาพของอาสาดับไฟป่า ให้ผู้ที่มีสภาพร่างกายที่พร้อมเท่านั้น ที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ อุปกรณ์ป้องกันผู้ปฏิบัติงานดับไฟป่าชองเจ้าหน้าที่ก็ต้องพร้อมเพื่อการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย นอกจากยังเน้นย้ำให้ทุกอำเภอ ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนได้ทราบถึงช่องทางการรักษาหากได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5
 
 
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยให้นำสถิติของปีที่ผ่านมา มาปรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนช่วยรักษาสถิติของจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำได้ดีในห้วงที่ผ่านมา เน้นให้เกิดจุดฮอตสปอตน้อยที่สุด และให้ลดลงมากกว่า 50% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา พบว่า จังหวัดเชียงรายมีจุดฮอตสปอต ลดลงกว่า 70% โดยขอความร่วมมือประชาชนชาวเชียงราย และทุกภาคส่วน ช่วยกันรักษาและภาคภูมิใจถึงความสมัครสมานสามัคคีในการป้องกันไฟป่าฯ นำไปสู่ความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าของจังหวัดเชียงราย ต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รองผู้ว่าฯ เชียงรายนำทีมตรวจ ปั๊มน้ำมันก่อนเทศกาลสงกรานต์

 

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 67 นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัดเชียงราย พลังงานจังหวัดเชียงราย ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และนายช่างตวงวัดกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จำนวน 3 แห่ง โดยการตรวจวัดปริมาณน้ำมันด้วยอุปกรณ์เครื่องตวงวัด พบว่าทุกสถานี ได้ปริมาณอยู่ในเกณฑ์ทุกปั้ม เชื่อมั่นว่าผู้บริโภคได้น้ำมันครบตามจำนวนอย่างแน่นอน สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวเชียงราย นักท่องเที่ยว และผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรผ่านไปมา โดยเฉพาะช่วงการเดินทางเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 นี้

 

นางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงราย ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ช่างตวงวัดกรมการค้าภายใน และ อปท. ในพื้นที่ ทำการสุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันก่อนเทศกาลสงกรานต์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวเชียงราย นักท่องเที่ยว และผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรผ่านไปมา ได้มีความมั่นใจสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดเชียงราย หลังสุ่มตรวจยังไม่พบปริมาณน้ำมันต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งทุกสถานีบริการน้ำมันจะต้องผ่านการตรวจและได้รับเครื่องหมายสติ๊กเกอร์สีน้ำเงินติดอยู่หัวจ่ายหรือตัวเครื่องอย่างชัดเจน
 
 
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงราย จะมีการตรวจสอบมาตรวัดน้ำมันอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องต่อไป โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันยี่ห้อต่าง ๆ เป็นอย่างดี ซึ่งจากการตรวจสอบมาตรวัดหัวจ่ายทั้ง 3 สถานีบริการน้ำมัน โดยการใช้ถังตวงขนาด 5 ลิตร แสดงค่าถูกต้องตามเกณฑ์ทุกเครื่อง หากกรณีที่มีค่าความคลาดเคลื่อนก็ต้องไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด (น้ำมัน 5 ลิตร คลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 50 มล.) และยังพบว่า ทุกมาตรวัดหัวจ่ายที่สถานบริการทุกแห่งมีเครื่องหมายคำรับรองถูกต้อง
 
 
แนะนำประชาชนที่ไปใช้บริการสถานีบริการน้ำมันให้สังเกตมิเตอร์ที่ตู้เติมน้ำมัน ต้องเริ่มต้นที่เลขศูนย์ รวมทั้งสังเกตป้ายราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม และที่ตู้เติมน้ำมันต้องตรงกัน และเมื่อเติมเสร็จควรตรวจสอบยอดขายและปริมาณน้ำมันที่เติม หากสงสัยว่าได้น้ำมันไม่เต็มลิตร สามารถแจ้งสถานีบริการน้ำมันขอให้ตรวจสอบโดยใช้อุปกรณ์เครื่องตวงวัดมาตรฐานขนาด 5 ลิตร ซึ่งมีไว้ประจำทุกสถานีบริการ กรณีพบความผิดปกติหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเติมน้ำมัน หรือจากการใช้เครื่องชั่งตวงวัดใด ๆ ในการซื้อขายสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

พันธุ์ไทย ผนึก สิงห์ปาร์ค เชียงราย ในแคมเปญ “ชาอัสสัมพันธุ์ไทยน่าน”

