มทร.ล้านนา เชียงราย ยกระดับป่าครอบครัวบ้านจำหวาย แปรรูปสมุนไพรพื้นบ้านสร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน


Summary


โฮงยาใกล้บ้านเชียงราย ยอดใช้บริการกว่า 2.9มทร.ล้านนา เชียงราย ผนึก BEDO ปั้นป่าครอบครัวบ้านจำหวาย ต่อยอดสมุนไพรและภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ

เชียงราย, 28 กรกฎาคม 2568 – ชุมชนบ้านจำหวาย ตำบลดอยลาน อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พื้นที่สีเขียวขนาดย่อมของแต่ละครัวเรือนในชุมชนบ้านจำหวาย ตำบลดอยลาน อำเภอเมืองเชียงราย กำลังได้รับการพัฒนาให้มีบทบาทมากกว่าการเป็นแหล่งปลูกต้นไม้ เพราะภายใต้แนวคิดป่าครอบครัว ต้นไม้ พืชอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย และภูมิปัญญาของคนในชุมชนจะถูกนำมาสำรวจ จัดทำฐานข้อมูล และประเมินศักยภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดทั้งการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และโอกาสสร้างรายได้ที่ไม่ทำลายฐานทรัพยากรเดิม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ หรือ สพภ. ซึ่งใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า BEDO เทศบาลตำบลดอยลาน ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงราย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ขับเคลื่อนเครือข่ายชุมชนสร้างประโยชน์เพื่อสังคม Chiang Rai Smart Community ภายใต้ชื่อชุมชนไม้มีค่า ป่าครอบครัวบ้านจำหวาย

การดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนทรัพยากรที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนให้กลายเป็นทุนของชุมชน โดยไม่เร่งตัดหรือใช้ทรัพยากรจนเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ แต่เริ่มจากการทำความรู้จักสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ก่อนว่า พืชชนิดใดใช้เป็นอาหาร พืชชนิดใดมีคุณค่าทางสมุนไพร ไม้ชนิดใดเหมาะกับการใช้สอย และทรัพยากรใดสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้เพิ่มให้แก่ครัวเรือน

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของ BEDO ที่พัฒนาเครือข่ายชุมชนไม้มีค่าและป่าครอบครัว เพื่อยกระดับพื้นที่สีเขียวนอกเขตอนุรักษ์ พร้อมส่งเสริมการประเมินคุณค่าของระบบนิเวศและการเพิ่มมูลค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเหมาะสม

มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เชื่อมความรู้กับชุมชน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤทัยรัตน์ จันต๊ะคาด อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมคณะทำงาน ทำหน้าที่เป็นกลไกประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจชีวภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่

บทบาทดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะการพัฒนาป่าครอบครัวไม่สามารถใช้ความรู้ด้านการปลูกต้นไม้เพียงด้านเดียว แต่ต้องเชื่อมทั้งการสำรวจพันธุ์พืช การจัดการดินและน้ำ การแปรรูป การออกแบบกระบวนการผลิต การคำนวณต้นทุน การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการรักษามาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

มหาวิทยาลัยจึงไม่ได้เข้าไปแทนที่ภูมิปัญญาของชุมชน แต่ทำหน้าที่สนับสนุนให้ความรู้ท้องถิ่นสามารถเชื่อมกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในอีกด้านหนึ่ง ปราชญ์ชาวบ้านและผู้สูงอายุในชุมชนเป็นผู้รู้ว่าพืชแต่ละชนิดเคยถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร พืชใดเหมาะกับพื้นที่ พืชใดใช้เป็นยา และพืชชนิดใดควรได้รับการรักษาไว้ การพัฒนาฐานข้อมูลที่มีคุณภาพจึงต้องนำความรู้จากทั้งสองฝ่ายมาประกอบกัน ไม่ใช่ยึดเฉพาะข้อมูลจากห้องเรียนหรือจากความทรงจำเพียงด้านเดียว

เชื่อมเครือข่ายหลายพื้นที่ แลกเปลี่ยนบทเรียนก่อนลงมือจริง

การขับเคลื่อนป่าครอบครัวบ้านจำหวายยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายเรียนรู้ด้านทรัพยากรชีวภาพจากพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลธารทอง อำเภอพาน วิสาหกิจชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านสบห้วย อำเภอแม่ลาว ตัวแทนกลุ่มอาชีพแปรรูปสินค้าชุมชนจากเทศบาลตำบลแม่ลาว และป่าชุมชนบ้านแม่สาด ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย

การนำหลายชุมชนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ช่วยลดการเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะแต่ละพื้นที่มีบทเรียนแตกต่างกัน บางแห่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องธนาคารต้นไม้ บางแห่งมีองค์ความรู้ด้านป่าชุมชน ขณะที่บางกลุ่มมีประสบการณ์ด้านการแปรรูปและจำหน่ายผลิตภัณฑ์

เครือข่ายจึงมีโอกาสเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ประสบความสำเร็จและข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น การปลูกพืชตามกระแสตลาดโดยไม่มีผู้ซื้อรองรับ การพัฒนาสินค้าหลายชนิดเกินกำลังผลิต หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินกว่าที่พื้นที่สามารถฟื้นตัวได้

หัวใจสำคัญคือการทำให้แต่ละชุมชนพัฒนาจากทุนที่ตนมีอยู่จริง ไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าเหมือนกันทั้งหมด เพราะความหลากหลายของพื้นที่และภูมิปัญญาคือจุดแข็งของเศรษฐกิจฐานชีวภาพ

ป่าครอบครัวไม่ได้หมายถึงการปลูกไม้จำนวนมากเท่านั้น

แนวคิดป่าครอบครัวเป็นรูปแบบการจัดการพื้นที่สีเขียวระดับครัวเรือนที่วางแผนให้พืชหลายชนิดอยู่ร่วมกันและทำหน้าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่เป็นแหล่งอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย พืชเศรษฐกิจ ไปจนถึงพื้นที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและสร้างที่อยู่อาศัยให้สิ่งมีชีวิต

ต่างจากสวนที่ปลูกพืชชนิดเดียว ป่าครอบครัวเน้นความหลากหลายและการใช้พื้นที่หลายระดับ พืชสูงอาจให้ร่มเงาและไม้ใช้สอย พืชขนาดกลางให้ผลผลิตหรือวัตถุดิบ ขณะที่พืชชั้นล่างอาจเป็นผัก สมุนไพร หรือพืชคลุมดิน

รูปแบบนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงให้ครัวเรือน หากพืชชนิดหนึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ โรคพืช หรือราคาตลาด ครอบครัวยังมีผลผลิตชนิดอื่นสำหรับบริโภคหรือจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม การเรียกพื้นที่ใดว่าป่าครอบครัวไม่ได้หมายความว่าทุกครัวเรือนต้องใช้รูปแบบเดียวกัน การออกแบบต้องพิจารณาขนาดพื้นที่ แหล่งน้ำ แสงแดด สภาพดิน ความต้องการของครอบครัว และเวลาที่สมาชิกสามารถดูแลได้

BEDO มีแนวทางสนับสนุนชุมชนไม้มีค่าและป่าครอบครัวให้เป็นเครือข่ายพื้นที่สีเขียวนอกเขตอนุรักษ์ โดยเชื่อมการดูแลระบบนิเวศกับการสร้างแรงจูงใจและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างสมดุล

เปิดหลักสูตรสองวัน พัฒนาจากการสำรวจถึงการแปรรูป

ข้อมูลต้นทางระบุว่า BEDO ได้จัดโครงการอบรมแนวทางสร้างป่าครอบครัวเพื่อเพิ่มศักยภาพสร้างรายได้จากความหลากหลายทางชีวภาพ ระหว่างวันที่ 15 ถึง 16 กรกฎาคม 2568 ณ ชุมชนบ้านจำหวาย ตำบลดอยลาน อำเภอเมืองเชียงราย

กิจกรรมมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 80 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ปราชญ์ท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกร หน่วยงานภาคี สมาชิกชุมชน และประชาชนที่สนใจการพัฒนาป่าครอบครัว

แม้การอบรมจะจัดขึ้นในปี 2568 แต่สาระของโครงการถูกนำมาใช้เป็นฐานสำหรับการขยายเครือข่ายและพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพของชุมชนต่อเนื่อง โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถสำรวจ วิเคราะห์ และตัดสินใจใช้ทรัพยากรด้วยข้อมูล ไม่ใช่เลือกแปรรูปตามความนิยมเพียงชั่วคราว

วัตถุประสงค์สำคัญของการอบรมคือการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ วิเคราะห์ศักยภาพของทรัพยากร ส่งเสริมการอนุรักษ์ และถ่ายทอดแนวทางเศรษฐกิจฐานชีวภาพให้ชุมชนสามารถจัดการทุนท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง

วันแรกเริ่มจากการรู้จักทรัพยากรในบ้านของตน

กิจกรรมวันแรกมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องป่าครอบครัว ตั้งแต่ความหมาย ความสำคัญ หลักการออกแบบพื้นที่ และวิธีจัดวางพืชให้ตอบโจทย์ทั้งอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย และพืชเศรษฐกิจ

นายชัยภัทร โนจิตร เจ้าหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เป็นผู้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการ ก่อนที่นายศิริพงษ์ โทหนองตอ วิทยากรด้านการจัดการป่าครอบครัวและทรัพยากรธรรมชาติจากจังหวัดอุทัยธานี จะถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม

เนื้อหาครอบคลุมการบริหารทรัพยากรระดับครัวเรือน การสำรวจและจำแนกพันธุ์พืช การบันทึกข้อมูล และการประเมินว่าทรัพยากรชนิดใดมีศักยภาพต่อยอดในเชิงเศรษฐกิจ

กระบวนการสำรวจมีความสำคัญ เพราะพืชที่พบได้ทั่วไปในสายตาของคนในพื้นที่ อาจมีคุณค่าด้านอาหาร สมุนไพร หรือสารสกัด แต่การใช้ประโยชน์ต้องพิจารณาปริมาณที่มีอยู่ ความสามารถในการขยายพันธุ์ รอบการเก็บเกี่ยว และความปลอดภัยควบคู่กัน

หากนำพืชที่มีจำนวนน้อยมาเป็นวัตถุดิบหลักของผลิตภัณฑ์โดยไม่มีแผนปลูกทดแทน ความสำเร็จทางการตลาดอาจกลับกลายเป็นแรงกดดันต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว

ลงพื้นที่สำรวจร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน

ช่วงบ่ายของวันแรก ผู้เข้าร่วมได้ลงสำรวจแปลงป่าครอบครัวร่วมกับผู้นำชุมชน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน สมาชิกชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน

ผู้เข้าร่วมฝึกจำแนกชนิดพืช บันทึกข้อมูล ประเมินการกระจายตัว และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพืชแต่ละชนิด

การสำรวจภาคสนามทำให้ข้อมูลที่เคยอยู่ในความทรงจำของบุคคลเริ่มถูกเปลี่ยนเป็นฐานข้อมูลของชุมชน ซึ่งสามารถนำมาใช้วางแผนได้ว่า พืชใดควรอนุรักษ์ พืชใดควรเพิ่มจำนวน พืชใดมีมากเพียงพอสำหรับการแปรรูป และพืชชนิดใดควรใช้เพื่อการบริโภคในครัวเรือนมากกว่าการจำหน่าย

ความหลากหลายทางชีวภาพหมายถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ระดับพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ ไปจนถึงระบบนิเวศ และเป็นฐานสำคัญของอาหาร สุขภาพ น้ำ และการดำรงชีวิตของมนุษย์

ฐานข้อมูลที่ดีจึงไม่ควรบันทึกเพียงชื่อพืช แต่ควรรวมถึงตำแหน่งที่พบ จำนวนโดยประมาณ ฤดูกาลเก็บเกี่ยว วิธีขยายพันธุ์ การใช้ประโยชน์ และข้อควรระวัง เพื่อให้การตัดสินใจมีความแม่นยำขึ้น

วันที่สองเปลี่ยนสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ

กิจกรรมวันที่สองมุ่งเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรในท้องถิ่น ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การเตรียมพืช เทคนิคการกลั่นน้ำมันหอมระเหย การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการประยุกต์สารสกัดธรรมชาติในเชิงพาณิชย์

ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้กระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป พร้อมลงมือทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบจำนวน 5 รายการ ได้แก่ น้ำมันนวดสมุนไพร ยาดมโปร่งฟ้า ยาดมเสน่ห์สาวหลง ยาดมมะกรูด และสเปรย์ไล่ยุงกับแมลง

การฝึกลงมือทำช่วยให้ประชาชนมองเห็นเส้นทางจากวัตถุดิบในพื้นที่ไปสู่สินค้าได้ชัดเจนขึ้น แต่การผลิตเพื่อจำหน่ายจริงยังต้องผ่านการพัฒนาหลายขั้นตอน ทั้งการกำหนดสูตรที่คงที่ การทดสอบความปลอดภัย การเลือกภาชนะที่ไม่ทำปฏิกิริยากับผลิตภัณฑ์ การจัดทำฉลาก และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ชื่อผลิตภัณฑ์ที่สร้างความสนใจอาจช่วยด้านการตลาด แต่ความน่าเชื่อถือในระยะยาวขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความปลอดภัย และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับว่าวัตถุดิบมาจากพื้นที่ใด ผ่านกระบวนการใด และผลิตเมื่อใด

จากกลิ่นหอมของสมุนไพรสู่โจทย์ต้นทุนและตลาด

นอกจากการผลิต ผู้เข้าร่วมยังได้รับความรู้เรื่องการคำนวณต้นทุน การเลือกบรรจุภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐาน การสร้างอัตลักษณ์ และการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด

การคำนวณต้นทุนต้องรวมมากกว่าราคาวัตถุดิบ เช่น ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ เชื้อเพลิง บรรจุภัณฑ์ ฉลาก ค่าขนส่ง อุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ และการสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิต

หากคำนวณเฉพาะวัตถุดิบที่เก็บได้จากป่าโดยถือว่าไม่มีต้นทุน ชุมชนอาจตั้งราคาต่ำเกินไปและไม่เหลือทรัพยากรสำหรับปลูกทดแทนหรือดูแลพื้นที่

ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มมูลค่าไม่ควรหมายถึงการใส่บรรจุภัณฑ์ราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่ควรสะท้อนเรื่องราวของพืช ภูมิปัญญา แหล่งผลิต คุณภาพ และผลประโยชน์ที่กลับคืนสู่ชุมชน

ตลาดเป้าหมายอาจเริ่มจากพื้นที่ใกล้เคียง นักท่องเที่ยว ร้านค้าชุมชน หรือช่องทางออนไลน์ ก่อนขยายกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อจริง วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการผลิตจำนวนมากแล้วจำหน่ายไม่ได้

เศรษฐกิจฐานชีวภาพต้องรักษาสมดุลระหว่างรายได้กับธรรมชาติ

เศรษฐกิจฐานชีวภาพมุ่งใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยอาศัยความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่การสร้างรายได้ต้องไม่ทำให้ทรัพยากรถูกใช้เร็วกว่าความสามารถในการฟื้นตัว

แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเชื่อมเศรษฐกิจชีวภาพเข้ากับเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อม

เทศบาลตำบลดอยลาน และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงราย ข้อมูลการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่และกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน

เว็บไซต์ทางการ BCG Economy และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ข้อมูลแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว

องค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก ข้อมูลความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพต่อระบบนิเวศ อาหาร และสุขภาพมนุษย์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :