Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมสุราชุมชนเชียงราย! มฟล. เปิดคอร์สติวเข้มผู้ประกอบการ 40 ราย ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตรฐานโลก

สรรพสามิตเชียงรายจับมือ มฟล. เปิดหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ยกระดับสุราชุมชนสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่กำลังมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรม จังหวัดเชียงรายได้ก้าวอีกขั้นด้วยการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อยกระดับ “สุราชุมชน” จากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย ร่วมกับสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเปิดหลักสูตร “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน” หลังจากหลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้กรอบโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่

การลงนามครั้งนี้มีนางสาวนงลักษณ์ กุศล สรรพสามิตพื้นที่เชียงราย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา คณบดีสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมลงนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายให้สามารถผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

จุดตั้งต้นของความร่วมมือ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากแต่สะท้อนบริบทเชิงนโยบายที่รัฐต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมเครื่องดื่มท้องถิ่นให้เข้าสู่ระบบที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิดการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระบุว่า การผลิตสุราชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังการผ่อนคลายกฎระเบียบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีสรรพสามิต

จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีภูมิปัญญาด้านการหมักและการกลั่นในชุมชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์ จึงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตแบบครัวเรือนสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่สามารถขยายตลาดได้

โครงสร้างหลักสูตรและสมรรถนะที่มุ่งสร้าง

หลักสูตรที่เปิดตัวครั้งนี้ออกแบบโดยสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ เป็นผู้ประสานงานโครงการ

เนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วยสามมิติสำคัญ

ประการแรก คือ ความรู้เชิงวิชาการและทักษะทางเทคนิค ผู้เรียนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการหมักและการกลั่นตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การควบคุมอุณหภูมิและเวลา การเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด

ประการที่สอง คือ มาตรฐานความปลอดภัยและการวิเคราะห์คุณภาพ หลักสูตรเน้นการตรวจสอบคุณภาพทางเคมีและจุลชีววิทยา เพื่อป้องกันสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย เช่น เมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค การสร้างระบบควบคุมคุณภาพในระดับชุมชนจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมนี้

ประการที่สาม คือ ความรู้ด้านกฎหมายและการดำเนินธุรกิจ ผู้เรียนจะได้รับความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดของกรมสรรพสามิต การขออนุญาตผลิตและจำหน่าย การจัดทำบัญชีต้นทุน และการวางแผนธุรกิจเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

กลุ่มเป้าหมายและรูปแบบการเรียน

หลักสูตรรุ่นที่หนึ่งเปิดรับผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายจำนวน 40 ราย ใช้ระยะเวลาเรียน 4 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับเกียรติบัตรจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรับรองมาตรฐานความรู้และความสามารถ

การกำหนดจำนวนผู้เรียนที่จำกัดสะท้อนแนวทางการพัฒนาแบบเข้มข้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบของมหาวิทยาลัย

มิติทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน

ในบริบทของจังหวัดเชียงรายซึ่งมีบทบาทเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองสุขภาพ การมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และได้มาตรฐานสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงปี 2567 ชี้ว่า จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี หากผลิตภัณฑ์สุราชุมชนสามารถเข้าสู่ตลาดโรงแรม ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลอดอากรได้ ย่อมสร้างรายได้หมุนเวียนเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

นางสาวนงลักษณ์ กุศล ระบุว่า การส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีการผลิต พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมั่นคง

ความท้าทายด้านกฎหมายและมาตรฐาน

แม้การเปิดเสรีในบางส่วนของกฎหมายสุราชุมชนจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ข้อกำหนดด้านภาษีและการควบคุมคุณภาพยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

กรมสรรพสามิตในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของผู้บริโภค

การมีหลักสูตรที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับข้อกำหนดทางกฎหมายจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตรายย่อยกับระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

มุมมองเชิงนโยบายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นกรอบสนับสนุนหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายปฏิรูปการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง และสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการตลาด

เมื่อพิจารณาในภาพรวม การพัฒนาหลักสูตรลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเสริมสร้างทักษะ ไม่ใช่เพียงการให้เงินอุดหนุน

หากผู้ประกอบการสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีมาตรฐานและมีเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมประกอบ ย่อมสร้างคุณค่าเชิงสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ของเชียงราย

บทสรุป

ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการเปิดหลักสูตรอบรมระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามวางรากฐานใหม่ให้แก่สุราชุมชนในจังหวัดเชียงราย

จากภูมิปัญญาที่สืบทอดกันในชุมชน สู่กระบวนการผลิตที่ผ่านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ จากการจำหน่ายในวงจำกัด สู่การขยายตลาดที่มีมาตรฐานรองรับ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่เข้มข้น การยกระดับทักษะและการสร้างความรู้ที่ถูกต้องอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า สุราชุมชนจะเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้าน หรือจะก้าวขึ้นเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่จังหวัดเชียงรายในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย แถลงข่าววันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารโครงการหลักสูตรปี 2569
  • สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข้อมูลโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปีงบประมาณ 2569
  • กรมสรรพสามิต ข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2567
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายดีเดย์ 1-3 มี.ค. 69 จัดงาน 2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง ดันเศรษฐกิจดอย

2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า เชียงรายปักหมุดไหว้สาพระธาตุดอยตุง 2569 ดันศรัทธาเป็นซอฟต์พาวเวอร์ กระจายเศรษฐกิจชุมชนบนดอย

เชียงราย,21 กุมภาพันธ์ 2569 – สายลมปลายหนาวเหนือยอดดอยตุงมักพาเรื่องเล่ากลับมาเสมอ เรื่องเล่าของเส้นทางจาริกที่คนรุ่นก่อนเคยก้าวด้วยเท้าเปล่า เรื่องเล่าของธงตุงที่เคยปลิวเป็นสัญลักษณ์กำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องเล่าของพระบรมสารีริกธาตุที่ชาวล้านนายกไว้เป็นหัวใจของศรัทธา

ปี 2569 จังหวัดเชียงรายกำลังทำให้เรื่องเล่านั้น “จับต้องได้” อีกครั้ง ผ่านงานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ภายใต้แนวคิด “2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” ซึ่งกำหนดจัดกิจกรรมหลักระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 มีนาคม 2569 และมีกิจกรรมต่อเนื่องในพื้นที่วัดศาลาเชิงดอยถึงวันที่ 7 มีนาคม ตามรายละเอียดที่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในตัวเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่น่าจับตาในปีนี้ ไม่ได้อยู่เพียงความคึกคักของงานบุญประจำปี หากอยู่ที่ “โจทย์ใหม่” ของเชียงรายในการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจ โดยยังรักษาแก่นของศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมไว้ให้มั่นคง

แถลงข่าวกลางเมือง ก่อนขยับสู่ยอดดอย

บรรยากาศการแถลงข่าววันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานจริงใจ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย สะท้อนความพยายามของจังหวัดในการสื่อสารงานประเพณีให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้มาเยือนมากขึ้น โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประสงค์ หล้าอ่อน เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนเข้าร่วม

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีผู้ร่วมให้ข้อมูลหลัก 3 หน่วยงาน ได้แก่ ฝ่ายบริหารจังหวัด ฝ่ายวัฒนธรรม และฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยสาระสำคัญชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า งานประเพณีปี 2569 จะยืนอยู่บนฐานศรัทธา แต่จะสื่อสารด้วยภาษาของยุคสมัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ “เข้าใจและอยากมาร่วม” ไม่ใช่เพียง “รับรู้ว่ามี”

พระธาตุดอยตุงในหน้าประวัติศาสตร์ล้านนา และตำนานที่ทำให้ศรัทธาไม่เคยเก่า

ความสำคัญของพระธาตุดอยตุงไม่ได้เป็นเพียงการเป็นจุดหมายปลายทางบนภูเขา หากเป็น “สัญลักษณ์การตั้งหลัก” ของความเชื่อและประวัติศาสตร์ในพื้นที่เชียงรายและล้านนา

ฐานข้อมูลภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติระบุตำนานว่า เดิมบริเวณพระธาตุดอยตุงมีชื่อว่า “ดอยดินแดง” และในสมัยพระเจ้าอุชุตะราช รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวัต ผู้ครองนครโยนกนาคนคร เมื่อปี พ.ศ. 1452 พระมหากัสสปได้นำพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้ายมาถวาย จากนั้นมีการสร้างพระสถูปและใช้ “ตุง” หรือธงเป็นสัญลักษณ์กำหนดพื้นที่ จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “ดอยตุง” ในเวลาต่อมา

ข้อมูลเดียวกันยังกล่าวถึงการสืบต่อในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราชที่มีการสร้างพระสถูปอีกองค์หนึ่งตั้งคู่กัน และชาวเชียงรายมีประเพณีเดินขึ้นดอยบูชาพระธาตุเป็นประจำทุกปี

การยกเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ขึ้นมาในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการบอกเล่าความเก่าแก่ หากเป็นการทำให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า งานบุญครั้งนี้มีราก และรากนั้นกำลังถูกต่อยอดอย่างระมัดระวัง

น้ำสรงพระราชทาน และความหมายของพิธีที่โยงใจคนทั้งจังหวัด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ข้อมูลระบุ คือการมีน้ำสรงพระราชทาน รวมถึงผ้าห่มพระธาตุพระราชทานและผ้าไตรพระราชทาน เพื่อใช้ประกอบพิธี ซึ่งในเชิงสังคมวัฒนธรรมถือเป็น “น้ำหนักทางจิตใจ” ที่ทำให้การรวมตัวของผู้คนมีความหมายมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่ประเพณีเป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนหลายรุ่นและหลายชุมชนเข้าหากัน

อย่างไรก็ดี ในมิติข่าวสารสาธารณะ ประเด็นนี้ควรถูกนำเสนอด้วยความสำรวมและยึดถ้อยคำเชิงพิธีการ ไม่ขยายความเกินข้อเท็จจริง เพื่อคงความเหมาะสมของเนื้อหาและมาตรฐานวิชาชีพ

โครงเรื่องสามวัน ที่ออกแบบให้ศรัทธาเดินไปพร้อมชีวิตสมัยใหม่

เมื่อพิจารณารายละเอียดกิจกรรม งานปี 2569 ถูกออกแบบให้ “มีจังหวะ” ชัดเจน เริ่มจากกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย ขยับสู่พิธีกรรมแกนกลาง และปิดท้ายด้วยขบวนศรัทธาระดับจังหวัด

วันที่ 1 มีนาคม 2569 เปิดงานด้วยวิ่งและปั่น 2008 ปีสืบสาน

กิจกรรม “วิ่งและปั่น 2008 ปีสืบสาน สู่ลานพระธาตุดอยตุง” ถูกกำหนดเป็นประตูบานแรกของงาน โดยข้อมูลระบุระยะทางวิ่ง 17.5 กิโลเมตร และปั่นจักรยาน 23 กิโลเมตร เปิดรับผู้สมัคร 1,000 คน

นัยสำคัญของกิจกรรมนี้ คือการทำให้ “ศรัทธา” ถูกตีความใหม่ในภาษาสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอาจเริ่มต้นด้วยการมาวิ่งหรือปั่น แล้วค่อยเดินเข้าสู่พิธีกรรมตามจังหวะของตนเอง นี่คือวิธีทำให้ประเพณีไม่ถูกแช่แข็งอยู่ในพิธีการ แต่ยังคงอยู่ในชีวิตร่วมสมัย

วันที่ 2 มีนาคม 2569 ธรรมยาตรา น้ำทิพย์ และขบวนเชิญน้ำสรง

วันที่สองถูกวางให้เป็น “แกนกลางทางจิตวิญญาณ” ของงาน โดยกำหนดกิจกรรมธรรมยาตราเริ่มเวลา 05.00 น. เป็นการเดินจาริกจากอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยที่วัดศาลาเชิงดอย ไปตามเส้นทางเดินเท้าสู่พระธาตุดอยตุง

หลังจากนั้นมีพิธีตักน้ำ ณ บ่อน้ำทิพย์ เพื่อเตรียมใช้ในพิธีสรงน้ำ และมีขบวนเชิญน้ำสรงพระราชทานและสิ่งของพระราชทานเข้าสู่พื้นที่พิธี ก่อนพิธีเจริญพระพุทธมนต์และสวดเบิกสมโภชในช่วงเวลา 18.00 น.

ในเชิงการเล่าเรื่อง นี่คือวันที่ศรัทธาถูกแปลเป็น “การเดิน” และ “การรอคอย” ผู้ร่วมงานจำนวนมากไม่ได้มองหาความสะดวกสบายเป็นอันดับแรก แต่มองหาโอกาสได้อยู่ใกล้ความหมายทางใจ การเดินตั้งแต่ยามเช้าจึงไม่ใช่ความเหนื่อย แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

วันที่ 3 มีนาคม 2569 ขบวน 18 อำเภอ ฟ้อนเล็บ ขบวนชาติพันธุ์ และพิธีสรงน้ำหัวใจของงาน

วันสุดท้ายคือวันที่ภาพของเชียงรายทั้งจังหวัด “เดินขึ้นดอยพร้อมกัน” ตามข้อมูลระบุว่ามีกิจกรรมทำบุญตักบาตรเวลา 05.00 น. พิธีบวงสรวงเวลา 07.00 น. และเริ่มขบวนเครื่องสักการะตามจารีตล้านนาจาก 18 อำเภอ พร้อมขบวนฟ้อนเล็บเชียงรายและขบวนชาติพันธุ์ในเวลา 08.00 น.

จากนั้นมีพิธีสืบชะตาหลวงล้านนาเวลา 09.00 น. และพิธีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงเวลา 09.39 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธีตามกำหนดการที่แนบมา

นัยสำคัญของวันนี้ คือการทำให้ “ความหลากหลาย” กลายเป็น “ความพร้อมเพรียง” เพราะขบวนจาก 18 อำเภอไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ หากเป็นการสื่อสารว่าเชียงรายมีศรัทธาร่วมกัน แม้ผู้คนจะมีภูมิหลังต่างกัน และในมิติการท่องเที่ยว นี่คือภาพที่สร้างแรงดึงดูดสูง เพราะเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถจำลองได้ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป

กิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม โจทย์สำคัญคือทำให้เม็ดเงินถึงมือรายย่อย

ข้อมูลระบุว่าระหว่างวันที่ 1 ถึง 7 มีนาคม 2569 จะมีกิจกรรมต่อเนื่อง ณ วัดศาลาเชิงดอย ทั้งการจำหน่ายสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น การแสดง และกิจกรรมทางศาสนาบางส่วน

หากมองในมุมเศรษฐกิจชุมชน นี่คือ “จุดเชื่อม” ที่สำคัญ เพราะงานใหญ่บนยอดดอยมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และความจุ ขณะที่กิจกรรมต่อเนื่องด้านล่างสามารถทำหน้าที่รองรับผู้คน กระจายการใช้จ่าย และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีบทบาทมากขึ้น

โจทย์ของผู้จัดคือการรักษาสมดุล ระหว่างความคึกคักกับการจัดการจราจร ความปลอดภัย ความสะอาด และประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน เพราะเมื่อใดที่ประสบการณ์ถูกลดทอน ภาพจำของงานประเพณีจะเสียหายเร็วกว่าที่คิด

ท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในโลกจริง ต้องตอบคำถามเรื่องการเดินทางและความพร้อมของเมือง

การประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการมักทำให้ภาพงานงดงามในเชิงพิธีกรรม แต่สำหรับผู้อ่านข่าวเชิงลึก คำถามที่ตามมาคือ “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับคนจำนวนมากในเวลาใกล้กัน

ความพร้อมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงที่จอดรถหรือห้องน้ำ แต่รวมถึงการบริหารเส้นทางขึ้นดอยตุง การกำกับความปลอดภัยในช่วงเช้ามืดของธรรมยาตรา การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ และการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนต่อผู้มาเยือน

มุมนี้ไม่ใช่การตั้งข้อสงสัยเพื่อบั่นทอนงาน แต่เป็นการสะท้อนมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ที่ผู้คนคาดหวังให้ “ศรัทธาเดินคู่กับความปลอดภัย” และ “ประเพณีเดินคู่กับการจัดการที่ดี”

มิติซอฟต์พาวเวอร์ของเชียงราย เมื่อประเพณีไม่ใช่เพียงงานประจำปี

ในภาพใหญ่ งานพระธาตุดอยตุง 2569 มีส่วนประกอบที่พร้อมต่อยอดสู่ซอฟต์พาวเวอร์อย่างน้อย 4 มิติ

มิติแรกคือประวัติศาสตร์และเรื่องเล่า ที่มีรากชัดและมีแหล่งอ้างอิงได้ ทั้งตำนานการสร้างและการสืบทอดประเพณี

มิติที่สองคือศิลปะการแสดงและอัตลักษณ์ เช่น ฟ้อนเล็บเชียงรายและขบวนชาติพันธุ์ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของผู้คนในจังหวัด

มิติที่สามคือกิจกรรมร่วมสมัย อย่างวิ่งและปั่น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงงานได้โดยไม่รู้สึกห่าง

มิติที่สี่คือเศรษฐกิจชุมชน ผ่านพื้นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นและการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ซึ่งหากบริหารดีจะทำให้งานบุญไม่ใช่รายจ่ายของรัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่คนตัวเล็กในพื้นที่

อย่างไรก็ดี ซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืนต้องไม่เร่งเพียงภาพสวย แต่ต้องรักษาความจริงใจของชุมชนและความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ เมื่อใดที่งานถูกทำให้เป็นเพียงฉากถ่ายรูป ความหมายจะค่อย ๆ ถอยห่าง และศรัทธาจะเปราะบางกว่าที่คิด

สิ่งที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทำได้ทันที เพื่อร่วมงานอย่างรับผิดชอบ

ผู้จัดเชิญชวนให้ประชาชนร่วมงานพร้อมเพรียงกัน ขณะที่ผู้ร่วมงานเองสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานงานได้ด้วยพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ส่งผลจริง

วางแผนการเดินทางล่วงหน้าและติดตามประกาศเส้นทางหรือจุดจอดรถจากช่องทางทางการของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เคารพพื้นที่ศาสนสถาน แต่งกายสุภาพ และลดพฤติกรรมที่รบกวนพิธีกรรม โดยเฉพาะช่วงพิธีสำคัญตอนเช้า

สนับสนุนสินค้าชุมชนอย่างพอดี ไม่ต่อราคาจนกระทบรายย่อย และช่วยกันรักษาความสะอาดเพื่อลดภาระการจัดการขยะบนพื้นที่สูง

หากพาผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กมาร่วมงาน ควรหลีกเลี่ยงช่วงแออัดจัดและเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เพราะสภาพอากาศบนดอยเปลี่ยนเร็ว

ศรัทธาที่ไม่เคยเก่า และโจทย์ใหม่ของเชียงรายในปี 2569

งานนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงประจำปี 2569 กำลังสะท้อนภาพเชียงรายที่พยายามเดินสองทางพร้อมกัน คือรักษารากศรัทธาที่สืบทอดมายาวนาน และยกระดับงานประเพณีให้ตอบโจทย์ผู้คนในยุคใหม่

เรื่องเล่าของดอยตุงในตำนานที่โยงกับพระเจ้าอุชุตะราชและการสร้างพระสถูป จนเกิดชื่อดอยตุงจาก “ตุง” หรือธง ย้ำว่าศรัทธาในพื้นที่นี้มีรากลึกและมีความหมายทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายได้ ขณะเดียวกัน รายละเอียดกิจกรรม 1 ถึง 3 มีนาคม และกิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม กำลังบอกว่าเชียงรายต้องการให้ศรัทธาเป็นพลังร่วมสมัย ทั้งในมิติสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่างานจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่คือเชียงรายจะทำให้งานยิ่งใหญ่นั้น “ลงถึงคน” ได้มากแค่ไหน ลงถึงชุมชน ลงถึงผู้ประกอบการรายย่อย และลงถึงความรู้สึกของผู้มาเยือนว่าได้กลับบ้านทางใจ แม้จะมาเพียงสามวันบนยอดดอย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • รายละเอียดกำหนดการและสาระการแถลงข่าว งานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี 2569 อ้างอิงจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุการแถลงข่าววันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดจัดงานวันที่ 1 ถึง 3 มีนาคม 2569 รวมถึงกิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม
  • ข้อมูลตำนานและประวัติพื้นฐานเกี่ยวกับดอยตุงและพระธาตุดอยตุง อ้างอิงจากฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม หน้า “ดอยตุง” ซึ่งระบุปี พ.ศ. 1452 และที่มาของชื่อดอยตุงจากคำว่า ตุง
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

Illus Illy ปลุกกระแสสัตว์วิเศษล้านนา! จากตำนานโบราณสู่ตัวการ์ตูนร่วมสมัยที่ทุกคนตามหาในสิงห์ปาร์ค

เมื่อสัตว์วิเศษล้านนากลับมามีชีวิตในรูปแบบร่วมสมัย กลุ่มศิลปินเชียงรายสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนจากตำนานโบราณสู่ปรากฏการณ์ที่ทุกคนตามหา

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ควันหลงจากการจัดงาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ยังคงทิ้งเรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยเฉพาะตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษที่กลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้เข้าร่วมงาน สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ ผลงานชุดนี้เกิดจากฝีมือของกลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ชาวเชียงราย ที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ Illus Illy ซึ่งได้นำสัตว์ในตำนานต่างๆ ของล้านนามาตีความหมายใหม่ จนกลายเป็นตัวละครที่ทั้งน่ารักและยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว

สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวที่ปรากฏในงานครั้งนี้ ประกอบด้วยแมงสี่หูห้าตา พญานาคี ช้างงู โต และสิงห์มอม ซึ่งแต่ละตัวล้วนมีรากฐานมาจากตำนานและความเชื่อของชาวล้านนาที่สั่งสมกันมายาวนาน แต่ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ทำให้ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นผ่านรูปแบบที่สนุกสนานและน่าติดตาม

การเดินทางจากตำนานสู่ความร่วมสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสัตว์วิเศษเหล่านี้ในต้นแบบดั้งเดิมมักมีรูปลักษณ์ที่ดุดันและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ศศนันท์ บุตรขุนทอง หนึ่งในสมาชิกหลักของทีม Illus Illy อธิบายถึงความท้าทายในการออกแบบว่า การลดทอนโดยไม่ลดคุณค่าคือหัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้ โดยทีมงานได้เลือกปรับภาษาทางสายตาให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับเด็ก แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและเอกลักษณ์สำคัญไว้ เช่น รูปทรง เขา เกล็ด และท่วงท่า จากนั้นจึงปรับสัดส่วนและเส้นสายให้โค้งมนนุ่มนวลขึ้น ลดรายละเอียดที่ซับซ้อน และเลือกใช้โทนสีที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร สดใส และอบอุ่น

ทีมงานเล่าว่ากระบวนการออกแบบเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิดในตำนาน รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการตีความใหม่นั้นจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสูญเสียคุณค่าทางวัฒนธรรม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ตัวละครใดตัวหนึ่ง แต่คือการทำให้ทุกตัวมีบุคลิกที่ชัดเจนในขณะที่ยังคงยึดโยงกับต้นแบบทางวัฒนธรรมอย่างมั่นคง

ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ อีกหนึ่งสมาชิกของทีม กล่าวถึงรายละเอียดที่ถูกใส่เข้าไปในการออกแบบว่า ทีมได้ใส่รายละเอียดเล็กๆ ที่ผู้คนในเชียงรายสามารถจดจำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเฉพาะ ลวดลายที่อ้างอิงจากงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น หรือโทนสีที่สัมพันธ์กับภูมิทัศน์ของพื้นที่ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ตัวละครมีรากทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแฟนตาซีที่ลอยตัว แต่เป็นตัวแทนเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การผสมผสานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ผ่านลายผ้า

สิ่งที่ทำให้ผลงานชุดนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่การออกแบบตัวละครที่น่ารัก แต่ยังรวมถึงการนำลายผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเชียงรายมาผสมผสานอย่างมีความหมาย โดยเฉพาะลายผ้าของชาวลาหู่และชาวไทใหญ่ กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ หนึ่งในทีมออกแบบ อธิบายว่าทีมไม่ได้เลือกลายผ้าจากความสวยงามเท่านั้น แต่เลือกจากเรื่องราวที่จะถูกผสานเข้าไปในโครงสร้างของตัวละคร

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละคร โต ที่มีแรงบันดาลใจมาจากตำนานความเชื่อของชาวไทใหญ่ ทีมงานจึงใส่ลายผ้าลักษณะพิเศษของชาวไทใหญ่เข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของสัตว์วิเศษนั้น การผสมผสานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของจังหวัดเชียงรายที่มีประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน และแต่ละกลุ่มก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของตนเอง

การตัดสินใจเลือกใช้ลายผ้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องราวของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อย่างถ่องแท้ เพื่อให้การนำมาใช้นั้นมีความเหมาะสมและแสดงความเคารพต่อเจ้าของวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารเรื่องราวของความหลากหลายนี้ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและชื่นชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

การวางตัวละครตามบริบทสถานที่

สัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้ถูกวางอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าในสิงห์ปาร์ค แต่มีการออกแบบตำแหน่งอย่างพิถีพิถันให้สอดคล้องกับบริบทของสถานที่นั้นๆ ชยพล ทุนอินทร์ สมาชิกทีมอีกคนหนึ่ง อธิบายว่าทีมมองว่าสัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้แค่ตั้งอยู่ แต่มีบทบาทของตัวเองในพื้นที่นั้น บางตัวมีหน้าที่ต้อนรับ บางตัวเป็นผู้เฝ้ามอง บางตัวสอดคล้องกับธรรมชาติและพื้นที่ หน้าตาและท่าทางของแต่ละตัวถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีเหตุผล

ตัวอย่างเช่น พญานาคีที่ถูกวางไว้บริเวณใกล้น้ำ สะท้อนถึงความเชื่อเดิมที่ว่าพญานาคเป็นผู้ปกป้องแหล่งน้ำและเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ หรือช้างงูที่ถูกวางไว้ในทุ่งดอกไม้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสัตว์ผสมที่มีทั้งความอ่อนโยนของช้างและความคล่องแคล่วของงู การวางตำแหน่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสมจริงทางเรื่องเล่า แต่ยังช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการและเข้าใจบริบทของแต่ละตัวละครได้ดีขึ้น