 

พันธุ์ไทย ผนึก สิงห์ปาร์ค เชียงราย บุกตลาดชาหมื่นล้านผ่านแคมเปญ “ชาอัสสัมพันธุ์ไทยน่าน” ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท ดันยอดขายทะลุเป้า 20%

สององค์กรหัวใจไทย บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด และ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ร่วมกันเผยความสำเร็จของการรุกตลาดชามูลค่าหมื่นล้านบาท ต่อยอดผลิตภัณฑ์จากเชียงรายสู่เมืองน่านกับแคมเปญ ‘ชาอัสสัมพันธุ์ไทยน่าน’ กระแสตอบรับดีเกินคาด หลังจากเปิดตัวเพียง 1 เดือน สามารถปั้นยอดขายเติบโตกว่า 20% ด้วยงบการตลาดกว่า 10 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้และสื่อสารไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เน้นขยายฐานตลาดชาพรีเมียม แมส เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่ไม่ดื่มกาแฟ พร้อมร่วมกันส่งเสริมชาอัสสัมจาก จ.น่านให้เป็นที่รู้จัก สานต่อความมุ่งมั่นในการสนับสนุนชุมชน สร้างอาชีพให้เกษตรกร ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

“ชา” เป็นตลาดที่เติบโตและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จากรายงานของ Spherical Insights บริษัทวิจัยด้านการตลาดชื่อดัง เปิดเผยว่า “ตลาดชา” ทั่วโลกในปี 2566 มีมูลค่า 49.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2566 – 2576 ตลาดชาทั่วโลกจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 7.09% ต่อปี ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 98.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 ซึ่งในด้านการบริโภคนั้น สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีการประเมินว่าภายในปี 2568 วัฒนธรรมการดื่มชานอกบ้านจะสูงขึ้น 5% และจะมีปริมาณชาเพิ่มขึ้นเป็น 7.4 พันล้านกิโลกรัมในปีเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบริโภคและมีมูลค่าตลาดสูงมากที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก โดยในปี 2565 มีมูลค่าตลาดสูงถึง 13,299 ล้านบาท

คุณอนันต์ รัตนมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ตลาดชามีการขยายตัวขึ้นทุกปี ทั้งจากเทรนด์รักสุขภาพและกระแสความนิยมของผู้บริโภค พันธุ์ไทยมองเห็นโอกาสหลังจากประสบความสำเร็จกับแคมเปญ ‘อร่อย เวรี มัทฉะ’ ที่พันธุ์ไทยพัฒนาสูตรชาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตชาตัวจริงอย่าง สิงห์ปาร์ค นำสุดยอดชา มารุเซ็น มัทฉะ พรีเมียม จ.เชียงราย มาพัฒนาเมนูมัทฉะตามแบบฉบับของพันธุ์ไทย ซึ่งได้รับความนิยมจนมีกระแสเรียกร้องให้นำมาบรรจุเป็นเมนูถาวร เราจึงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สู่การเปิดตัว ‘ชาอัสสัมพันธุ์ไทยน่าน’ ชาดำสายพันธุ์อัสสัมที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่นจาก จ.น่าน มีกลิ่นหอมชาคั่วและมีรสชาติเข้มข้นที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การดื่มด่ำชาพรีเมียมในราคาเข้าถึงง่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ดื่มกาแฟแล้ว ยังสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้บริการร้านพันธุ์ไทยให้เปิดใจทดลองอีกด้วย”

 

คุณพรประภา ชัยโตษะ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด เปิดเผยว่า “ชาน่าน หรือ ชาแห่งสายหมอก ชาคุณภาพที่ปลูกในภูมิประเทศที่มีเทือกเขาวางตัวในแนวเหนือใต้ มีสภาพภูมิอากาศเย็นชื้น และมีฝนตกสม่ำเสมอ ดินจึงมีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาอัสสัมมีคุณลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร คงความเป็นเอกลักษณ์ของกลิ่นและรสชาติของอารยธรรมแห่งชาป่าสืบเนื่องมานานกว่า 100 ปี ชาน่านได้รับการปลูกและดูแลโดยเกษตรกรไทย พิถีพิถันเก็บเพียง 5 ใบแรกของยอดชา เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด ส่งตรงถึงโรงงานแปรรูปชาอัสสัมแห่งแรกและแห่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดใน จ.น่าน เพื่อรักษาคุณภาพคงความสดใหม่ของใบชาให้มากที่สุด พร้อมเข้าสู่กระบวนการผลิตและแปรรูปที่ทันสมัย ก่อนจะนำมาเบลนด์เป็นสูตรเฉพาะของพันธุ์ไทย และครีเอทเมนูใหม่พร้อมเสิร์ฟความหอมอร่อยถึงมือลูกค้า”

“ความร่วมมือกับพันธุ์ไทยนี้เป็นการดึงจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ชัดเจน มาต่อยอด เพิ่มคุณค่าและส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าในหลากหลายมิติ นับเป็นการดำเนินงานที่ผสานกันอย่างลงตัว ด้วยอุดมการณ์และจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ชุมชนด้วยการส่งเสริมวัตถุดิบท้องถิ่น สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย ไปพร้อมๆ กับการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อยอดโครงการส่งเสริมการปลูกชาของชุมชนในพื้นที่ จ.น่าน โดยการให้องค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกชาให้ได้คุณภาพ ส่งผลให้การบุกรุก ตัดไม้ทำลายป่า และการทำไร่เลื่อนลอยมีปริมาณลดลง เนื่องจากการปลูกชาอัสสัมต้องอาศัยร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ผืนป่า รักษาธรรมชาติ ทำให้ระบบนิเวศกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อย่างยั่งยืน” คุณพรประภา กล่าวเสริม

นอกจากนี้ พันธุ์ไทยยังประกาศการรุกตลาดชาอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการสร้างปรากฎการณ์ “คนพันธุ์TEA ที่พันธุ์ไทย” ผ่านเทคโนโลยี CGI ในรูปแบบ Hyper Realistic VDO ด้วยภาพผู้หญิงไซส์ยักษ์ใหญ่ นั่งจิบชาโชว์ความสดชื่นอยู่บนร้านกาแฟพันธุ์ไทย มีการสื่อสารทั้ง Online ผ่าน Social Media ต่างๆ และ Offline ผ่าน Digital Billboard ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และสร้างการรับรู้ว่าพันธุ์ไทยจริงจังกับการรุกตลาดชาครั้งนี้ อีกทั้งแบรนด์ยังสร้างการรับรู้ผ่าน Influencer และ KOL ทั้ง Mega, Micro และ Nano ทั้งสายกิน สายเที่ยว สายไลฟ์สไตล์ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากสิงห์ ปาร์ค เชียงรายในการร่วมงานกับ คุณเชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดง เซเลบริตี้ และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้มีความผูกพันกับเมืองน่าน มาบอกเล่าเรื่องราวของชาน่านให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

พันธุ์ไทย ชวนสัมผัสความหอมละมุน ดื่มด่ำรสชาติสุดพรีเมียมกับ “ชาอัสสัมพันธุ์ไทยน่าน” ที่พันธุ์ไทยชงสดทุกแก้ว เพื่อดึง Taste Note ที่โดดเด่น แบบ Nutty Tone ซึ่งเป็นกลิ่นหอมเอกลักษณ์ของชาอัสสัมออกมาได้ชัดที่สุด ดื่มแล้วได้ After Taste ที่สะอาด สดชื่น พันธุ์ไทยจึงนำมาสร้างสรรค์หลากหลายความอร่อย สดชื่นถึง 6 เมนู 6 คาแรคเตอร์ พร้อมเสิร์ฟในราคาเริ่มต้นเพียง 45.-

• ชาอัสสัมออริจินอลร้อน (Authentic Assam Tea) 45.- ดื่มด่ำรสชาติสุดคลาสสิค หอมกลิ่นชาคั่ว

• ชาอัสสัมน้ำผึ้งมะนาวร้อน (Harmony Honey Lime Assam Tea) 55.- ชาดำเข้มข้น หวานอมเปรี้ยวด้วย น้ำผึ้ง มะนาว ชุ่มคอ

• ชาอัสสัมเบอร์รี (Berry Bliss Assam Tea) 70.- หวานนิดเปรี้ยวหน่อย อร่อยฉ่ำไปกับเนื้อสตรอว์เบอร์รีและมัลเบอร์รี

• ชาอัสสัมยูซุ (Yuzu Youthful Assam Tea) 70.- รีเฟรชความสดใสด้วยส้มยูซุ หวานซ่อนเปรี้ยว

• ชาอัสสัมพีช (Peach Passion Assam Tea) 70.- สดชื่นไปกับพีช เปรี้ยวอมหวาน หอมละมุน

• ชาอัสสัมบ๊วยมะนาว (Plum-Lime Lush Assam Tea) 70.- ความลงตัวของบ๊วยและมะนาว ครบรส อร่อยลงตัว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สิงห์ปาร์ค เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

‘สนามบินแม่ฟ้าหลวง’ รับแผน ‘สุริยะ’ สั่งให้บริการผู้โดยสารช่วงสงกรานต์ให้สะดวก

 

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการประชุมแผนการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2567 รวม 7 วัน ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนครอบคลุมทุกมิติ รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแผนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มุ่งเป้าหมายให้ประชาชนเดินทางถึงที่หมายได้อย่างสะดวกและปลอดภัยตามนโยบาย “เดินทางทั่วไทย คมนาคม สะดวก ปลอดภัย ใส่ใจให้บริการประชาชน” โดยให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมการรองรับและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตลอดจนกำกับดูแลการให้บริการ มาตรฐานความปลอดภัย และแจ้งข้อมูลข่าวสารประชาชนล่วงหน้าเพื่อวางแผนการเดินทาง

 

นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานบริการทั้งบก ราง น้ำ และอากาศเตรียมการบริการผู้โดยสารช่วงสงกรานต์ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยในส่วนของการเดินทางทางอากาศ ได้กำชับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ซึ่งบริหารท่าอากาศยานหลักของประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ให้บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่ให้บริการในท่าอากาศยานในการร่วมกันบริหารจัดการการอำนวยความสะดวกอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความรวดเร็วในทุกกระบวนการทั้งในส่วนของผู้โดยสารขาเข้าและขาออก การจัดเจ้าหน้าที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารในทุกขั้นตอน รวมถึงรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัย และเชื่อมโยงกับการคมนาคมด้านอื่น
อย่างไร้รอยต่อ 
 
 
โดยคาดว่าในช่วงสงกรานต์ 2567 คือ ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2567 จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการท่าอากาศยานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง กว่า 2.61 ล้านคน เพิ่มขึ้น 28.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 1.65 ล้านคน เพิ่มขึ้น 46.00% และผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 962,362 คน เพิ่มขึ้น 6.59% ขณะที่คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 15,113 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 16.71% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศประมาณ 8,682 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 32.53% และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 6,431 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 0.52% 
 
 
  • โดยที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิคาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 1.34 ล้านคน เพิ่มขึ้น 36.73% และมีเที่ยวบินประมาณ 7,022 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 21.13% 
  • ส่วนท่าอากาศยานดอนเมืองมีผู้โดยสารประมาณ 625,530 คน เพิ่มขึ้น 14.83% และมีเที่ยวบินประมาณ 4,117 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.58% 
  • สำหรับ ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีผู้โดยสารประมาณ 199,563 คน เพิ่มขึ้น 34.83% และมีเที่ยวบินประมาณ 1,152 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 6.96% 
  • ด้านท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีผู้โดยสารประมาณ 41,318 คน เพิ่มขึ้น 16.71% และมีเที่ยวบินประมาณ 281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 18.07% 
  • และ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตมีผู้โดยสารประมาณ 355,501 คน เพิ่มขึ้น 31.97% และมีเที่ยวบินประมาณ 2,161 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 24.77% 
  • ขณะที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่มีผู้โดยสารประมาณ 53,894 คน ลดลง 6.92% และมีเที่ยวบินประมาณ 380 เที่ยวบิน ลดลง 0.52%
นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมและ AOT ขอร่วมกันส่งมอบความสุขให้พี่น้องประชาชนในการเดินทางกลับบ้านและการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 โดยได้จัดที่จอดรถยนต์ฟรี ณ บริเวณลานจอดรถยนต์ระยะยาว โซน D ทสภ.ตั้งแต่วันที่ 12 – 16 เมษายน 2567 และที่ ทดม.สามารถจอดรถยนต์ฟรีได้ที่บริเวณระหว่างอาคารคลังสินค้า 2 และอาคารจอดรถยนต์ 5 ชั้น ตั้งแต่วันที่ 11 – 17 เมษายน 2567 สามารถจอดรถยนต์ได้ 250 คัน พร้อมจัดเตรียมรถรับส่งให้บริการระหว่างจุดจอดรถไปยังอาคารผู้โดยสาร นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้ AOT เตรียมความพร้อมดำเนินการในทุกมิติ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ 
 
 
โดยให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้บริการผู้โดยสารในท่าอากาศยาน เช่น สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ผู้ประกอบการที่ให้บริการภาคพื้น เป็นต้น จัดเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ให้เพียงพอ ประสานบริษัทผู้รับจ้างให้บริการรถเข็นกระเป๋าเตรียมความพร้อมพนักงาน และรถเข็นกระเป๋าให้พร้อมบริการผู้โดยสารตลอดเวลา และให้เพิ่มความถี่ในการจัดเก็บรถเข็นกระเป๋าให้เร็วขึ้น รวมทั้งขอความร่วมมือสายการบินให้เปิดใช้งานเคาน์เตอร์ให้ครบตามจำนวนที่ได้รับการจัดสรร นอกจากนี้ ให้จัดเจ้าหน้าที่ Airport Help คอยอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำผู้โดยสารในด้านต่างๆ เช่น แนะนำการใช้เครื่อง CUSS (Common Use Self Service) 
 
 
สำหรับเช็กอินด้วยตนเอง หรือเครื่อง CUBD (Common Use Bag Drop) สำหรับโหลดสัมภาระด้วยตนเอง รวมไปถึงช่วยดูแลเรื่องการจัดแถวของผู้โดยสารทั้งในพื้นที่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็ว ตลอดจนด้านระบบคมนาคมขนส่งซึ่งขณะนี้ที่ ทสภ. ทดม. ทชม.และ ทภก.ได้มีการเปิดให้บริการรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ Grab Application เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้โดยสารให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และการบริหารจัดการการจราจรเพื่อลดความหนาแน่นของรถยนต์ในท่าอากาศยาน
 
 
ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า AOT พร้อมดำเนินการตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยท่าอากาศยานของ AOT จะมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานและอำนวยความสะดวก และศูนย์ความปลอดภัยคมนาคม ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานและประสานงานด้านการข่าวร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งจะจัดพิธีปล่อยแถวการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยและเตรียมความพร้อมต้อนรับผู้โดยสาร ในด้านการรณรงค์ด้านความปลอดภัย AOT ได้จัดให้มีโครงการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย และโครงการท่าอากาศยานสีขาว 
 
 
ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 อาจมีผู้ใช้บริการสนามบินจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ ทดม.ที่อาจมีรถหนาแน่นบริเวณชานชาลาอาคารผู้โดยสารขาเข้าและขาออก AOT จึงได้กำหนดให้รถแท็กซี่สาธารณะทุกคันใช้ช่องทาง PASSENGER DROP LANE พร้อมจัดเตรียมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้โดยสารบริเวณช่องทาง PASSENGER DROP LANE ประตู 16 และ 17 ตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นรถแท็กซี่สาธารณะที่มีผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ หรือต้องการใช้รถวีลแชร์ หรือนำรถวีลแชร์มาด้วยให้ส่งผู้โดยสารที่บริเวณประตูหมายเลข 5 อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ (ขาออก) อาคาร 1 ทดม.
 
 
ดร.กีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า AOT ขอแนะนำผู้โดยสารที่ต้องการความรวดเร็วในขั้นตอนการเช็กอินและโหลดกระเป๋าสัมภาระใช้บริการเครื่อง CUSS และ CUBD ซึ่งใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ทำให้ไม่ต้องรอต่อแถวเช็กอินที่เคาน์เตอร์ และสำหรับในขั้นตอนตรวจค้น ขอแนะนำผู้โดยสารปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การนำของเหลว เจล สเปรย์ ติดตัวขึ้นเครื่อง
ขอความร่วมมือผู้โดยสารตรวจสอบให้บรรจุภัณฑ์มีข้อความระบุปริมาตรที่ชัดเจน และไม่เกิน 100 มิลลิลิตร จำนวนรวมไม่เกิน 10 ชิ้น หากมีบรรจุภัณฑ์ที่มีปริมาณของเหลวเกินกำหนดจะต้องนำไปโหลดใต้ท้องเครื่อง และสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมสำรองขนาดเล็กที่มีค่าความจุไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 Wh หรือ 20,000 mAh สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ 
 
 
แต่ไม่สามารถโหลดใต้ท้องเครื่องบินได้ แบตเตอรี่ลิเธียมสำรองขนาดกลางที่มีค่าความจุไฟฟ้ามากกว่า 100 ถึง 160 Wh หรือ 20,000 ถึง 32,000 mAh สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องได้คนละไม่เกิน 2 ชิ้น แต่ไม่สามารถโหลดใต้ท้องเครื่องบินได้ แบตเตอรี่ลิเธียมสำรองขนาดใหญ่ที่มีค่าความจุไฟฟ้ามากกว่า 160 Wh หรือ 32,000 mAhไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบินและโหลดใต้ท้องเครื่องบิน นอกจากนี้ แบตเตอรี่ลิเธียมสำรองที่ไม่ระบุพลังงานไฟฟ้าวัตต์ – ชั่วโมง (Wh) หรือระบุขนาดบรรจุของลิเธียม หรือระบุไม่ชัดเจนไม่สามารถนำขึ้นเครื่องบิน หรือโหลดใต้ท้องเครื่องบินได้ ทั้งนี้ ขอให้ผู้โดยสารปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยทำให้ขั้นตอนการตรวจค้นรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
 
 
นอกจากนี้ AOT ได้ร่วมส่งเสริมและสืบสานประเพณีสงกรานต์ โดยท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งได้ร่วมกัน
จัดกิจกรรมเพื่อต้อนรับผู้โดยสาร ได้แก่ ทสภ.จัดซุ้มถ่ายภาพและกิจกรรมสรงน้ำพระในอาคารผู้โดยสารหลัก และ
จัดซุ้มนิทรรศการประวัติความเป็นมาของเทศกาลสงกรานต์ ณ บริเวณชั้น 3 อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite-1: SAT-1) ส่วน ทดม.จัดตั้งซุ้มเทศกาล “Gateway to Wonderful Songkran อัศจรรย์สงกรานต์ ประเพณีไทยมรดกโลก” พร้อมการแสดงขบวนกลองยาว และการฟ้อนรำชุดเริงระบำสงกรานต์ รวมถึงจัดกิจกรรมสรงน้ำพระ การสาธิตการทำน้ำอบน้ำปรุง และกิจกรรมมอบของที่ระลึกให้กับผู้โดยสาร สำหรับ ทชม.นอกจากจะจัดจุดสรงน้ำพระ และจุด Check-in ถ่ายภาพในบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมือง) แล้ว ยังจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสงกรานต์ให้ผู้โดยสารได้มีส่วนร่วม อาทิ การสาธิตตัดตุงไส้หมู และการสาธิตทำกรวยดอกไม้ เป็นต้น 
 
 
รวมทั้งมีการแจกของที่ระลึก และจัดการแสดงคีตะมวยไทย ด้าน ทชร.จัดซุ้มสรงน้ำพระ กิจกรรมมอบของที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสาร พร้อมการแสดงรำไทยจากนักเรียนโรงเรียนป่าสักไก่ ตลอดจนจัดการแสดงดนตรีพื้นเมืองล้านนา เพื่อสร้างความสนุกสนาน ขณะที่ ทภก.จัดกิจกรรมมอบของที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสารเช่นกัน และที่ ทหญ.จัดซุ้มสรงน้ำพระ และจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ โดยมีการแสดงเพื่อสร้างบรรยากาศในอาคารผู้โดยสาร
 
 
ดร.กีรติ กล่าวในตอนท้ายว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567 อาจมีผู้โดยสารเดินทางจำนวนมาก AOT จึงขอความร่วมมือผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางมาล่วงหน้า 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบิน โดยสามารถสอบถามเกี่ยวกับเที่ยวบินและการบริการได้ที่ AOT Contact Center หมายเลขโทรศัพท์ 1722 ตลอด 24 ชั่วโมงท่าอากาศยานเชียงใหม่

 

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – CEI

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย พร้อมเยาวชน นำเครื่องฟอกอากาศ มอบวัดห้วยปลากั้ง

 

เมื่อวันอังคารที่ 2 เมษายน 2567 เวลา 18.30 น.  ณ วัดห้วยปลากั้ง อ.เมือง จ.เชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยนางอัญญลักษณ์ กายาไชย เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย นายฐิติวัชร ไลศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมศาสนา และวัฒนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม นำแกนนำเยาวชน จากศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย  นำเครื่องฟอกอากาศ DIY (กล่องอากาศดี)  มอบให้วัดห้วยปลากั้ง จ.เชียงราย โดยได้รับเมตตาจาก พระไพศาลประชาทร วิ.  เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง รับมอบ เครื่องฟอกอากาศ DIY ในครั้งนี้

จากวิกฤตสถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 การเผาป่า ฝุ่นควันข้ามแดนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงรายพบว่าเกิดการเผาป่าในพื้นที่น้อยมาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้กำหนดยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนนวัตกรรม “กล่องอากาศดี” (เครื่องฟอกอากาศและเติมอากาศ) ผลงานนวัตกรรมของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

 

โดยปีงบประมาณ 2567 การดำเนินการผ่าน แกนนำสภาเยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย+สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ดังนี้

 

 

  1. การขับเคลื่อนระดับนโยบายระดับจังหวัดเชียงราย

– การประสานการจัดมอบนโยบายระดับจังหวัดเชียงราย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้นโยบายแก่ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย 144 แห่ง ในการขับเคลื่อนดำเนินการในเรื่องของฝุ่น PM 2.5 และการสาธิตนวัตกรรม “กล่องอากาศดี” เมื่อวันทีี 11 มกราคม 2567 ณ ห้องประชุมคชสาร ศูนย์บูรณาการการเรียนรู้และนันทนาการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยการประสานงานและสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย

 

  1. การจัดอบรมนักประดิษฐ์ จิตอาสา การทำ “กล่องอากาศดี” (เครื่องฟอกอากาศและเติมอากาศ) จำนวน 140 ชุด โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าอบรม 300 คน เพื่อจัดทำห้องลดฝุ่นรองรับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ให้กับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, รพ.สต. วัดและกลุ่มเปราะบาง วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ณ หอประชุมกาละลองคำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สนับสุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มช.

 

  1. ประสานงาน สนับสนุน การจัดโครงการ “คืนลมหายใจที่ไร้ฝุ่น คลีนรูมเพื่อศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในพื้นที่อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ของ สถาบันวิจัยวิทยาศาตร์สุขภาพ มช. ร่วมกับ มูลนิธิเวชดุสิตฯ, โรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย และบริษัท ลลิตา พีพีโอ แพ็คเกจจิ้ง จำกัด กิจกรรมครั้งนี้ หลังจากเสร็จการอบรมถ่ายทอดความรู้ ได้มอบ “กล่องอากาศดี” ให้กับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน 36 แห่ง (72 กล่อง) วันที่ 18 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุมอาคาร 2 ชั้น 3 เทศบาลตำบลแม่สาย

 

  1. จัดต้งศูนย์ประสานงาน โดยจัดทำเฟสบู๊ค “ศูนย์ลมหายในที่ไร้ฝุ่น อบจ.เชียงราย” เพื่อเแผยแพร่องค์ความรู้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และประสานงานต่างๆ

 

  1. เผยแพร่ นวัตกรรม “กล่องอากาศ” (เครื่องฟอกอากาศและเติมอากาศ)

– มอบกล่องอากาศดี ต้นแบบ ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล อำเภอเชียงแสน 7 แห่ง

– มอบกล่องอากาศดี ต้นแบบ ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล อำเภอเชียงของ  8 แห่ง

– มอบกล่องอากาศดี ต้นแบบ ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล อำเภอเวียงแก่น  4 แห่ง

– มอบกล่องอากาศดี ต้นแบบ ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล อำเภอแม่จัน  1 แห่ง

– จัดทำห้องลดฝุ่น 2 แห่ง ศูนย์เยาวชน อบจ.เชียงราย, ห้อง Service & Sharing Center สำนักงาน อบจ.เชียงราย ให้บริการแก่ เด็ก เยาวชนและประชาชน

– ติดตั้ง “กล่องอากาศดี” จำนวน 12 ตัว เพื่อทำ ห้องคลีนรูม อาคารพบโชคคอมเพล็กซ์ เพื่อให้บริการแก่เด็ก เยาวชน ประชาชนกลุ่มเปราะบาง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
All

เชียงราย 22 พ.ค. และ 21 ก.ค. 67 รอชมเลย “ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก“ ไร้เงา

 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 มีรายงานจาก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของปี เริ่มจากทางใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา ในวันที่ 4 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 12.19 น. จากนั้นดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ต่าง ๆ ของไทย ไล่ลำดับขึ้นไปทางเหนือเรื่อย ๆ จนสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 12.17 น.

 

หากเราสังเกตวัตถุกลางแดดในช่วงที่ดวงอาทิตย์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากตามเวลาของแต่ละพื้นที่ จะเห็นวัตถุเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ด้านใต้พอดี ทั้งนี้ แม้ว่าดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกทำให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

 

เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ ที่อาจส่งผลต่ออุณหภูมิ ดังนั้นจึงอาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน

 

ทั้งนี้ วันและเวลาของการเกิดปรากฏการณ์ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้สังเกตบนโลก ส่งผลให้แต่ละจังหวัดของประเทศไทยจะมีวันและเวลาการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากที่แตกต่างกัน

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จับอีก 1 มือเผาป่าต้นเหตุไฟป่า อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก เชียงราย

 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 มีรายงานข่าวจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จับอีก 1 มือเผาป่าต้นเหตุไฟป่าเชียงราย นายพิทยา สะศรีสังข์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก (เตรียมการ) รายงานว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2567 เจ้าหน้าที่จุดสกัดฯขุนสรวย ร่วมกับเครือข่ายป้องกันไฟป่าบ้านขุนสรวย ดำเนินการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ โดยการลักลอบเผาป่า จำนวน 1 ราย

 

สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากจุดเฝ้าระวังไฟป่าว่าพบกลุ่มควันลักษณะเป็นไฟที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย เป็นพื้นที่เตรียมการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก คณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันเข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อดับไฟ โดยพบผู้ต้องหาอยู่ในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุไฟป่า จึงได้แสดงตัวและควบคุมตัว พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ไฟแซ๊ก จำนวน 2 อัน มีดพร้า จำนวน 1 เล่ม จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การว่าเข้ามาหาของป่าในพื้นที่
 
 
คณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบท้องที่บ้านขุนสรวย หมู่ที่ 14 ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พบเสียหายจากเหตุไฟไหม้ จำนวน 19-2-90 ไร่ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางและอุปกรณ์กระทำความผิดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สรวย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก Lam nam kok National Park

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เที่ยวสงกรานต์ เชียงรายเบียนนาเล่สาดศิลป์ สาดสุข ลุ้นรับรางวัล

 

สายอาร์ตห้ามพลาด !! เที่ยวสงกรานต์เชียงราย สนุกสนานสราญศิลป์ ในงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ และร่วมสนุกกับกิจกรรม “สาดศิลป์ สาดสุข สนุกกับเบียนนาเล่”  ลุ้นรับรางวัล สุดชีค Limited Edition มากมาย

 

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว วธ) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความประทับใจ ในสีสันบรรยกาศ ความรื่นเริง สนุกสนาน การละเล่นและวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย ประกอบกับขณะนี้กระทรวงวัฒนธรรม 

 

โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ร่วมกับจังหวัดเชียงรายได้จัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ หรือไทยแลนด์เบียนนาเล่เชียงราย ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 ซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย และมีผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมากเกือบ 3,000,000 คนแล้ว จึงเชิญชวนผู้สนใจไปเที่ยวชมต่อจนกว่าจะจบงาน ซึ่งในช่วงวันที่ 6-7 เมษายน จะมีงาน “กวาคีลา : เป่า ร้อง กลอง รำ เปิดโลกวิถีวัฒนธรรมดนตรีชาติพันธุ์เมืองเชียงราย” เป็นกิจกรรมการแสดงดนตรีชาติพันธุ์ ส่วนหนึ่งของการจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ภายใต้ความร่วมมือกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.องอาจ อินทนิเวศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย   ควบคู่ไปกับนิทรรศการศิลปะจากศิลปินระดับโลก

 

รมว วธ กล่าวต่อว่า เพื่อให้คนเดินทางไปเที่ยวเชียงรายได้มีโอกาสชมงานศิลปะระดับโลกไปพร้อมๆ กับการเที่ยวงานสงกรานต์ที่เชียงราย กระทรวงวัฒนธรรมและจังหวัดเชียงราย จึงจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัล โดยขอเชิญผู้ที่เดินทางไปเที่ยวเชียงราย ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน 2567 นี้ ไปเชียงราย แล้วอย่าลืมแวะชมงานศิลปะ ในจุดแสดงงานไทยแลนด์เบียนนาเล่เชียงราย แล้วถ่ายภาพ/ถ่ายคลิปที่มีภาพตัวท่านเองคู่กับงานศิลป์ และโพสต์/แชร์บนเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ตั้งค่าสาธารณะ ติดแฮชแทค ตามนี้ 

#thailandbiennalechiangrai2023
#thailandbiennale
#สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News