Categories
FEATURED NEWS

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี สกมช. ผนึก กองทุน สกสว. ชูยุทธศาสตร์ Zero Trust กู้คืนความเชื่อมั่นดิจิทัล

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี เมื่อ “โลกเสมือน” สั่นคลอน “โลกความจริง” และยุทธศาสตร์การตีโต้ของไทย

กรุงเทพฯ,วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 – ในวันที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลเปรียบเสมือน “น้ำมันดิบ” ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ แต่สำหรับประเทศไทยในห้วงปี 2567 ถึงต้นปี 2569 ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อสถิติล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ของคนไทยรั่วไหลสู่สาธารณะและตลาดมืดออนไลน์แล้วเกือบ 180 ล้านบัญชี

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติที่น่าตกใจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บ่งบอกว่า ประชาชนไทยหนึ่งคนอาจมีข้อมูลรั่วไหลซ้ำซ้อนจากหลายแหล่งบริการ ทั้งจากระบบทะเบียนราษฎร์ ธุรกรรมทางการเงิน ไปจนถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความท้าทายที่นำไปสู่การผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่าง “กองทุน ววน.” และ “สกมช.” เพื่อวางรากฐาน “กำแพงไซเบอร์” ใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

เจาะลึกปมวิกฤต จากข้อมูลที่หลุดลอยสู่ “อุตสาหกรรมหลอกลวง”

เหตุใดข้อมูล 180 ล้านบัญชีจึงมีความสำคัญนัก? คำตอบอยู่ที่การนำข้อมูลเหล่านี้ไป “แปรรูป” โดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ข้อมูลระบุตัวตน (PII) เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และประวัติการทำธุรกรรม ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมการหลอกลวง” (Scam Industry) ที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูง

จากการวิเคราะห์พบว่า ข้อมูลที่รั่วไหลออกมามากที่สุดมาจากภาคส่วนที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน ดังนี้:

  • กรมกิจการผู้สูงอายุ (DOP): ข้อมูลหลุดกว่า 19.7 ล้านแถวข้อมูล เมื่อมกราคม 2567 กลายเป็นเป้าหมายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายผู้สูงวัย
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.): ข้อมูลนักเรียนและผู้ปกครองกว่า 3.1 ล้านบัญชี ทำให้เยาวชนเสี่ยงต่อการถูกขโมยอัตลักษณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ภาคธุรกิจและบัตรสมาชิก: เช่น กรณี The 1 Card กว่า 5 ล้านบัญชี ที่ทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและขโมยสิทธิประโยชน์ได้

ความน่ากลัวอยู่ที่การโจมตีแบบ Impersonation Scam หรือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มิจฉาชีพจะใช้ข้อมูลจริงที่คุณคิดว่ามีเพียงหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่รู้ มาสร้างความเชื่อถือเพื่อข่มขู่หรือหลอกให้โอนเงิน สภาวะนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลของไทยลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี

ความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง เมื่อ “ป้อมปราการ” เดิมใช้การไม่ได้อีกต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยตัวเลขที่ชวนให้ขบคิดว่า ในปี 2568 คะแนนความพร้อมด้านไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ (GOV) เฉลี่ยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 59 สวนทางกับภัยคุกคามที่พุ่งสูงขึ้นถึง 196,078 ครั้งในไตรมาสเดียว

ปัญหาหลักเกิดจากแนวคิดการทำงานแบบ “Silo Mentality” หรือต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการข้อมูลภัยคุกคามระหว่างกัน นอกจากนี้ ภาคการศึกษายังตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง โดยครองสัดส่วนการถูกโจมตีถึงร้อยละ 23 เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีข้อมูลมหาศาลแต่มีงบประมาณและบุคลากรด้านความปลอดภัยจำกัดที่สุด

เราไม่สามารถป้องกันบ้านด้วยกุญแจดอกเดิมในวันที่ขโมยมีเครื่องตัดเลเซอร์” นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ให้เห็นว่าระบบป้องกันแบบเดิม (Perimeter Defense) นั้นล้าสมัยไปแล้ว

ยุทธศาสตร์ “Zero Trust” ไม่ไว้วางใจใคร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เพื่อตอบโต้สถานการณ์นี้ สกมช. ได้ประกาศรุกคืบด้วยแนวคิด “Zero Trust Architecture” หรือการ “ไม่ไว้วางใจใครเลย” แม้จะเป็นบุคคลภายในองค์กรก็ตาม ทุกการเข้าถึงข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง (Continuous Verification)

กลยุทธ์นี้ประกอบด้วย 5 เสาหลักสำคัญ:

  1. Identity & Access Management: ตรวจสอบตัวตนทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น
  2. Least Privilege: ให้สิทธิเข้าถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น
  3. Micro-segmentation: กั้นห้องข้อมูลไม่ให้แฮกเกอร์เดินทะลุถึงกันได้หากเจาะเข้ามาได้จุดหนึ่ง
  4. Continuous Monitoring: ใช้ AI เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติตลอด 24 ชั่วโมง
  5. Data Protection: เข้ารหัสข้อมูลในทุกสถานะเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกขโมยไปกลายเป็นขยะที่อ่านไม่ออก

กองทุน ววน. จับมือ สกมช.: พลิกโฉมจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” เทคโนโลยี

ก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม สกสว. คือการลงนามความร่วมมือระหว่าง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ สกมช. เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือการขาดแคลนเทคโนโลยีและบุคลากรของไทยเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยี Cyber Security จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนบุคลากรไซเบอร์กว่า 70,000 อัตรา ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาใน 5 ด้านหลัก:

  • AI for Cyber Security: พัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยเพื่อตรวจจับอาชญากรรม
  • Quantum Safe Communication: เตรียมความพร้อมสู่ายุคควอนตัมคอมพิวติ้งที่อาจเจาะรหัสผ่านได้ทุกชนิดในอนาคต
  • IoT Security: ป้องกันระบบเซนเซอร์ในโรงงานอุตสาหกรรมและ Smart City
  • Data Security: เทคโนโลยีปกป้องการรั่วไหลของข้อมูลโดยเฉพาะ
  • Cyber Threat Intelligence: สร้างฐานข้อมูลภัยคุกคามระดับชาติเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันการสร้างหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อผลิตนักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ให้ทันต่อความต้องการของตลาด

บทสรุปและทางออก อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง

วิกฤตข้อมูล 180 ล้านบัญชีไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติในยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนจากความปลอดภัยแบบตั้งรับ (Reactive) เป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive) คือทางออกเดียวที่ยั่งยืน

“การสร้างความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่าย IT แต่มันคือวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจาก ‘จุดอ่อน’ ให้กลับมาเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศไทยอีกครั้ง”

สถิติจากปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่ใช้ระบบ AI และ Automation ในการป้องกันภัยไซเบอร์สามารถประหยัดค่าความเสียหายได้เฉลี่ยถึง 1.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับองค์กรที่ไม่ได้ใช้ นี่คือตัวเลขที่ยืนยันว่าการลงทุนในเทคโนโลยีไซเบอร์คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในวินาทีนี้

ท้ายที่สุด ประชาชนทุกคนต้องมี ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” (Digital Immunity) เริ่มต้นจากการทำ Cyber Hygiene ขั้นพื้นฐาน เช่น การไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำ การใช้ MFA และการมีสติก่อนคลิกทุกครั้ง เพราะในสมรภูมิไซเบอร์ “ความประมาทเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงความเสียหายที่กู้คืนไม่ได้ตลอดกาล”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. / PDPC)
  • ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ (ThaiCERT)
  • Cybersecurity Agency of Singapore (CSA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

วิกฤตชาติ ไทยอันดับ 3 โลก เกิดน้อยลง 81%

ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลก อัตราการเกิดลดลง กระทบเศรษฐกิจและแรงงานในอนาคต

กรุงเทพฯ,12 กุมภาพันธ์ 2568  – การลดลงของอัตราการเกิดกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยข้อมูลล่าสุดจาก Global Statistics พบว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 3 ของโลก ในด้านอัตราการเกิดที่ลดลง ตั้งแต่ปี 1950 – 2024 รองจากเกาหลีใต้และจีน ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรในระยะยาว และอาจสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและแรงงานในอนาคต

แนวโน้มอัตราการเกิดที่ลดลงทั่วโลก

จากข้อมูลของ Global Statistics พบว่าประเทศที่มีอัตราการเกิดลดลงมากที่สุด ได้แก่

  1. เกาหลีใต้ อัตราการเกิดลดลง 88%
  2. จีน อัตราการเกิดลดลง 83%
  3. ไทย อัตราการเกิดลดลง 81%
  4. ญี่ปุ่น อัตราการเกิดลดลง 80%
  5. อิหร่าน อัตราการเกิดลดลง 75%
  6. บราซิล อัตราการเกิดลดลง 74%
  7. โคลอมเบีย อัตราการเกิดลดลง 72%
  8. เม็กซิโก อัตราการเกิดลดลง 72%
  9. โปแลนด์ อัตราการเกิดลดลง 71%
  10. ตุรกี อัตราการเกิดลดลง 70%