ประสบการณ์การผจญภัยผ่านกิจกรรมสะสมแสตมป์

นอกจากรูปปั้นของสัตว์วิเศษที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ แล้ว ทางสิงห์ปาร์คยังได้จัดกิจกรรมสะสมแสตมป์ที่จุดประสงค์คือการกระตุ้นให้ครอบครัวได้สำรวจพื้นที่ทั้งหมดและเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์แต่ละตัว รัชรินทร์ อินธุระ สมาชิกทีม เล่าถึงกระบวนการเตรียมงานว่า ก่อนเปิดงานทีมได้มีการลองเดินเส้นทางและสวมบทบาทเป็นนักผจญภัยเอง พบว่าความสนุกและตื่นเต้นเกิดขึ้นในหลายจังหวะ เช่น เวลาใกล้ถึงแต่ละจุดจะมีความลุ้น มีคำถามกันว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า มีการชะเง้อมองตั้งแต่รถยังไม่จอด หรือความรู้สึกตื่นเต้นที่มองเห็นตัวโมเดลจากระยะไกล

สิ่งที่ทีมคาดหวังมากที่สุดคือการเห็นบทสนทนาระหว่างพ่อแม่และลูกที่ยืนอยู่หน้าสัตว์แต่ละตัว คุณพ่อคุณแม่อาจจะเสริมเรื่องราวว่า พญานาคีตัวนี้โผล่ขึ้นมาจากน้ำมารอต้อนรับพวกเราตรงนี้ หรือช้างงูที่รอจนง่วงอยู่ในทุ่งดอกไม้แต่ก็ยังแอบลืมตามาทักทาย นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีบ่อหงส์ ทุ่งดอกไม้ และสวนสัตว์ให้เด็กได้สำรวจ หลังจากสะสมแสตมป์ครบจึงไม่ใช่แค่การมาแลกของรางวัล แต่เป็นการปิดไดอารี่วันนั้นด้วยประสบการณ์ที่เต็มอิ่มไปด้วยเรื่องราวของสัตว์ในตำนาน การได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว และการได้เปิดประสบการณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในเส้นทางฟาร์มทัวร์อีกด้วย

สินค้าที่ระลึกในฐานะทูตวัฒนธรรม

ผลงานของ Illus Illy ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปปั้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าต่างๆ เช่น แผนที่ พัด สติกเกอร์ และลวดลายของรถโดยสาร ธัญวีร์ เพ็งรัตน์ สมาชิกทีมอธิบายว่า ด้วยความตั้งใจออกแบบตัวละครให้มีความแปลกใหม่จากภาพเดิม เข้าถึงง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และด้วยสีสันที่น่ารัก ทีมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะสร้างความสะดุดตาให้กับผู้ที่พบเห็น

จุดประสงค์ในการทำพัดคือเพื่อให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อในชีวิตประจำวัน พกพาได้ และทีมยังแอบใส่เรื่องเล่าสนุกๆ ลงไปในด้านหลังพัด รวมถึงตัวแผ่นพับ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์และยังสามารถเล่าต่อให้กับผู้คนต่อไปได้ ส่วนสติกเกอร์ลายสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวก็สามารถนำไปติดเคสโทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ก หรือขวดน้ำ ด้วยดีไซน์ที่น่ารักเข้าถึงได้ ทีมคาดหวังให้มีการมองเห็นและการเล่าต่อถึงประสบการณ์และเรื่องราวที่ได้พบเจอในเส้นทางการผจญภัยครั้งนี้

การออกแบบสินค้าเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นการขยายการเข้าถึงของตัวละครและเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อผู้คนนำพัดหรือสติกเกอร์กลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็กลายเป็นทูตวัฒนธรรมที่ช่วยเผยแพร่เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาไปยังคนรอบข้าง สร้างการรับรู้และความสนใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบอินทรีย์

เชียงรายในฐานะแหล่งวัตถุดิบทางวัฒนธรรม

เมื่อถูกถามว่าเชียงรายมีวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอะไรอีกบ้างที่รอให้คนรุ่นใหม่หยิบมาพัฒนา ทีม Illus Illy ตอบอย่างมั่นใจว่าจังหวัดเชียงรายมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา หรือวัฒนธรรมของเมืองเชียงแสนในอดีต มีเรื่องราว ตำนาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมไปถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่รอให้เหล่านักสร้างสรรค์ ศิลปิน หรือคนรุ่นใหม่ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดในวิธีที่หลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรักษาไว้ในรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่สามารถนำมาตีความใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัยและสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลกระทบต่อวงการศิลปะท้องถิ่น

ความร่วมมือกับสิงห์ปาร์คในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การสร้างสรรค์ผลงานชุดหนึ่ง ทีมงานคาดหวังว่าจะได้เห็นความมั่นใจของศิลปินในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โปรเจกต์นี้คือการพิสูจน์ว่างานที่มีรากฐานจากท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นงานดั้งเดิมที่หยุดนิ่งเสมอไป แต่สามารถพัฒนาและตีความใหม่ให้ร่วมสมัยได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเคารพรากเหง้าและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

ทีมอยากให้คนในพื้นที่เห็นว่าของบ้านเราสามารถเติบโตและต่อยอดจนมีมาตรฐานในระดับสากลได้ โดยไม่ต้องทิ้งตัวตนที่แท้จริงของมัน การได้รับโอกาสจากองค์กรขนาดใหญ่อย่างสิงห์ปาร์คยังเป็นการเปิดประตูให้ศิลปินท้องถิ่นคนอื่นๆ เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้แสดงผลงานและสร้างอาชีพจากความสามารถของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่

ความร่วมมือครั้งนี้จะไม่เพียงเป็นการยกระดับศักยภาพของนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ตลอดจนกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

การรับมือกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์

การนำสัตว์ในตำนานมาตีความใหม่ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าผิดเพี้ยนหรือไม่เคารพต้นฉบับ ทีมงานยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเชื่อว่าการตีความหมายใหม่ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการทำให้ตำนานกลับมามีชีวิต วิธีการสื่อสารของทีมคือการให้เกียรติที่มา ศึกษาข้อมูล และอธิบายเจตนาอย่างชัดเจน

ทีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคนรุ่นเก่าเห็นถึงความตั้งใจ และคนรุ่นใหม่สามารถสนุกร่วมไปกับงานได้ จุดตรงกลางก็จะเกิดขึ้นร่วมกัน การสื่อสารที่โปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์และเจตนาที่อยู่เบื้องหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่างานนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะแทนที่หรือลบล้างภาพลักษณ์ดั้งเดิม แต่เป็นการสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงและเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานเหล่านี้

ในความเป็นจริง การที่เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักสัตว์วิเศษเหล่านี้ผ่านตัวละครที่น่ารักอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตำนานดั้งเดิมในภายหลัง มากกว่าที่พวกเขาจะไม่เคยรู้จักสัตว์เหล่านี้เลย

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

เมื่อถูกถามถึงแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ทีม Illus Illy มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและทะเยอทะยาน พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะต่อยอดกลุ่มวาดภาพประกอบสู่การสร้าง IP (Intellectual Property) สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวให้กลายเป็น Art Toy ที่สะท้อนอัตลักษณ์จังหวัดเชียงราย

เป้าหมายหลักคือการสร้าง Character Brand ประจำจังหวัด โดยอิงแนวคิดในการสร้างสัตว์วิเศษแห่งเชียงรายให้กลายเป็น Soft Power ด้านศิลปะร่วมสมัย พัฒนาเป็นของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์ และขยายสู่ตลาดนักสะสม Art Toy รวมถึงตลาดท่องเที่ยว ทีมคาดหวังว่าจะสามารถนำเสนออัตลักษณ์เรื่องเล่าผ่าน Storytelling สร้าง Emotional Value ที่สามารถต่อยอดสู่ Franchise IP ได้ และถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

หากสำเร็จในระยะ 2 ถึง 3 ปี ทีมคาดหวังว่าสัตว์วิเศษเหล่านี้จะสามารถต่อยอดเป็น Mascot ประจำเมืองเชียงราย ภาพยนตร์ Animation สั้นที่อาจนำไปปรับใช้เป็นสื่อโปรโมทการท่องเที่ยว หรือปรับใช้กับหลักสูตรส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับเด็กในโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หรือพัฒนาไปเป็นสื่อการเรียนรู้เรื่องสัตว์ในตำนาน พงศาวดาร และประวัติศาสตร์ของเชียงรายให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้าง Art Installation กลางเมือง และอาจพัฒนาไปสู่เทศกาลสัตว์วิเศษเชียงราย เป็นเทศกาลประจำปีของจังหวัด คล้ายกับเทศกาลดอกไม้งามหรืองานพ่อขุน ซึ่งจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ความหมายในระดับที่กว้างขึ้น

โปรเจกต์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสร้างสรรค์ของไทย ที่ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองหาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทร่วมสมัย แทนที่จะเลียนแบบเทรนด์จากต่างประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง การมีกลุ่มศิลปินท้องถิ่นที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในวงกว้างนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นว่าความสามารถและโอกาสไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งในการแข่งขันได้

ผลงานของ Illus Illy ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้าง Soft Power ผ่านศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและหลายองค์กรกำลังพยายามส่งเสริม การที่ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนทุกวัยและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

บทเรียนสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้ให้บทเรียนที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือความสำคัญของการทำการบ้าน การศึกษาข้อมูลและเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ ประการที่สองคือการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์และการปรับให้ร่วมสมัย ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และความคิดสร้างสรรค์

ประการที่สามคือความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้จากการรวมตัวของศิลปินหลายคนที่มีความสามารถและมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดและทำงานร่วมกันทำให้ผลงานมีความสมบูรณ์และหลากหลายมากขึ้น

สุดท้ายคือความกล้าที่จะเสนอแนวคิดใหม่และความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ทีม Illus Illy ไม่ได้กลัวที่จะทำสิ่งที่แตกต่างหรือท้าทาย แต่ก็เปิดใจรับฟังและพร้อมอธิบายเจตนาของพวกเขา ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญสำหรับนักสร้างสรรค์ที่ต้องการสร้างผลงานที่มีนัยสำคัญ

รายชื่อทีมงานหลักโดยกลุ่มศิลปิน illus illy CEI 1.ศศนันท์ บุตรขุนทอง 2.ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ 3.กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ 4.ชยพล ทุนอินทร์ 5.รัชรินทร์ อินธุระ 6.ธัญวีร์ เพ็งรัตน์

มองไปข้างหน้า

ในขณะที่งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ได้จบลงแล้ว แต่เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การที่ผลงานได้รับการตอบรับที่ดีและสร้างปรากฏการณ์ในหมู่ผู้เข้าร่วมงานนั้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแผนการพัฒนาต่อในอนาคต

สำหรับจังหวัดเชียงราย โปรเจกต์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การมีตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจะช่วยสร้างจุดขายที่แตกต่างและน่าจดจำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว

สำหรับวงการศิลปะและการออกแบบของไทย โปรเจกต์นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นแหล่งแรงบันดาลใจที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสร้างผลงานที่มีคุณภาพระดับสากลได้ อาจจะกระตุ้นให้ศิลปินและนักออกแบบคนอื่นๆ หันกลับมามองหาเรื่องราวและภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเองและนำมาพัฒนาต่อยอดในทำนองเดียวกัน

ความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนอย่างสิงห์ปาร์คกับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม การให้โอกาสและเวทีแก่ศิลปินท้องถิ่นไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพวกเขา แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายและสังคมโดยรวม

บทสรุป

เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาที่กลับมามีชีวิตผ่านฝีมือของกลุ่ม Illus Illy เป็นมากกว่าแค่เรื่องของการออกแบบที่สวยงาม มันเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรม การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ใหม่ที่ยังคงรากเหง้า และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงและเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดิมเพื่อคงคุณค่า แต่สามารถปรับเปลี่ยนและตีความใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยได้ โดยยังคงความเคารพและความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โปรเจกต์นี้เป็นแรงบันดาลใจที่แสดงให้เห็นว่าโอกาสและความสำเร็จไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ สำหรับผู้ที่สนใจในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม มันเป็นตัวอย่างของการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพในการทำให้คนรุ่นใหม่สนใจและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรม

ในที่สุด เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวนี้ไม่ได้จบลงที่งาน Balloon Fiesta แต่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของทีม Illus Illy ร่วมกับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นไปได้สูงที่สัตว์วิเศษเหล่านี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเชียงรายและเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข้อมูลในข่าวฉบับนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับทีมงาน Illus Illy ประกอบด้วย ศศนันท์ บุตรขุนทอง, ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์, กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ, ชยพล ทุนอินทร์, รัชรินทร์ อินธุระ และธัญวีร์ เพ็งรัตน์ ที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโปรเจกต์การออกแบบตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษล้านนา
  • งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงรา
  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Balloon Fiesta และกิจกรรมต่างๆ ในสิงห์ปาร์คสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ทางการของสิงห์ปาร์ค เชียงราย

     

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

ชาเชียงราย “สยามเอิร์ลเกรย์” คว้า Highly Commended เวทีลอนดอน 2025 ตอกย้ำศักยภาพชาไทยพรีเมียม

สยามเอิร์ลเกรย์จากเชียงรายคว้าคำยกย่องบนเวทีโลก สะท้อนโอกาสชาไทยก้าวสู่สินค้ามูลค่าสูง

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ความสำเร็จของชาไทยบนเวทีนานาชาติกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อผลิตภัณฑ์ชาปรุงกลิ่นจากภาคเหนืออย่าง “สยามเอิร์ลเกรย์” ของแบรนด์สวรรค์บนดิน ได้รับการประกาศผลในเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ซึ่งจัดโดย UK Tea Academy ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 โดยรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในหมวด Scented Tea ระบุว่า SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับรางวัลระดับ Highly Commended

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฐานรากของภาคเหนือกำลังมองหา “เส้นทางใหม่” ในการเพิ่มมูลค่าให้พืชเศรษฐกิจเดิม ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือพืชสมุนไพร และในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดเชียงรายเองก็อยู่ในวงจรความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งแรงกดดันจากต้นทุนเกษตร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความผันผวนของตลาด เมื่อรางวัลจากลอนดอนเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีของผู้ประกอบการรายหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณที่ชวนให้ถามต่อว่า อุตสาหกรรมชาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ เรื่องเล่า และมาตรฐานสากลได้จริงเพียงใด

เวทีลอนดอนที่คัดเลือกเข้ม และความหมายของคำว่า Highly Commended

The Leafies International Tea Awards เป็นเวทีที่อุตสาหกรรมชานานาชาติจับตา โดยข้อมูลจาก UK Tea Academy ระบุว่า การประกวดปีดังกล่าวมีผู้ส่งผลงานรวม 411 รายการ จาก 21 ประเทศ และมีรายการที่ได้รับการยกย่องระดับ Highly Commended จำนวน 52 รายการ ในภาพรวม สิ่งที่เวทีลักษณะนี้สะท้อนคือการแข่งขันไม่หยุดอยู่แค่ “รสชาติ” แต่รวมไปถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความสะอาดปลอดภัย ความชัดเจนของแหล่งที่มา และความสามารถในการทำให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์แตกต่างพอจะยืนอยู่ในตลาดพรีเมียมได้

สำหรับสยามเอิร์ลเกรย์ การถูกระบุชื่อในรายชื่อผู้ได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea เท่ากับการได้รับ “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” ในสายตากรรมการที่มาจากบริบทการดื่มชาต่างวัฒนธรรม ซึ่งมีมาตรฐานการประเมินกลิ่น รส และบาลานซ์ที่ละเอียดมาก การได้ผลลัพธ์ระดับนี้จึงมีนัยต่อภาพลักษณ์ชาไทยในตลาดที่ผู้บริโภคเชื่อในรางวัล และเชื่อในมาตรฐานต้นทาง

จากดอยสูงสู่ชาปรุงกลิ่น ความท้าทายของการทำให้เอกลักษณ์ยืนระยะ

ในหมวดชาปรุงกลิ่น สิ่งที่ตัดสินกันจริงไม่ใช่เพียง “กลิ่นหอมถูกใจ” แต่คือความสามารถในการรักษากลิ่นธรรมชาติของใบชาให้ยังเป็นพระเอก ขณะเดียวกันก็ทำให้กลิ่นที่ปรุงเข้าไปมีความกลมกลืน ไม่ทับซ้อนจนกลายเป็นน้ำหอมในแก้วชา นั่นทำให้ชาปรุงกลิ่นที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศมักต้องอาศัยใบชาฐานที่มีคุณภาพสูงมาก มีความสะอาด และมีโครงสร้างรสที่ชัด

ข้อมูลที่ระบุในรายชื่อผู้ได้รับรางวัลยืนยันเพียงประเด็นสำคัญคือ ชานี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Scented Tea และได้รับ Highly Commended ส่วนรายละเอียดเชิงเทคนิคของกระบวนการผลิตหรือแหล่งปลูกนั้น ยังเป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตและเครือข่ายชุมชนต้องสื่อสารต่ออย่างเป็นระบบ หากต้องการให้รางวัลเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาด ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวแล้วจบไปกับฤดูกาลข่าว

ภาพอุตสาหกรรมชาไทย จุดแข็งด้านวัฒนธรรม แต่ต้องเร่งยกระดับมูลค่า

ในมุมตลาด ประเทศไทยมีตลาดชาในประเทศทั้งกลุ่มชาแห้งและชาพร้อมดื่ม ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย รายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นข้อมูลมูลค่าตลาดค้าปลีกชาหลายประเภท รวมถึงข้อมูลการค้าและแนวโน้มภาพรวมของสินค้าในกลุ่มนี้ แม้รายงานฉบับดังกล่าวจะไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อชี้เฉพาะเรื่องชาพรีเมียม แต่ช่วยยืนยันว่า “ชา” ยังเป็นสินค้าในกระแสการบริโภคต่อเนื่อง และมีพื้นที่ให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าเติบโตได้

โจทย์ของชาพรีเมียมจึงไม่ใช่การแข่งขันกับชาพร้อมดื่มในร้านสะดวกซื้อ หากแต่เป็นการสร้างตลาดอีกชั้นหนึ่งที่ยืนด้วยคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสินค้าแหล่งปลูกเฉพาะถิ่น มีเรื่องเล่า และมีการรับรองที่ตรวจสอบได้

เชียงรายกับโอกาสในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ตั้งแต่ชุมชนถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

เชียงรายมีทุนเดิมที่สำคัญ คือภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อพืชคุณภาพอย่างชาและกาแฟ มีองค์ความรู้ท้องถิ่น และมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมื่อผลิตภัณฑ์ชาจากพื้นที่ได้การยอมรับระดับนานาชาติ โอกาสที่ขยายตามมาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ยอดขายชา แต่รวมถึงการพัฒนากิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น ชิมชา เรียนรู้การผลิต เยี่ยมสวนชา หรือเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่ผูกกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การขยับสู่โมเดลนี้จำเป็นต้องมี “มาตรฐานร่วม” ทั้งความปลอดภัยอาหาร การสื่อสารแหล่งที่มา และการบริหารจัดการการท่องเที่ยวให้ไม่ทำลายระบบนิเวศต้นน้ำ เพราะสินค้าพรีเมียมในตลาดโลกมักถูกตรวจสอบย้อนกลับเข้มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและแรงงาน

ความเสี่ยงที่ซ้อนอยู่หลังความสำเร็จ ภูมิอากาศและความผันผวนผลผลิต

รางวัลระดับนานาชาติช่วยดึงความสนใจ แต่ก็พาอุตสาหกรรมกลับมาเผชิญคำถามเดิมที่ใหญ่กว่าเดิม คือจะรักษาคุณภาพให้คงที่ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศได้อย่างไร หลายประเทศผู้ผลิตชารายใหญ่เผชิญปัญหาผลผลิตและคุณภาพได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งถูกนำเสนอเป็นประเด็นเศรษฐกิจในสื่อสากลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับภาคเหนือของไทย ความเสี่ยงลักษณะเดียวกันสามารถสะท้อนผ่านฤดูกาลที่เปลี่ยนเร็ว ฝนทิ้งช่วง อุณหภูมิสูงขึ้น และแรงกดดันเรื่องไฟป่าและหมอกควัน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงกระทบผลผลิต แต่กระทบต้นทุนการดูแลสวนชา และทำให้การคุมมาตรฐานยากขึ้น หากอุตสาหกรรมจะใช้รางวัลเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดพรีเมียมจริง สิ่งที่ต้องตามมา คือระบบจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ และแผนการปรับตัวต่อภูมิอากาศในระดับชุมชน

มิติ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชาไทยต้อง “เล่าได้” และ “พิสูจน์ได้”

การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในช่วงหลังถูกเชื่อมกับแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้น ในฝั่งภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์รายงานความคืบหน้าเรื่องสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสินค้า GI ในภาพรวม แม้ชาเชียงรายยังมีหลายโจทย์ด้านการสื่อสารอัตลักษณ์และการรวมกลุ่ม แต่แนวคิด GI และมาตรฐานแหล่งปลูกเฉพาะถิ่นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ซื้อได้ หากทำอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้จริง

ในโลกของผู้บริโภคพรีเมียม “เรื่องเล่า” มีน้ำหนักพอ ๆ กับ “ใบรับรอง” ชาที่ไปถึงตลาดระดับบนต้องเล่าได้ว่าเกิดจากพื้นที่แบบไหน ใครปลูก ปลูกอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร และต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา การได้รับ Highly Commended จึงเป็นเหมือนการเปิดประตู แต่การเดินเข้าไปยืนในห้องนั้นให้นาน คือภารกิจระยะยาวของทั้งผู้ประกอบการ เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่

ประเด็นที่กระทบชีวิตชุมชน รายได้และอำนาจต่อรองของเกษตรกรรายย่อย

หากมองลึกลงไปในระดับชุมชน ความสำเร็จของสินค้าพรีเมียมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ “รายได้กระจายถึงต้นน้ำ” อย่างเป็นธรรม เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังติดอยู่กับวงจรขายวัตถุดิบราคาต่ำ ขณะที่ต้นทุนปุ๋ย ค่าแรง และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โมเดลชาพรีเมียมที่ยั่งยืนจึงต้องสร้างระบบซื้อขายที่ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจรักษาคุณภาพ และได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นตามคุณภาพจริง ไม่ใช่เพียงการรับซื้อแบบเหมารวม

ในมุมผู้ประกอบการ ความท้าทายอยู่ที่การรักษาความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ การลงทุนด้านมาตรฐาน และการสื่อสารตลาดต่างประเทศที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณ ดังนั้นความร่วมมือแบบเครือข่าย และการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และมาตรฐาน จึงเป็นจุดที่หน่วยงานในประเทศสามารถมีบทบาทได้มาก โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดความพร้อมด้านความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และการตลาดเชิงคุณค่า

รางวัลหนึ่งรายการกับคำถามใหญ่ของอุตสาหกรรมชาไทย

การที่ SIAM EARL GREY จากประเทศไทยได้รับ Highly Commended ในหมวด Scented Tea ของ The Leafies International Tea Awards 2025 เป็นข่าวที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการและระบบการผลิตชาไทยที่เริ่มก้าวพ้นภาพจำเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน รางวัลก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะทำให้ “ความสำเร็จแบบพรีเมียม” กลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนเข้าถึงได้จริงหรือไม่

ถ้าคำตอบคือใช่ ความเคลื่อนไหวต่อไปควรอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานต้นน้ำ การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ การปรับตัวต่อความเสี่ยงภูมิอากาศ และการสร้างแบรนด์ที่เล่าเรื่องด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงการตลาด เพราะตลาดโลกให้คุณค่าอย่างมากกับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และคุณภาพที่พิสูจน์ได้

ในท้ายที่สุด ชาในถ้วยหนึ่งอาจเป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภค แต่สำหรับเชียงราย มันคือความหวังของรายได้ใหม่ คือแรงจูงใจให้ชุมชนรักษาป่าต้นน้ำ และคือโอกาสในการเปลี่ยน “พืชเศรษฐกิจเดิม” ให้กลายเป็นสินค้าสร้างชื่อระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • UK Tea Academy, รายงานผลการประกวด The Leafies International Tea Awards 2025 และสถิติการประกวด เผยแพร่บนเว็บไซต์ผู้จัด
  • UK Tea Academy, รายชื่อผู้ได้รับรางวัลหมวด Scented Tea ระบุ SIAM EARL GREY ประเทศไทย ได้รับ Highly Commended
  • สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานข้อมูลแนวโน้มตลาดและการค้าในกลุ่มสินค้าเกี่ยวข้องกับชา
  • Reuters รายงานผลกระทบสภาพอากาศต่อผลผลิตชาในประเทศผู้ผลิตรายสำคัญ ใช้ประกอบการอธิบายความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
  • กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา รายงานข้อมูลสินค้า GI และมูลค่าทางเศรษฐกิจปี 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สิงห์ปาร์ค เชียงราย คว้า 2 รางวัลใหญ่ The Leafies 2025 ที่ลอนดอน การันตีคุณภาพชาอัสสัมไทยระดับโลก

ชาสิงห์ปาร์ค เชียงราย คว้า 2 รางวัลเวทีชาโลกที่ลอนดอน สะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยจากผืนป่าภาคเหนือสู่สายตานานาชาติ

เชียงราย, 3 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่โลกกำลังมองหาความหมายใหม่ของคำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ ประเทศที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมผ่านอาหาร เครื่องดื่ม และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าเชื่อถือ มักเป็นประเทศที่ได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้เสียงดัง ชาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์นั้น เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นผลรวมของดิน น้ำ อากาศ เวลา และมือของผู้คน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากภาคเหนือของไทยกำลังทำให้เรื่องเล่านี้ชัดขึ้น เมื่อชาจากแหล่งเพาะปลูกที่เชื่อมโยงจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงราย ภายใต้การพัฒนาของสิงห์ปาร์ค เชียงราย ถูกประกาศชื่อบนเวทีประกวดชานานาชาติในกรุงลอนดอน และไม่ได้มาเพียงรางวัลเดียว แต่เป็น 2 รางวัลในปีเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายที่ธุรกิจเกษตรพรีเมียมไทยจับตา

จากไร่บนภูเขาสู่เวทีตัดสินใจของผู้เชี่ยวชาญชา

ตามข้อมูลการประกาศผลรางวัลของเวที The Leafies International Tea Awards 2025 ผลงานจากสิงห์ปาร์ค เชียงราย ปรากฏชื่อในสองสาขาอย่างเป็นทางการ

รางวัลแรกคือ Gold Award ในสาขา New Region ให้กับ Mystique Assam Green Tea
รางวัลที่สองคือ Highly Commended ในสาขา Green Panned หรือ Roasted ให้กับ Premium Assam Green Tea

ความหมายของหมวด New Region ในโลกของชา ไม่ได้จำกัดอยู่ที่คำว่า แหล่งใหม่ เท่านั้น แต่สะท้อนการยอมรับว่าแหล่งเพาะปลูกนอกภูมิภาคดั้งเดิมสามารถสร้างเอกลักษณ์รสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิตได้ทัดเทียมตลาดหลัก เมื่อรางวัลระดับสูงสุดในหมวดนี้ถูกมอบให้แบรนด์จากไทย จึงเป็นสัญญาณเชิงภาพลักษณ์ที่แรงในระดับอุตสาหกรรม

