ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เปิ้ล นาคร แท็กทีมเชียงรายติวเข้มเด็กแม่สาย ฝึก CPR และเอาตัวรอดภัยพิบัติในโครงการ หนูต้องรอด


Summary


ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ “เปิ้ล นาคร” แท็กทีมเชีไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ “เปิ้ล นาคร” แท็กทีมเชียงรายติวเข้มเด็กแม่สาย ฝึก CPR และเอาตัวรอดภัยพิบัติในโครงการ “หนูต้องรอด”

เชียงราย,13 สิงหาคม 2569 – เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ภายในโรงเรียนปิยะพรพิทยา อำเภอแม่สาย ในเช้าวันที่ 11 สิงหาคม 2569 อาจทำให้บรรยากาศดูเหมือนกิจกรรมสนุกทั่วไป แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาคือบทเรียนที่จริงจังกว่านั้นมาก เด็ก ๆ ต้องฝึกตั้งแต่การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานหรือ CPR ไปจนถึงการเอาตัวรอดจากอัคคีภัย อุทกภัย แผ่นดินไหว และเหตุรุนแรงในสถานศึกษา

กิจกรรมทั้งหมดอยู่ภายใต้โครงการ “หนูต้องรอด” ประจำปี 2569 ซึ่งมูลนิธิไทยนาคา นำโดย “เปิ้ล” นาคร ศิลาชัย ประธานมูลนิธิไทยนาคา ร่วมกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่เชียงรายจัดขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เรื่องความปลอดภัยที่เด็กอาจเคยมองว่าเป็นบทเรียนไกลตัว กลายเป็นทักษะที่ต้องรู้ ต้องลอง และต้องนำไปใช้ได้เมื่อเกิดเหตุจริง

หัวใจของโครงการจึงอธิบายได้สั้น ๆ ว่า เด็กทุกคนควรมีสติ และมีวิชาเอาชีวิตรอดติดตัว เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉิน เวลาที่เสียไปเพียงไม่กี่นาทีอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างการตั้งรับได้ทันกับการตกอยู่ในอันตราย

เชียงรายผนึกหลายภาคส่วน เปลี่ยนโรงเรียนเป็นห้องเรียนเอาชีวิตรอด

เวลา 09.00 น. นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการ “หนูต้องรอด” พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงเรียนปิยะพรพิทยา อำเภอแม่สาย โดยโครงการมีทั้งมูลนิธิไทยนาคา คณะครู เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัยร่วมกันถ่ายทอดความรู้

ก่อนหน้านั้นตั้งแต่เวลา 08.00 น. สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัยได้เข้าร่วมฝึกอบรมและเสริมความรู้ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีหน่วยงานร่วมสนับสนุนหลายฝ่าย ได้แก่ มูลนิธิพระครูพิทักษ์พรหมวิหาร สมาคมปิยะมิตรแม่สายร่วมใจ มูลนิธิสยามแม่สาย กู้ภัยแสงแก้วโพธิญาณ จุดแม่จัน โรงพยาบาลแม่สาย และสถานีตำรวจภูธรแม่สาย

ภาพรวมจึงไม่ใช่กิจกรรมขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญหลายด้านมารวมกันในพื้นที่เดียว ทั้งกู้ภัย การแพทย์ฉุกเฉิน ความปลอดภัยในโรงเรียน และการรับมือภัยพิบัติ ซึ่งทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้เพียงทฤษฎี แต่ได้เห็นว่าหากเกิดเหตุจริง หน่วยงานต่าง ๆ ต้องทำงานเชื่อมกันอย่างไร

เปิ้ล นาคร เปลี่ยนเรื่องเครียดให้เด็กกล้าเรียนรู้

จุดเด่นของโครงการครั้งนี้คือการมีนาคร ศิลาชัยเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเนื้อหาที่จริงจังกับเด็กและเยาวชน บุคลิกที่สนุก เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย ช่วยลดความรู้สึกว่าการอบรมเรื่องภัยพิบัติเป็นเพียงการนั่งฟังเจ้าหน้าที่พูดอยู่หน้าห้อง