สถานการณ์ประชากรไทยปี 2567

ตัวเลขการเกิดต่ำกว่าครึ่งล้านครั้งแรกในรอบ 75 ปี

จากรายงานของ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ปี 2567 เป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในไทยต่ำกว่า 5 แสนคน โดยมีตัวเลขอยู่ที่ 462,240 คน ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องและสวนทางกับนโยบาย “มีลูกเพื่อชาติ” ที่ภาครัฐพยายามผลักดัน

การลดลงของประชากรในอนาคต

  • นักวิจัยคาดการณ์ว่า อีก 50 ปีข้างหน้า ไทยจะมีประชากรลดลงเหลือ 40 ล้านคน
  • ประชากรไทยจะลดลง เฉลี่ย 1 ล้านคนทุก ๆ 2 ปี
  • อัตราแรงงานจะลดลงจาก 37.2 ล้านคน เหลือเพียง 22.8 ล้านคน ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ปัจจัยที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง

  1. ค่าครองชีพสูงขึ้น
  • ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนรุ่นใหม่ลังเลที่จะมีบุตร
  • ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าเรียนและค่ารักษาพยาบาล
  1. การเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางสังคม
  • คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการทำงานและไลฟ์สไตล์มากกว่าการสร้างครอบครัว
  • ความนิยมในแนวคิด “DINK” (Double Income, No Kids) เพิ่มขึ้น
  1. นโยบายสนับสนุนครอบครัวที่ไม่เพียงพอ
  • สวัสดิการเพื่อครอบครัวของไทยยังไม่ครอบคลุมเท่ากับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้
  • ขาดมาตรการช่วยเหลือด้านภาษีและการดูแลเด็กเล็ก

ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย

  1. แรงงานลดลง กระทบเศรษฐกิจโดยรวม
  • จำนวนแรงงานที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและบริการ
  • อาจต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ หรือใช้เทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานมนุษย์
  1. ระบบสวัสดิการสังคมเผชิญแรงกดดัน
  • จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องใช้งบประมาณดูแลสุขภาพมากขึ้น
  • แรงงานที่ลดลงทำให้มีผู้เสียภาษีน้อยลง ส่งผลต่อรายได้ภาครัฐ

แนวทางแก้ไขและปรับตัวของประเทศไทย

  1. สนับสนุนครอบครัวและการมีบุตร
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับครอบครัวที่มีลูก
  • ขยายสวัสดิการเด็ก เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดและเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดู
  1. ปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน
  • ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน
  • เปิดรับแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือมากขึ้น
  1. เปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการมีบุตร
  • รณรงค์ให้เห็นถึงความสำคัญของครอบครัวและการมีลูก
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีลูกและการเลี้ยงดูเด็ก

บทสรุป

อัตราการเกิดที่ลดลงของไทยเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่เพียงส่งผลต่อจำนวนประชากร แต่ยังกระทบต่อแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม หากไม่มีมาตรการรับมือที่เหมาะสม ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับสังคมสูงวัยที่มีผลกระทบระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากมีนโยบายที่ดีและสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น ก็อาจช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. ทำไมอัตราการเกิดของไทยถึงลดลงอย่างมาก?

ปัจจัยหลักมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป และนโยบายสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ

  1. การลดลงของอัตราการเกิดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร?

ทำให้แรงงานลดลง ส่งผลต่ออุตสาหกรรมและบริการ อีกทั้งภาครัฐต้องแบกรับภาระสวัสดิการผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

  1. ประเทศอื่น ๆ แก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำอย่างไร?

หลายประเทศใช้มาตรการสนับสนุน เช่น เงินอุดหนุนเด็ก นโยบายภาษีที่เอื้อต่อครอบครัว และขยายสวัสดิการเลี้ยงดูเด็ก

  1. ไทยสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?

ควรเพิ่มสวัสดิการครอบครัว ปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน และส่งเสริมแนวคิดเชิงบวกเกี่ยวกับการมีบุตร

  1. ถ้าอัตราการเกิดลดลงต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต?

ประชากรอาจลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อแรงงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Global Statistics 

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
FEATURED NEWS

ม.มหิดล สร้างสรรค์‘โดรน 6 ใบพัดสมอง AI’เพื่องานเกษตรอัจฉริยะ

 
ยุคแห่ง “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farmer) เช่นปัจจุบันที่แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี ทำให้อากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” (Drone) กลายเป็นหัวใจสำคัญของเกษตรอัจฉริยะ

ที่ผ่านมา ได้มีการใช้ “โดรน” เพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ปัจจุบันได้พัฒนาสู่ “โดรน 6 ใบพัด” ที่ช่วยให้สามารถพยุงตัว และรับน้ำหนักบรรทุกได้มากขึ้น

โดยนับเป็นความท้าทายของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สร้างสรรค์พัฒนา “โดรน 6 ใบพัด“ ต้นแบบให้มีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ด้วยระบบการบินที่ควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้สามารถกะระยะได้แม่นยำมากขึ้นในระยะไกล ผ่านระบบดาวเทียมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

อาจารย์ ดร.รัตนะ บุญประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำให้ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ตอบโจทย์การทำเกษตรอัจฉริยะแนวใหม่ ให้เป็นไปในทิศทางที่ตรงจุด แบบ “เกษตรแม่นยำ“ (Precision Agriculture) ที่ทำให้โลกประหยัดทรัพยากรได้มากขึ้น

จากการประดิษฐ์และทดลองจนเห็นผล โดยใช้ประโยชน์จาก “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ในการพ่นปุ๋ยน้ำแบบแยกกระบอกปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืชเกษตรโดยองค์รวม และปุ๋ยเคมีที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตเฉพาะส่วน ทั้งราก-ผล-ดอก-ใบของพืชเกษตรได้ในคราวเดียว โดยไม่เปลืองแรงงานมนุษย์ ต้นทุน และเวลาเช่นในอดีตที่ผ่านมาต้องพ่นถึง 2 รอบ โดยได้ออกแบบให้ใช้ปริมาณเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการสิ้นเปลืองและตกค้างในสิ่งแวดล้อม

จากคุณสมบัติพิเศษของ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ที่สามารถบินแบบกะระยะได้อย่างแม่นยำ พร้อมควบคุมผ่านดาวเทียมแม้จากข้ามทวีป ทำให้การดูแลพืชเกษตรเป็นไปโดยตรงจุด และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ช่วยในการผสมเกสรพืชเกษตร อาทิ ข้าวโพด และยังสามารถใช้ลมใต้ปีกของ “โดรน 6 ใบพัดสมอง AI“ ในการปัดเป่าความชื้นที่ก่อให้เกิดเชื้อราบนใบพืช ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ชาวสวนยางพาราต้องเผชิญได้ต่อไป ปรับเปลี่ยนได้ตามมุมมองของโจทย์ปัญหา ตามความมุ่งหมายของผู้วิจัยได้ต่อไปอีกด้วย

โดยนับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ “มหาวิทยาลัยมหิดล” ในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานฯ ที่จะทำให้โลกได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่อเกษตรอัจฉริยะใช้กันต่อไปอย่างแพร่หลาย

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

ม.เชียงใหม่ ติดอันดับ 99 จาก 300 มหาวิทยาลัยดีที่สุดในเอเชีย

 

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2566 Quacquarelli Symonds (QS) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้เผยการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2024 (World University Rankings 2024) โดยใช้หลักพิจารณาความเป็นเลิศใน 9 ด้าน ประกอบไปด้วย ชื่อเสียงด้านวิชาการ (Academic Reputation) ทัศนคติของผู้จ้างงานต่อบัณฑิตของแต่ละมหาวิทยาลัย (Employer Reputation) สัดส่วนคณาจารย์ต่อนักศึกษา (Faculty Student Ratio) สัดส่วนจำนวนการอ้างอิงต่อผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ (Citations per Faculty) สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่างชาติ (International Faculty Ratio) สัดส่วนจำนวนนักศึกษาต่างชาติ (International Student Ratio) เครือข่ายวิจัยนานาชาติ(International Research Network) ผลลัพธ์ด้านการจ้างงาน (Employment Outcomes) และ ความยั่งยืน(Sustainability)

 

มหาวิทยาลัย 20 อันดับแรกของเอเชีย มีดังนี้

อันดับ 1 มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) จีน

อันดับ 2 มหาวิทยาลัยฮ่องกง (The University of Hong Kong) ฮ่องกง

อันดับ 3 มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) สิงคโปร์

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (Nanyang Technological University) สิงคโปร์

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) จีน

อันดับ 6 มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) จีน

อันดับ 7 มหาวิทยาลัยฟูตัน (Fudan University) จีน

อันดับ 8 มหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University) เกาหลีใต้

อันดับ 9 มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) เกาหลีใต้

อันดับ 10 มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) ฮ่องกง

อันดับ 11 มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง (Shanghai Jiao Tong University) จีน

อันดับ 11 มหาวิทยาลัยมาลายา (University Malaya) มาเลเซีย

อันดับ 13 สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเกาหลี (KAIST) เกาหลีใต้

อันดับ 14 มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) ญี่ปุ่น

อันดับ 15 มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งฮ่องกง (HKUST) ฮ่องกง

อันดับ 16 มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) เกาหลีใต้

อันดับ 17 มหาวิทยาลัยซิตี้ฮ่องกง (City University of Hong Kong)

อันดับ 17 มหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) ญี่ปุ่น

อันดับ 19 มหาวิทยาลัยซองคยุนกวาน (Sungkyunkwan University) เกาหลีใต้

อันดับ 20 มหาวิทยาลัยโทโฮคุ (Tohoku University) ญี่ปุ่น

สำหรับอันดับมหาวิทยาลัยไทยในเอเชียที่อยู่ใน Top 300 พบว่า

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่อันดับที่ 37

มหาวิทยาลัยมหิดลอันดับที่ 47

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 99

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับ 140

มหาวิทยาลัยเกริก อันดับ 149

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับ 150

มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับ 171

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับ 195

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  อันดับ 246

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Quacquarelli Symonds

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS NEWS UPDATE

4 มหาวิทยาลัยไทย จุฬาฯ-มหิดล-มช.-มข. ติดอันดับ Top 100 เวทีโลก

4 มหาวิทยาลัยไทย จุฬาฯ-มหิดล-มช.-มข. ติดอันดับ Top 100 เวทีโลก

Facebook
Twitter
Email
Print

เมื่อ4 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่ Times Higher Education (THE) ซึ่งเป็นผู้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีที่สุดโลกที่เป็นที่ยอมรับแห่งหนึ่ง ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ THE Impact Rankings ประจำปี 2566 โดยมีสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 1,591 แห่ง จาก 112 ประเทศ และสถาบันอุดมศึกษาไทยเข้ารับการจัดอันดับทั้งสิ้น 65 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2022 ซึ่งมีจำนวน 52 แห่ง โดยสถาบันอุดมศึกษาไทยในปีนี้ที่ติดอันดับ Top 100 แบบคะแนนรวม มีจำนวน 4 สถาบัน เพิ่มจากปีที่แล้วที่ติดอันดับ Top 100 มีจำนวน 2 สถาบัน ได้แก่ 

– จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับที่ 17 

– มหาวิทยาลัยมหิดล ติดอันดับที่ 38 

– มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ติดอันดับที่ 74 

– มหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดอันดับที่ 97


นอกจากนี้ ยังมีสถาบันอุดมศึกษาของไทย ที่ได้รับการจัดอันดับ Top 10 ของโลกในด้านต่าง ๆ อีก 6 ประเด็น ดังนี้ 
-มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 3 ใน SDG3 เรื่องสร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย รวมทั้งอันดับ 5 ใน SDG7 เรื่องสร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยาว์ และยังได้อันดับ 5 ใน SDG17 เรื่องเสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  
-มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้อันดับที่ 4 ใน SDG1 เรื่องขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ 
-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับที่ 7 ใน SDG5 เรื่องบรรลุความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมอำนาจให้แก่สตรีและเด็กหญิง และ
-มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อันดับที่ 9 ใน SDG2 เรื่อวยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

“นายกฯ ยินดีและชื่นชมสถาบันอุดมศึกษาของไทย ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ชาติใด ทุกสถาบันต่างมีความแตกต่างและความเป็นเลิศที่เฉพาะตัว โดยเฉพาะการมุ่งสู่ความยั่งยืนในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาของไทยมีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล ทั้งนี้ ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาที่มีพื้นฐานที่ดี ในการทำงานที่ตอบโจทย์ของประเทศรวมทั้งความยั่งยืนที่กำหนดโดยสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาล และ อว. พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลังเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาไทยก้าวสู่ความสำเร็จและเป็นกลไกสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไป” 
นายอนุชาฯ กล่าว 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Times Higher Education (THE)

Facebook
Twitter
Email
Print
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News