รายละเอียดรางวัลที่ทำให้ไทยถูกพูดถึงในฐานะ New Region

ข้อมูลในเอกสารที่คุณแนบมา ระบุจุดเด่นด้านกระบวนการผลิตและลักษณะของใบชาอย่างชัดเจน ตั้งแต่การคัดเลือกยอดชา การควบคุมอุณหภูมิ เวลา และความชื้น ไปจนถึงโทนกลิ่นและรสที่ต้องการสื่อสาร ซึ่งทั้งหมดเป็นภาษาที่วงการชาพรีเมียมใช้จริงในการประเมินคุณภาพ

สำหรับ Mystique Assam Green Tea ถูกวางเป็นชาในหมวด New Region ที่ชูคาแรกเตอร์กลิ่นโทนดอกไม้ป่า และแนวทางเก็บใบชาด้วยมือเต็มรูปแบบ รวมถึงการระบุสภาพพื้นที่สูงกว่า 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลในจังหวัดน่านตามข้อมูลที่ส่งมา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ตลาดต่างประเทศมักใช้ทำความเข้าใจที่มาและเทอรัวร์

ส่วน Premium Assam Green Tea ได้ Highly Commended ในหมวด Green Panned หรือ Roasted โดยเน้นเทคนิคการคั่วและอบอย่างประณีต และการเลือกใช้เฉพาะยอดชาเพื่อให้ได้รสสัมผัสในโทนผลไม้สุก ดื่มง่ายและชุ่มคอ

คำกล่าวผู้บริหารและวิธีเล่าเรื่องที่เชื่อมภูมิปัญญากับมาตรฐานสากล

ในข้อความที่คุณแนบมา คุณพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด อธิบายความสำเร็จว่าเกิดจากความพิถีพิถันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งเพาะปลูก การเก็บใบชาด้วยมือ ไปจนถึงการแปรรูป และชี้ว่าชาอัสสัมจากจังหวัดน่านมีประวัติการปลูกยาวนานกว่า 400 ปี ซึ่งถูกนำมาผสานกับเทคนิคสมัยใหม่เพื่อสร้างคาแรกเตอร์เฉพาะของป่าน่าน

เมื่อมองย้อนอดีต ไทยเดินทางบนเวที Leafies มาอย่างไร

รางวัลในปี 2025 จะยิ่งมีน้ำหนักเมื่อวางบนไทม์ไลน์ที่ตรวจสอบได้ ในหน้าประกาศผลรางวัลปี 2024 มีรายชื่อจากประเทศไทยปรากฏในระดับ Highly Commended ในหนึ่งสาขา ย้อนกลับไปปี 2022 รายชื่อจากประเทศไทยก็เคยปรากฏในระดับ Highly Commended เช่นกัน แล้วปี 2025 ไทยไม่เพียงปรากฏชื่ออีกครั้ง แต่ได้ทั้ง Gold Award และ Highly Commended ในปีเดียวกันตามหน้าผลรางวัล

ลำดับเหตุการณ์นี้สะท้อนรูปแบบการไต่ระดับที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มพรีเมียมเจออยู่เสมอ เริ่มจากการถูกมองเห็นในระดับรอง จากนั้นสะสมมาตรฐาน ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และความชัดของเอกลักษณ์ จนขยับสู่รางวัลสูงสุดในหมวดที่สอดคล้องกับภาพจำใหม่ของประเทศ

ชาในฐานะเครื่องมือซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้

ซอฟต์พาวเวอร์มักถูกพูดถึงในภาษานโยบาย แต่สิ่งที่ทำให้มันเกิดจริงคือสินค้าและประสบการณ์ที่ผู้บริโภคต่างชาติสัมผัสแล้วเชื่อเอง ชาเป็นตัวอย่างที่ชัด เพราะผู้บริโภคสายพรีเมียมซื้อด้วยเหตุผล 3 อย่าง ซื้อคุณภาพที่พิสูจน์ได้
ซื้อเรื่องเล่าของแหล่งกำเนิด ซื้อคุณค่าทางจริยธรรม เช่น ความยั่งยืนและผลประโยชน์ที่ย้อนกลับสู่ชุมชน เมื่อรางวัลระดับนานาชาติทำหน้าที่เป็นตรารับรองคุณภาพ การเล่าเรื่องแหล่งกำเนิดจึงเดินได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องยืนยันซ้ำหลายรอบ และนี่คือจุดที่ข่าวชิ้นนี้มีนัยต่อเศรษฐกิจชุมชน หากการยอมรับบนเวทีโลกทำให้เกิดคำสั่งซื้อ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ หรือการยกระดับราคาผลผลิตได้จริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่แบรนด์ แต่ไปถึงมือเกษตรกรและแรงงานในห่วงโซ่

ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องพูดแบบมีฐานข้อมูล

ในเอกสารที่คุณให้มา มีการเชื่อมโยงชาอัสสัมกับการฟื้นฟูป่าและการลดแรงกดดันจากไร่เลื่อนลอย ประเด็นนี้ควรเล่าอย่างระมัดระวังและมีฐาน เพราะคำว่า ฟื้นฟู หรือ อนุรักษ์ ถูกใช้บ่อยจนบางครั้งกลายเป็นคำโฆษณา

อย่างไรก็ตาม งานวิชาการเกี่ยวกับการปลูกชาในป่าผลิตชาภาคเหนือของไทยมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาอัสสัมกับโครงสร้างป่า การพึ่งพาร่มไม้และการจัดการพื้นที่ในลักษณะที่ชาเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ มากกว่าจะเป็นพืชเชิงเดี่ยวล้วน ๆ

มุมนี้ทำให้ข้อเสนอเรื่องชากับการอนุรักษ์มีน้ำหนักขึ้นในฐานะ แนวทางเกษตรที่สอดคล้องกับป่า หากทำอย่างถูกแบบและมีมาตรฐาน ไม่ใช่คำกล่าวอ้างลอย ๆ

เศรษฐกิจชุมชนกับคำถามสำคัญที่ตามมาหลังเวทีรางวัล

รางวัลมีพลัง แต่คำถามของสังคมหลังจากนั้นสำคัญไม่แพ้กัน  หนึ่ง ราคาที่เพิ่มขึ้นจะกระจายไปถึงต้นน้ำหรือไม่ หากตลาดพรีเมียมขยายตัว สิ่งที่ต้องออกแบบคือกลไกรับซื้อที่เป็นธรรม มาตรฐานคุณภาพที่ชัด และการสนับสนุนองค์ความรู้ให้เกษตรกรทำได้จริง ไม่ใช่ให้แบรนด์โตเพียงฝั่งเดียว สอง ความยั่งยืนจะถูกพิสูจน์อย่างไร ผู้บริโภคยุโรปให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ การใช้สารเคมี การจัดการแรงงาน และผลกระทบต่อพื้นที่ป่า มากขึ้นทุกปี หากไทยต้องการยืนระยะในตลาดนี้ การสื่อสารเชิงความยั่งยืนต้องมีตัวชี้วัดและการรับรองที่ตรวจได้ สาม การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะกลายเป็นโอกาสของเชียงรายหรือไม่ เมื่อสินค้ามีรางวัลระดับโลก เมืองต้นทางมักได้อานิสงส์เป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ชิมชา เรียนรู้การผลิต และเชื่อมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น จุดนี้คือโอกาสของเชียงรายในการต่อยอดภาพเมืองเกษตรสร้างสรรค์ที่ไม่ขายเพียงวิว แต่ขายคุณค่าและเรื่องเล่า

ภาพสะท้อนจากตลาดชาโลกที่เปลี่ยนไป

รายงานเชิงอุตสาหกรรมจำนวนมากชี้ว่า ตลาดชาไม่ได้เติบโตด้วยปริมาณอย่างเดียว แต่เติบโตด้วยคุณภาพ ความหลากหลาย และการยกระดับไปสู่สินค้าเฉพาะทาง ข้อมูลหนึ่งที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศผู้ดื่มชาหนักอย่างตุรกี ระบุการบริโภคมากกว่า 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าตลาดชามีความลึกและมีวัฒนธรรมการดื่มที่แข็งแรงในหลายภูมิภาค

ในโลกแบบนี้ ประเทศที่ถูกจัดเป็น New Region ไม่ได้เสียเปรียบ หากสามารถพิสูจน์คุณภาพและสร้างอัตลักษณ์ชัดพอ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากกำลังมองหาแหล่งกำเนิดใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากภาพจำเดิม

บทสรุปที่ชวนคิด

รางวัลชาอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคน แต่ในระดับโครงสร้าง มันแตะ 3 ประเด็นที่กระทบชีวิตและชุมชน หนึ่ง เกษตรกรและแรงงานต้นน้ำจะได้ส่วนแบ่งจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน สอง การผลิตจะเดินหน้าควบคู่กับการรักษาป่าและทรัพยากรอย่างมีหลักฐานหรือไม่ สาม เชียงรายและน่านจะใช้โอกาสนี้ต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงข่าวดีชั่วคราว คำตอบไม่ได้อยู่บนถ้วยชาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในระบบจัดการหลังรางวัล ตั้งแต่การรับซื้อ การพัฒนามาตรฐาน การสื่อสารแบบตรวจสอบได้ ไปจนถึงการทำให้คนในพื้นที่เป็นผู้ได้ประโยชน์ร่วม ไม่ใช่ผู้ชมความสำเร็จจากข้างเวที

สถิติและข้อมูลสำคัญในข่าวนี้

  • สิงห์ปาร์ค เชียงราย ได้ 2 รางวัลจาก The Leafies International Tea Awards 2025 ได้แก่ Gold Award ในสาขา New Region และ Highly Commended ในสาขา Green Panned หรือ Roasted ตามหน้าประกาศผลรางวัล
  • ไทยเคยปรากฏชื่อในผลรางวัลของเวที Leafies อย่างน้อยในปี 2022 และ 2024 ในระดับ Highly Commended ตามหน้าประกาศผลรางวัลของแต่ละปี
  • งานวิชาการเกี่ยวกับการปลูกชาในป่าผลิตชาภาคเหนือของไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์ของการปลูกชากับโครงสร้างป่าและการจัดการพื้นที่ลักษณะพึ่งพาร่มไม้
  • ตัวอย่างบริโภคชาของประเทศผู้ดื่มชาหนักอย่างตุรกี ระบุการบริโภคมากกว่า 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สิงห์ปาร์ค เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ซอฟต์พาวเวอร์ยกระดับเศรษฐกิจไทย นายกฯ ชี้คือโอกาสอนาคต

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2-3 โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมคณะรัฐมนตรี อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้เข้าร่วมงานเสวนา “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ไปอย่างไรให้มีพลัง” ในงาน “Dailynews Talk 2024” ซึ่งมีหัวข้อ “Soft Power: โอกาสประเทศไทย”

ปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี

ในระหว่างงาน นายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงความท้าทายของประเทศไทยที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน และได้เน้นย้ำว่าการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยซอฟต์พาวเวอร์จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคต

ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์

นายกฯ กล่าวถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ที่มีความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมที่สามารถขายได้และพัฒนาได้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้หลงใหลในเอกลักษณ์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม หรือสินค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเน้นถึงการพัฒนาแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานทักษะสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

หนึ่งในโครงการสำคัญที่นายกฯ ได้กล่าวถึงคือโครงการ “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” หรือ OFOS ซึ่งเป็นการให้โอกาสคนไทยในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์พาวเวอร์อย่างครอบคลุม ผ่านการฝึกอบรมทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษาและไม่มีค่าใช้จ่าย

ยกระดับศักยภาพแรงงานและการต่อยอดนวัตกรรม

นายกฯ เน้นว่าการพัฒนาแรงงานให้มีทักษะสูงและนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดกับนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก โดยยกตัวอย่างแบรนด์ “Korakot” ที่นำภูมิปัญญาไทยมาสร้างเป็นสินค้าประติมากรรมไม้ไผ่ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับสากล

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวถึงอุตสาหกรรมอัญมณีไทยที่เติบโตขึ้นมาอย่างมหาศาล แต่ยังคงขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ซึ่งเป็นโอกาสที่ไทยควรเร่งพัฒนาแรงงานในภาคนี้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้เติบโตต่อไปอีก

การสร้างเศรษฐกิจผ่าน Soft Power

นอกจากอุตสาหกรรมสินค้าและบริการ นายกฯ ยังได้เน้นถึงโอกาสในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลก ด้วยภูมิปัญญาด้านสมุนไพร นวดไทย และการดูแลสุขภาพกายและใจ

นายกฯ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาเทศกาลวัฒนธรรมต่างๆ เช่น มหาสงกรานต์ ลอยกระทง ผีตาโขน และบุญบั้งไฟ เพื่อสร้างเศรษฐกิจเทศกาลในระดับสากล พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่สำหรับการจัดเทศกาลดนตรีระดับโลก ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์

สรุปปาฐกถาของนายกฯ

นายกฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “พี่น้องประชาชนและรัฐบาล คือหุ้นส่วนประเทศไทย ที่ต้องร่วมกันช่วยพัฒนาประเทศไทย     ให้เจริญรุ่งเรือง ให้เป็นประเทศพัฒนาที่มีรายได้สูง และคนไทยไม่ยากจนอีกต่อไป เมื่อประชาชนพัฒนาศักยภาพทักษะ ยกระดับรายได้และฐานะให้ร่ำรวยรัฐบาลก็จะสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น ภาษีที่เก็บได้จะนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศให้รุ่งเรือง ประโยชน์ก็จะกลับตกอยู่กับประชาชนคนไทย” 

ทั้งหมดนี้แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการใช้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และนำพาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมและนวัตกรรมระดับโลก

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : งานเสวนา เดลินิวส์ ทอล์ก 2024 (Dailynews Talk 2024) “Soft Power: โอกาสประเทศไทย” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2 – 3 โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2567

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เลื่อนจัดงาน ชา-กาแฟ เชียงราย 2024 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้จัดงาน

ทีเส็บเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมไมซ์ หลังน้ำลด พร้อมดันงานอีเวนต์ปลายปี ชูซอฟต์พาวเวอร์ไทย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่งประกอบด้วยการจัดประชุม งานแสดงสินค้า และอีเวนต์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย ได้ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านการจัดงานขนาดใหญ่หลายงานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการจัด เทศกาลประจำจังหวัด ต่าง ๆ ที่ได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริม ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของรัฐบาลไทย โดยการนำเสนอวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ผ่านการจัดงานต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ไมซ์ดันรายได้ท่องเที่ยวพุ่ง 3 เท่า

นายจิรุตถ์กล่าวว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวปกติถึง 3 เท่าครึ่ง ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ผ่านมา ทีเส็บ ได้ร่วมมือกับ หอการค้าไทย และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการส่งเสริมการจัดงานในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อลดความหนาแน่นของการจัดงานในเมืองใหญ่ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เช่น การจัดงานเทศกาลประจำจังหวัด หรือการจัดนิทรรศการเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

“ขอนแก่นปลาร้าเฟสติวัล” จัดปลายปี เน้นอัตลักษณ์ท้องถิ่น

ในเดือนธันวาคมนี้ ทีเส็บเตรียมสนับสนุนการจัดงาน ขอนแก่นปลาร้าเฟสติวัล ซึ่งเป็นการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น และวัฒนธรรมการทำปลาร้าในจังหวัดขอนแก่น โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และส่งเสริมภาพลักษณ์ของขอนแก่นในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวจะเป็นต้นแบบของการจัดงานในรูปแบบ “ระเบิดจากภายใน” (Inside-Out) ซึ่งเป็นการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม Soft Power ผ่านวัฒนธรรมท้องถิ่น

 
ฟื้นฟูพื้นที่จัดงานหลังน้ำลดในเชียงใหม่-เชียงราย

นายจิรุตถ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ ทีเส็บอยู่ระหว่างการวางแผนฟื้นฟูพื้นที่จัดงานในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะ เชียงใหม่ และ เชียงราย หลังจากระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง เช่น โรงแรมและสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่ต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning Day) เนื่องจากได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทั้งนี้ ทีเส็บจะเร่งฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้พร้อมสำหรับการจัดงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการจัดงานไมซ์และอีเวนต์มากที่สุด

“ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2567 (ต.ค.-ธ.ค.) เป็นช่วงเวลาสำคัญของการจัดงานไมซ์และอีเวนต์ในประเทศไทย เราจึงต้องเร่งฟื้นฟูและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับงานต่าง ๆ เช่น งาน ชา-กาแฟ ของจังหวัดเชียงราย ที่แม้สถานที่จัดงานจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วม แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้จัดงาน เราอาจต้องมีการเลื่อนการจัดงานไปอีกเล็กน้อย” นายจิรุตถ์ กล่าว

เตรียมบิดงานอีเวนต์ระดับโลกเข้าประเทศในปี 68

สำหรับปี 2568 ทีเส็บเตรียมดำเนินการเสนอแผนการจัดงานประชุมและอีเวนต์ระดับโลกในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาจัดงานในไทยมากขึ้น ผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ และการสนับสนุนการจัดงานขนาดใหญ่ พร้อมทั้งฟื้นฟูภาพลักษณ์ของจังหวัดต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ และ เชียงราย ที่มีศักยภาพในการจัดงานระดับนานาชาติ และสามารถดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่อง

บทสรุป: “ไมซ์” กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังน้ำลด

การฟื้นฟูและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์จะเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2567 นี้ โดยเฉพาะการจัดงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เช่น เชียงใหม่ และเชียงราย ที่ทีเส็บกำลังเร่งฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาพร้อมรับการจัดงานและดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกครั้ง ทั้งนี้ การฟื้นฟูและดึงดูดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งสนับสนุนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดงานประชุมและนิทรรศการในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : World Tea & Coffee Expo 2024

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News