ในทางการสื่อสารกับเยาวชน ความสนุกไม่ได้หมายความว่าต้องลดทอนความจริงจังของเนื้อหา แต่สามารถใช้เป็น “ประตู” ดึงให้เด็กเปิดใจ จากนั้นจึงนำสาระสำคัญเข้าไปอย่างเป็นขั้นตอน เด็กที่สนุกกับฐานกิจกรรมมีโอกาสกล้าถาม กล้าลอง และจดจำประสบการณ์ได้มากกว่าการรับข้อมูลทางเดียว

สิ่งที่นาครและทีมภาคีต้องการส่งต่อจึงไม่ใช่ความรู้สึกว่า “ภัยพิบัติไม่น่ากลัว” แต่ตรงกันข้าม คือทำให้เด็กเข้าใจว่าภัยต่าง ๆ มีความจริงจังมากพอที่เราควรเตรียมตัวล่วงหน้า และเมื่อเตรียมตัวถูกต้อง ความตื่นตระหนกก็สามารถลดลงได้

CPR หนึ่งทักษะที่เด็กควรเคยฝึกก่อนเจอสถานการณ์จริง

หนึ่งในฐานสำคัญของกิจกรรมคือการฝึก CPR หรือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เด็กได้ทดลองฝึกกับหุ่นจำลอง เรียนรู้ว่าหากพบคนหมดสติ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงยืนรอผู้ใหญ่ แต่ต้องรู้จักประเมินความปลอดภัย ขอความช่วยเหลือ และปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้รับการฝึกอย่างถูกต้อง

การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้ CPR มีแนวทางรองรับจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมสอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและการใช้เครื่อง AED ให้แก่นักเรียน รวมถึงมีงานวิจัยของ สพฉ. ที่เสนอว่าการปลูกฝังความรู้และทักษะด้านการแพทย์ฉุกเฉินผ่านระบบการศึกษาเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มจำนวนประชาชนที่มีความรู้ด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน

ด้านศูนย์ฝึกอบรมปฐมพยาบาลและสุขภาพอนามัย สภากาชาดไทย มีหลักสูตรช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุมการทำ CPR และการใช้ AED ทั้งในผู้ใหญ่ เด็กโต และทารก สะท้อนว่าความรู้ด้านการช่วยชีวิตไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่สามารถถูกถ่ายทอดให้ประชาชนทั่วไปได้อย่างเป็นระบบ

สิ่งสำคัญคือเด็กควรเรียนรู้ผ่านการฝึกที่ถูกต้อง ไม่ใช่ดูคลิปสั้นเพียงครั้งเดียวแล้วคิดว่าสามารถปฏิบัติได้ทั้งหมด เพราะ CPR ต้องอาศัยทั้งการประเมินสถานการณ์ ท่าทาง การวางมือ จังหวะการกดหน้าอก และการเรียกใช้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเหมาะสม

คลิป CPR 1 นาทีควรเป็นประตูสู่การฝึก ไม่ใช่แทนการฝึก

ในมุมของการสื่อสารกับ Gen Z โครงการนี้สามารถต่อยอดเป็นคอนเทนต์สั้น เช่น “เช็กสเต็ป CPR 1 นาที เด็กแม่สายทำได้ไหม” หรือคลิปพาดูการฝึกหนีภัยแบบสถานการณ์จำลอง เพื่อทำให้เนื้อหาเข้าถึงวัยรุ่นผ่าน Reels และ TikTok ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คลิปสั้นควรทำหน้าที่สร้างความสนใจและพาคนดูไปสู่การเรียนรู้ที่ถูกต้อง ไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่า CPR เป็นทักษะที่สามารถเรียนจบได้ภายในหนึ่งนาที ปัจจุบันสภากาชาดไทยยังคงใช้หลักสูตรฝึกจริงสำหรับ CPR และ AED และมีการอัปเดตแนวทางการช่วยชีวิตตามองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น หากจะสร้างคอนเทนต์ให้ไวรัล ประโยคที่เหมาะกว่าอาจเป็น “1 นาทีรู้จัก CPR แล้วไปฝึกของจริงให้ช่วยคนได้จริง” ซึ่งทั้งดึงดูดและไม่ทำให้สารด้านความปลอดภัยถูกลดทอนจนผิดจากหลักวิชาการ

ไม่ใช่แค่ CPR แต่ต้องรู้ว่าจะหนีอย่างไรเมื่อภัยมา

ขอบเขตการฝึกของ “หนูต้องรอด” ยังครอบคลุมการรับมืออัคคีภัย อุทกภัย แผ่นดินไหว ตลอดจนแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดความรุนแรงในสถานศึกษา ความสำคัญอยู่ที่ภัยแต่ละประเภทต้องการการตอบสนองที่ต่างกัน เด็กจึงต้องเรียนรู้ว่าไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์

หากเกิดไฟไหม้ สิ่งสำคัญคือการออกจากพื้นที่อันตรายตามเส้นทางที่กำหนด หากเป็นอุทกภัยต้องรู้จักติดตามคำเตือนและอพยพก่อนเส้นทางถูกตัด หากเกิดแผ่นดินไหวต้องปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยที่เหมาะสมกับสถานที่ ขณะที่เหตุรุนแรงในโรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและปฏิบัติตามแผนของสถานศึกษา

การฝึกหลายสถานการณ์ในวันเดียวจึงไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กจำรายละเอียดทุกอย่างทันที แต่ต้องการสร้าง “กรอบความคิด” ว่าเมื่อเกิดเหตุ ต้องหยุดคิด ประเมินสถานการณ์ และเลือกวิธีตอบสนองให้เหมาะกับภัยตรงหน้า

แม่สายทำให้บทเรียนเรื่องภัยพิบัติใกล้ตัวกว่าหลายพื้นที่

สำหรับเด็กในอำเภอแม่สาย คำว่าอุทกภัยไม่ใช่คำที่อยู่เฉพาะในตำรา พื้นที่ชายแดนแห่งนี้เคยเผชิญสถานการณ์น้ำหลากและอุทกภัยที่ส่งผลต่อบ้านเรือน ถนน โรงเรียน และการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การฝึกให้เด็กเข้าใจวิธีเอาตัวรอดจึงเชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริงของชุมชนได้โดยตรง

ความสำคัญของการเรียนรู้จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเด็กสามารถตอบคำถามในห้องเรียนได้หรือไม่ แต่คือหากวันหนึ่งมีการแจ้งเตือนน้ำหลาก เขารู้หรือไม่ว่าต้องเตรียมอะไร รู้จุดปลอดภัยหรือไม่ และสามารถช่วยผู้ใหญ่ในบ้านเตือนเรื่องเอกสาร ยา หรือสิ่งของสำคัญได้แค่ไหน

เมื่อมองเช่นนี้ “หนูต้องรอด” จึงไม่ใช่โครงการสร้างเด็กให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย แต่เป็นการสร้าง Disaster Literacy หรือความรู้เท่าทันภัยพิบัติให้ติดตัวเยาวชนตั้งแต่ต้น

จากแววตาเด็กที่ฝึกหุ่น CPR สู่ฮีโร่ตัวน้อยที่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง

ภาพเด็กฝึกกดหน้าอกกับหุ่น CPR อาจเป็นภาพน่ารักสำหรับผู้ปกครอง แต่ความหมายที่อยู่เบื้องหลังจริงจังกว่านั้น เพราะเด็กกำลังเรียนรู้ว่าเขามีบทบาทในการช่วยชีวิตได้ หากได้รับการฝึกอย่างถูกต้องและรู้ว่าเมื่อใดควรลงมือ

คำว่า “ฮีโร่ตัวน้อย” จึงไม่ควรหมายถึงเด็กที่ต้องวิ่งเข้าไปในพื้นที่อันตราย แต่คือเด็กที่รู้จักปกป้องชีวิตตัวเองก่อน รู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ และรู้ว่าการช่วยคนอื่นอย่างถูกวิธีสำคัญกว่าการเสี่ยงโดยไม่มีความรู้

การประเมินความปลอดภัยก่อนช่วยผู้บาดเจ็บเป็นหลักพื้นฐานของการปฐมพยาบาล สภากาชาดไทยเองวางการประเมินสถานการณ์และผู้บาดเจ็บไว้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรก่อนเข้าสู่การทำ CPR และการใช้ AED

เด็กจึงไม่จำเป็นต้องแข็งแรงที่สุดหรือกล้าที่สุดเพื่อช่วยใคร สิ่งที่ต้องมีมากกว่าคือความรู้และสติ

มีสติ” คือวิชาที่ใช้ได้กับทุกภัย

แม้ฐานกิจกรรมจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อม CPR น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว และเหตุรุนแรงเข้าด้วยกัน คือการควบคุมความตื่นตระหนก

เมื่อเกิดเหตุจริง คนจำนวนมากไม่ได้ขาดข้อมูลทั้งหมด แต่ไม่สามารถเรียกใช้ข้อมูลที่มีเพราะตกใจ การฝึกซ้อมจึงทำให้สมองมีประสบการณ์อ้างอิงว่าเมื่อเจอสถานการณ์คล้ายกันควรเริ่มจากอะไร

สำหรับเด็ก วิธีคิดพื้นฐานอาจเหลือเพียงสามขั้นตอนที่เข้าใจง่าย คือดูว่าพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่ พาตัวเองออกจากอันตรายก่อน และขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือหน่วยฉุกเฉิน จากนั้นจึงใช้ทักษะที่ได้รับการฝึกตามสถานการณ์

สพฉ. เคยเผยแพร่คำแนะนำเรื่องการสอนเด็กให้เอาตัวรอดจากเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการรู้จักแจ้งเหตุผ่านหมายเลข 1669 ซึ่งสะท้อนว่าการทำให้เด็ก “รู้ว่าจะขอความช่วยเหลืออย่างไร” เป็นส่วนสำคัญของการเตรียมพร้อมเช่นเดียวกับทักษะการปฐมพยาบาล

ภาคีหลายหน่วยคือหัวใจที่ทำให้การฝึกใกล้เคียงชีวิตจริง

การมีทั้งมูลนิธิไทยนาคา โรงเรียนปิยะพรพิทยา สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิพระครูพิทักษ์พรหมวิหาร สมาคมปิยะมิตรแม่สายร่วมใจ มูลนิธิสยามแม่สาย กู้ภัยแสงแก้วโพธิญาณ จุดแม่จัน โรงพยาบาลแม่สาย และสถานีตำรวจภูธรแม่สาย เข้ามาร่วมกัน ทำให้โครงการนี้สะท้อนระบบความปลอดภัยในชีวิตจริงมากขึ้น

เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติจริง ไม่มีหน่วยงานใดสามารถทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง โรงเรียนอาจเป็นผู้ดูแลเด็กช่วงแรก เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าถึงพื้นที่ แพทย์และโรงพยาบาลดูแลผู้บาดเจ็บ ตำรวจช่วยรักษาความปลอดภัย ขณะที่องค์กรชุมชนช่วยประสานคนและข้อมูลในพื้นที่

การทำให้เด็กเห็นหน่วยงานเหล่านี้ร่วมกันตั้งแต่วันฝึก จึงช่วยสร้างความเข้าใจว่า “การเอาตัวรอด” ไม่ได้หมายถึงการต้องทำทุกอย่างคนเดียว แต่รวมถึงการรู้ว่าใครมีหน้าที่อะไร และจะเรียกความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง

ความรู้หนึ่งชุดอาจเดินทางจากโรงเรียนกลับไปถึงทั้งบ้าน

ข้อได้เปรียบของการสอนเด็กเรื่องความปลอดภัยคือความรู้ไม่ได้หยุดอยู่ในโรงเรียน เด็กสามารถกลับไปถามคนในครอบครัวได้ทันทีว่า บ้านมีถังดับเพลิงหรือไม่ เบอร์ฉุกเฉินอยู่ตรงไหน หากเกิดน้ำหลากจะย้ายผู้สูงอายุทางใด หรือทุกคนรู้จุดนัดพบหรือยัง

คำถามเล็ก ๆ จากเด็กสามารถทำให้ผู้ใหญ่เริ่มทบทวนความพร้อมของบ้านโดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานเข้ามารณรงค์ใหม่ นั่นทำให้เด็กมีบทบาทเป็นผู้ส่งต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยเข้าสู่ครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

สมาคมศิริกรณ์เชียงรายบรรเทาสาธารณภัยสรุปแนวคิดของกิจกรรมไว้อย่างชัดเจนว่า “ความรู้ที่ถูกต้อง อาจช่วยให้หนึ่งชีวิตรอดพ้นจากเหตุฉุกเฉินได้” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ของโครงการที่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้รู้จักช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นอย่างมีสติ

หนูต้องรอด” ต้องไม่จบเมื่อกิจกรรมหนึ่งวันสิ้นสุด

สิ่งที่ควรจับตาหลังจากนี้คือ โรงเรียนและหน่วยงานในพื้นที่จะสามารถนำทักษะจากโครงการไปต่อยอดได้มากเพียงใด เพราะการปฐมพยาบาล การช่วยชีวิต และการอพยพเป็นทักษะที่ต้องฝึกซ้ำ การเรียนครั้งเดียวแล้วเว้นไปหลายปีอาจทำให้ขั้นตอนที่เคยจำได้เลือนหายไป

รูปแบบที่สามารถต่อยอดได้มีทั้งการซ้อมอพยพประจำปี การทบทวน CPR และ AED การสร้างแกนนำนักเรียนด้านความปลอดภัย รวมถึงการให้แต่ละครอบครัวมีแผนรับมือเหตุฉุกเฉินของตัวเอง โรงเรียนเองก็ควรมีเส้นทางหนีภัย จุดรวมพล และบทบาทของครูแต่ละคนที่เด็กสามารถเข้าใจได้จริง

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติยังคงส่งเสริมการสอน CPR แก่นักเรียนและประชาชน รวมถึงมีระบบเรียนรู้ด้านการกู้ชีพขั้นพื้นฐานเพื่อขยายจำนวนคนในสังคมที่สามารถตอบสนองเหตุฉุกเฉินได้

ดังนั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จของ “หนูต้องรอด” ไม่ควรหยุดที่จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่ควรตอบให้ได้ว่า หลังผ่านไปสามเดือนหรือหกเดือน เด็กยังจำสิ่งที่ต้องทำได้หรือไม่ โรงเรียนซ้อมต่อหรือไม่ และความรู้เดินทางกลับเข้าไปในครอบครัวมากน้อยเพียงใด

จากเสียงหัวเราะในวันฝึก สู่สติในวันที่อาจเกิดเหตุจริง

ในวันที่ 11 สิงหาคม บรรยากาศที่โรงเรียนปิยะพรพิทยาอาจเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงเชียร์ และความตื่นเต้นจากฐานกิจกรรมต่าง ๆ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของโครงการไม่ใช่การทำให้เด็กกลับบ้านพร้อมความสนุกเพียงอย่างเดียว

เด็กควรกลับไปพร้อมคำตอบว่า หากไฟไหม้ต้องทำอย่างไร หากน้ำมาเร็วต้องไปทางไหน หากพบคนหมดสติควรเริ่มขอความช่วยเหลืออย่างไร และหากสถานการณ์เกินความสามารถของตัวเอง ต้องรู้จักหยุดและเรียกผู้ใหญ่

การมี “เปิ้ล นาคร” เป็นตัวชูโรงช่วยให้ประตูสู่บทเรียนเหล่านี้เปิดง่ายขึ้น แต่สิ่งที่จะทำให้โครงการมีคุณค่าในระยะยาวคือการที่ภาคีในเชียงรายเปลี่ยนความสนุกในวันอบรมให้กลายเป็นทักษะจริงของเด็ก

เพราะท้ายที่สุด ไม่มีใครต้องการให้เด็กได้ใช้วิชาเหล่านี้ในสถานการณ์จริง แต่หากวันนั้นมาถึง เด็กที่เคยฝึกย่อมมีโอกาสตั้งสติได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่เคยรู้ว่าควรทำอะไร

และนั่นคือความหมายของคำว่า หนูต้องรอด และช่วยคนอื่นได้”

ไม่ใช่การสร้างเด็กให้เป็นฮีโร่ที่ต้องเสี่ยงชีวิต แต่คือการสร้างคนรุ่นใหม่ที่รู้จักรักษาชีวิตตัวเอง รู้จักขอความช่วยเหลือ และมีทักษะพื้นฐานพอที่จะไม่ยืนทำอะไรไม่ถูกเมื่อวินาทีฉุกเฉินมาถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :