การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้าน้ำท่วมน่าน จ่ายไฟแล้ว 92% ท่ามกลางการเตือนภัยฝนระลอกใหม่

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • อุทกภัยในจังหวัดน่านส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 50,430 ราย
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กู้คืนระบบและจ่ายไฟคืนแล้ว 46,407 ราย หรือประมาณ 92.02%
  • ยังคงเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบและฟื้นฟูอีก 4,023 ราย หรือประมาณ 7.98%
  • ในพื้นที่อำเภอปัว ณ เวลา 14.00 น. มีผู้ใช้ไฟที่ยังไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ 1,973 ราย
  • ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนภัยฝนตกหนักและดินโคลนถล่มใน 3 อำเภอเสี่ยง ควบคู่กับที่ PEA ย้ำเตือนความปลอดภัยจากไฟฟ้ารั่ว

ภารกิจแข่งกับน้ำ PEA ลุยกู้ไฟเมืองน่าน จ่ายคืนแล้ว 92% เร่งคืนแสงสว่างอีก 4,023 ผู้ใช้ไฟ

น่าน, 20 สิงหาคม 2569 – ท่ามกลางฝนที่ยังเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดน่าน น้ำป่าที่ต้องเฝ้าระวัง และเส้นทางบางช่วงที่ยังได้รับผลกระทบจากดินสไลด์ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญกำลังเกิดขึ้นแทบพร้อมกัน คือการ “กู้ไฟคืนเมือง” ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ซึ่งต้องทำงานแข่งกับเวลา ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถลดมาตรฐานด้านความปลอดภัยได้แม้แต่น้อย

ข้อมูลสถานการณ์ ณ เวลา 21.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ระบุว่า อุทกภัยในจังหวัดน่านทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับผลกระทบทั้งหมด 50,430 ราย ขณะที่ PEA สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าคืนได้แล้ว 46,407 ราย คิดเป็นประมาณ 92.02% และยังเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบอีก 4,023 ราย หรือประมาณ 7.98% ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบและฟื้นฟูระบบอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลข 92% สะท้อนความคืบหน้าที่สำคัญ แต่หากมองแบบ Data Journalism ต้องไม่ปล่อยให้ “8% ที่เหลือ” หายไปหลังกราฟสีสวย เพราะ 4,023 รายยังหมายถึงผู้ใช้ไฟหลายพันจุดที่กำลังรอให้ระบบกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย และในช่วงเวลาเดียวกัน จังหวัดน่านยังได้รับคำเตือนฝนหนักเพิ่มเติมในหลายพื้นที่

จาก 50,430 ราย เหลือ 4,023 ราย ตัวเลขบอกว่าระบบฟื้นเร็ว แต่ภารกิจยังไม่จบ

หากแปลงสถานการณ์เป็นภาพเดียวเพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่าย ตัวเลขสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดเจน คือ จ่ายไฟคืนแล้ว 46,407 ราย หรือประมาณ 92% และยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 4,023 ราย หรือประมาณ 8%

แต่เบื้องหลังเปอร์เซ็นต์นี้ไม่ใช่เพียงการเปิดสวิตช์แล้วไฟกลับมา เพราะระบบจำหน่ายบางส่วนได้รับความเสียหายจากกระแสน้ำ เจ้าหน้าที่ต้องสำรวจเสาไฟ สายไฟ ระบบจำหน่าย รวมถึงสภาพพื้นที่ก่อนตัดสินใจว่าจุดใดสามารถจ่ายกระแสไฟกลับได้ทันที และจุดใดต้องรอให้สถานการณ์ปลอดภัยเสียก่อน

PEA จึงย้ำว่าการกู้คืนระบบต้องเร่งดำเนินการ “ในพื้นที่ที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัย” ซึ่งเป็นคำสำคัญของภารกิจครั้งนี้ ความเร็วเป็นเรื่องจำเป็น แต่การจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบที่ยังมีน้ำท่วม อุปกรณ์ชำรุด หรือบ้านเรือนบางส่วนยังเปียกน้ำ อาจสร้างความเสี่ยงต่อทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ได้

ด้วยเหตุนี้ การที่บางพื้นที่ยังไม่มีไฟใช้จึงไม่ควรถูกตีความทันทีว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการล่าช้า เพราะแต่ละจุดมีเงื่อนไขความเสียหายและการเข้าถึงแตกต่างกัน

ปัวเป็นหนึ่งในจุดหนัก เวลา 14.00 น. ยังมี 1,973 รายไม่มีไฟใช้

ภาพความยากของการกู้ระบบเห็นได้ชัดจากอำเภอปัว โดยช่วงเวลา 14.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม PEA รายงานว่ายังมีผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอปัวได้รับผลกระทบและไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้จำนวน 1,973 ราย

ในวันเดียวกัน นายอุดมศักดิ์ เต็มวงษ์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมนายวิวัฒน์ ฤทธิวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก ผู้บริหารและพนักงาน PEA ได้ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย วางแผนการกู้คืนระบบ ก่อนลงพื้นที่อำเภอปัวเพื่อตรวจสอบความเสียหายและติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

ที่ประชุมกำหนดแนวทางสำรวจระบบจำหน่ายที่ได้รับความเสียหายจากกระแสน้ำ พร้อมจัดลำดับพื้นที่ดำเนินงาน ดูแลระบบไฟฟ้าของบ้านเรือนประชาชน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทีมปฏิบัติสามารถเข้าถึงจุดเสียหายได้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1,973 รายของอำเภอปัว ณ เวลา 14.00 น. ไม่ควรนำไปหักจากตัวเลข 4,023 รายของทั้งจังหวัด ณ เวลา 21.00 น. เพื่อสรุปว่ามีการกู้คืนได้กี่รายในช่วง 7 ชั่วโมง เพราะเป็นข้อมูลต่างช่วงเวลาและต่างขอบเขตพื้นที่ ผู้ใช้ไฟที่ยังได้รับผลกระทบในจังหวัดช่วงค่ำอาจกระจายอยู่ในหลายอำเภอ ขณะที่สถานการณ์บางจุดอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างวัน

จุดนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการอ่านข้อมูลภัยพิบัติแบบ Real-time ซึ่งต้องระบุทั้ง “เวลา” และ “พื้นที่” กำกับตัวเลขเสมอ

92% อาจฟื้นได้แล้ว แต่ 8% สุดท้ายอาจเป็นงานที่ยากที่สุด

ในทางปฏิบัติ ช่วงท้ายของการฟื้นระบบอาจไม่ได้ง่ายตามสัดส่วนตัวเลข เพราะพื้นที่ที่สามารถจ่ายไฟคืนได้เร็ว มักเป็นพื้นที่ที่ระบบหลักยังอยู่ในสภาพใช้งานหรือเจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ ขณะที่จุดที่เหลืออาจเป็นพื้นที่น้ำลึก เส้นทางขาด ดินสไลด์ หรือมีอุปกรณ์เสียหายจนต้องซ่อมหรือเปลี่ยนก่อน

นั่นหมายความว่า การเดินจาก 0% ไปถึง 90% อาจใช้เวลาน้อยกว่าการเดินจาก 90% ไปถึง 100% ในบางสถานการณ์

สิ่งที่ประชาชนต้องการหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขรวมของจังหวัด แต่คือรายละเอียดว่าพื้นที่ใดยังมีปัญหา สาเหตุคืออะไร และหากยังไม่สามารถระบุเวลาเปิดไฟได้ หน่วยงานสามารถบอกกรอบการประเมินครั้งถัดไปได้เมื่อใด

หาก PEA เผยแพร่ข้อมูลลักษณะนี้เป็นรอบ เช่น ทุก 3 หรือ 6 ชั่วโมง จะสามารถสร้าง Recovery Timeline ที่ช่วยให้ประชาชนเห็นความคืบหน้า และทำให้หน่วยงานเองเห็นจุดที่กลายเป็นคอขวดของการฟื้นฟูระบบ

“ฮีโร่ลุยน้ำกู้ไฟ” ภาพที่ต้องเล่าคู่กับความเสี่ยงหน้างาน

ภาพเจ้าหน้าที่ไฟฟ้าที่ต้องเดินลุยน้ำ ตรวจสายไฟ ปีนเสา หรือเข้าไปในพื้นที่ที่รถทั่วไปเข้าถึงยาก สามารถสะท้อนความทุ่มเทของทีมปฏิบัติได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ควรเล่าควบคู่กับภาพเหล่านั้นคือมาตรฐานความปลอดภัยที่อยู่เบื้องหลัง

เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตัดต่อระบบได้ทันทีเพียงเพราะประชาชนต้องการไฟฟ้า แต่ต้องตรวจว่าระบบแยกกระแสแล้วหรือไม่ จุดทำงานปลอดภัยหรือไม่ ระดับน้ำยังเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และสามารถเข้าถึงพื้นที่โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้ทีมช่างได้หรือไม่

ในมุมของประชาชน PEA ขอให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมไม่เข้าใกล้เสาไฟฟ้า สายไฟ หรืออุปกรณ์ที่อยู่ในน้ำ รวมถึงไม่ควรสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะที่ร่างกายเปียกหรือยืนอยู่ในน้ำ หากพบสายไฟขาด เสาไฟล้ม หรืออุปกรณ์ชำรุด ควรเว้นระยะห่างและแจ้ง PEA Contact Center 1129 ทันที

คำเตือนนี้มีความสำคัญแม้ในช่วงน้ำเริ่มลด เพราะอุปกรณ์ภายในบ้านที่เคยถูกน้ำท่วมอาจยังมีความชื้นหรือความเสียหายซ่อนอยู่ การเห็นว่าไฟในพื้นที่กลับมาแล้วไม่ได้หมายความว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นสามารถเปิดใช้งานได้ทันที

งานกู้ไฟยังต้องแข่งกับฝนรอบใหม่

ความท้าทายของวันที่ 20 สิงหาคมคือ PEA ไม่ได้กำลังซ่อมระบบหลังภัยผ่านพ้นไปแล้ว แต่กำลังฟื้นระบบในขณะที่สถานการณ์อากาศยังมีความไม่แน่นอน

เวลา 20.00 น. ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านรายงานว่ากลุ่มฝนกำลังเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ตอนเหนือของจังหวัดและเข้าสู่พื้นที่ตอนกลาง พร้อมเตือนความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม

ต่อมาเวลา 20.47 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. แจ้งเตือนฝนตกหนักใน 3 อำเภอ ได้แก่ เฉลิมพระเกียรติ บ่อเกลือ และทุ่งช้าง พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่ริมคลอง ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำ และที่ลาดเชิงเขา ให้เฝ้าระวังน้ำป่า ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง

ปภ.ยังร่วมกับ AIS, True และ NT ส่งข้อความ Cell Broadcast ไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมแนะนำให้ยกสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เก็บเอกสารสำคัญ ดูแลกลุ่มเปราะบาง และระวังอันตรายจากไฟฟ้าดูด

เมื่อวางเวลาเทียบกันจะเห็นว่า เพียง 13 นาทีหลังการแจ้งเตือนของ ปภ. เวลา 20.47 น. ก็เข้าสู่ช่วงก่อน Snapshot ของ PEA เวลา 21.00 น. นั่นหมายความว่าตัวเลขกู้คืนไฟ 92% เกิดขึ้นในขณะที่จังหวัดยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากฝนรอบใหม่ ไม่ใช่ภายใต้สภาพอากาศที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ไฟฟ้ากับ Cell Broadcast เชื่อมกันมากกว่าที่เห็น

ในภาวะภัยพิบัติ ไฟฟ้าไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้บ้านสว่าง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสื่อสารฉุกเฉิน โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เครื่องชาร์จ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์สื่อสารในบ้าน ล้วนต้องพึ่งพาพลังงานในระดับหนึ่ง

การที่ ปภ.ส่ง Cell Broadcast เตือนประชาชนจึงสะท้อนอีกด้านว่า ระบบสื่อสารและระบบไฟฟ้าต้องสนับสนุนกัน หากไฟดับเป็นเวลานาน ประชาชนอาจเริ่มมีข้อจำกัดในการชาร์จโทรศัพท์หรือติดตามข้อมูล ขณะที่ช่วงน้ำท่วมกลับเป็นเวลาที่ประชาชนจำเป็นต้องรับข่าวสารมากที่สุด

ดังนั้น ภารกิจกู้ไฟของ PEA จึงไม่ใช่เพียง “คืนความสว่าง” แต่คือการคืนความสามารถให้ครัวเรือนกลับมาติดต่อญาติ รับข้อมูลแจ้งเตือน ขอความช่วยเหลือ และจัดการชีวิตในช่วงวิกฤตได้ดีขึ้น

นี่ทำให้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งใน Critical Infrastructure ที่การฟื้นระบบมีผลต่อระบบอื่นเป็นทอด ๆ

ถนนเปิด ทีมช่างเข้าได้ ไฟกลับ ระบบเมืองเริ่มฟื้น

อีกระบบที่สัมพันธ์กับภารกิจกู้ไฟโดยตรงคือโครงข่ายคมนาคม เพราะต่อให้ PEA มีทีมช่างและอุปกรณ์พร้อม แต่หากถนนถูกน้ำตัดหรือดินสไลด์ รถปฏิบัติการก็อาจไม่สามารถเข้าถึงจุดเสียหายได้

วันที่ 20 สิงหาคม กระทรวงคมนาคมจึงระดมหน่วยงานในสังกัดเข้าช่วยสถานการณ์จังหวัดน่านคู่ขนานกัน ทั้งกรมทางหลวงที่เร่งเคลียร์ดินสไลด์และเปิดเส้นทาง กรมทางหลวงชนบทที่ลาดตระเวนจุดเสี่ยงและติดตั้งป้ายเตือน รวมถึงกรมเจ้าท่าที่นำเรือและรถเข้าสนับสนุนการขนส่งสิ่งของและผู้ป่วย

ท่าอากาศยานน่านนครยังเปิดให้บริการเที่ยวบินขึ้นลงได้ตามปกติในวันที่ 20 สิงหาคม ขณะที่ บขส.เตรียมปรับแผนการเดินรถตามสภาพเส้นทาง

ภาพรวมทำให้เห็นว่า Disaster Recovery ไม่ได้มีหน่วยงานใดทำงานโดยลำพัง ถนนต้องเปิดเพื่อให้ทีมไฟฟ้าและกู้ภัยเข้าได้ ไฟต้องกลับมาเพื่อให้บ้าน ศูนย์พักพิง และระบบสื่อสารทำงาน ขณะที่การแจ้งเตือนต้องดำเนินต่อเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายซ้ำ

Data Visualization ต้องแสดงทั้ง “ความสำเร็จ” และ “คนที่ยังรอ”

สำหรับงานกราฟิกของข่าว ตัวเลขชุดนี้เหมาะกับการทำ Progress Bar หรือ Donut Chart อย่างมาก โดยวางตัวเลขหลักเพียงสามชุด คือ 50,430 รายได้รับผลกระทบทั้งหมด 46,407 รายจ่ายไฟคืนแล้ว และ 4,023 รายยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

Headline บนกราฟิกสามารถใช้ว่า “น่านกู้ไฟคืนแล้ว 92%” แต่ควรวางข้อความด้านล่างคู่กันว่า “อีก 4,023 ผู้ใช้ไฟยังรอการฟื้นระบบ”

การนำเสนอแบบนี้ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่เปอร์เซ็นต์ 92% ทำให้คนรู้สึกว่าเหตุการณ์แทบจบแล้ว ทั้งที่ผู้ใช้ไฟอีกมากกว่าสี่พันรายยังได้รับผลกระทบอยู่

อีกข้อมูลที่สามารถเพิ่มเป็น Callout คือ “ปัว เวลา 14.00 น. ยังได้รับผลกระทบ 1,973 ราย” โดยต้องกำกับเวลาและพื้นที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้คนเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลข Snapshot เวลา 21.00 น. แบบที่สามารถนำมาหักลบกันตรง ๆ

หากวันต่อไป PEA มีข้อมูลใหม่ เช่น เวลา 06.00 น. หรือ 12.00 น. ตัวเลขเหล่านี้สามารถต่อเป็นเส้นกราฟแสดงการลดลงของผู้ใช้ไฟที่ได้รับผลกระทบได้ทันที ทำให้ประชาชนเห็น “ความเร็วในการฟื้นเมือง” ผ่านข้อมูลจริง

4,023 ราย ไม่ควรถูกเรียกว่า “4 พันครัวเรือน” โดยอัตโนมัติ

อีกจุดหนึ่งที่ต้องใช้ถ้อยคำให้แม่นยำคือ PEA รายงานข้อมูลในหน่วย “ผู้ใช้ไฟฟ้า” ไม่ได้ระบุว่าเป็น “ครัวเรือน” ทั้งหมด เพราะบัญชีผู้ใช้ไฟอาจรวมบ้านพัก ร้านค้า หน่วยงาน หรือกิจการประเภทอื่น

ดังนั้น ในพาดหัวและตัวข่าวควรใช้ว่า “4,023 ผู้ใช้ไฟ” หรือ “กว่า 4 พันผู้ใช้ไฟ” มากกว่าการใช้คำว่า “4 พันครัวเรือน” เว้นแต่ PEA จะยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นผู้ใช้ไฟประเภทบ้านอยู่อาศัย

ข้อแตกต่างนี้อาจดูเล็ก แต่เป็นหัวใจของ Data Journalism เพราะเมื่อข้อมูลต้นทางกำหนดหน่วยไว้อย่างหนึ่ง ข่าวไม่ควรเปลี่ยนหน่วยไปอีกอย่างโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

ในทำนองเดียวกัน จำนวนผู้ใช้ไฟ 50,430 รายก็ไม่สามารถนำไปคูณด้วยจำนวนสมาชิกครัวเรือนเฉลี่ยเพื่อประมาณว่า “มีประชาชนกี่แสนคนได้รับผลกระทบ” ได้ เพราะโครงสร้างผู้ใช้ไฟยังไม่ถูกแจกแจง

จาก 92% สู่ 100% ตัวเลขที่ควรติดตามต่อไม่ใช่แค่เปอร์เซ็นต์

หลังจากนี้ PEA มีโอกาสทำให้ข้อมูลสถานการณ์มีประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น หากเปิดเผยรายละเอียดระดับอำเภอควบคู่กับตัวเลขภาพรวม เช่น พื้นที่ที่ยังไม่มีไฟ จำนวนผู้ใช้ไฟที่เหลือแต่ละอำเภอ สาเหตุที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟ และช่วงเวลาที่จะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือจำนวนเสาไฟ สายไฟ หม้อแปลง หรืออุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงจำนวนชุดปฏิบัติการที่ถูกส่งเข้าพื้นที่ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยอธิบายว่าเหตุใดบางพื้นที่ใช้เวลาฟื้นนานกว่าพื้นที่อื่น

อย่างไรก็ตาม ณ ข้อมูลที่ได้รับในขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดครบถ้วนในส่วนดังกล่าว จึงไม่ควรประมาณจำนวนเจ้าหน้าที่ รถปฏิบัติการ หรืออุปกรณ์ที่เสียหายขึ้นเอง แม้จะต้องการสร้างภาพ “ฮีโร่ลุยน้ำกู้ไฟ” ก็ตาม

ภาพหน้างานจะมีพลังมากที่สุดเมื่อจับคู่กับข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น สถานที่ เวลา ระดับความยากในการเข้าถึง และภารกิจที่ทีมช่างกำลังดำเนินการจริง

คืนนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่าไฟจะกลับเมื่อไร แต่กลับแล้วต้องปลอดภัยด้วย

สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม สิ่งสำคัญในคืนนี้จึงไม่ได้มีเพียงการรอว่าไฟจะกลับมาเมื่อใด แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากระบบไฟฟ้าที่อาจได้รับความเสียหายจากน้ำด้วย

หากพบสายไฟขาด เสาไฟล้ม หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด ไม่ควรเข้าใกล้หรือพยายามจัดการด้วยตนเอง ควรเว้นระยะห่างและแจ้ง PEA Contact Center 1129 ส่วนประชาชนในพื้นที่ที่ยังเสี่ยงน้ำป่า น้ำหลาก หรือดินโคลนถล่ม สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 และติดตามข้อความ Cell Broadcast จากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด

การฟื้นระบบไฟฟ้าจึงต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “เร็วที่สุด” กับ “ปลอดภัยที่สุด” เพราะหากเร่งจ่ายไฟโดยพื้นที่ยังไม่พร้อม ความสำเร็จเชิงตัวเลขอาจแลกมากับความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ณ เวลา 21.00 น. จังหวัดน่านเดินมาถึง 92.02% ของภารกิจกู้คืนผู้ใช้ไฟที่ได้รับผลกระทบแล้ว เหลืออีก 7.98% หรือ 4,023 รายที่ยังต้องติดตามต่อ

สำหรับกราฟ มันคือพื้นที่เล็ก ๆ เพียง 8% ของวงกลม

แต่สำหรับคนที่บ้านยังมืด 8% นั้นคือ 100% ของปัญหาที่เขากำลังเผชิญ

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภารกิจกู้ไฟเมืองน่านยังไม่จบที่ตัวเลข 92% และจะยังต้องแข่งกับทั้งน้ำ ฝน เวลา และข้อจำกัดหน้างานต่อไป จนกว่าระบบไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยในพื้นที่ที่เหลือ

DATA SNAPSHOT เวลา 21.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569

ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับผลกระทบ 50,430 ราย
จ่ายไฟคืนแล้ว 46,407 ราย หรือประมาณ 92.02%
ยังได้รับผลกระทบ 4,023 ราย หรือประมาณ 7.98%

ส่วน อำเภอปัว ณ เวลา 14.00 น. มีผู้ใช้ไฟฟ้าที่ยังไม่สามารถใช้ไฟได้ 1,973 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลคนละช่วงเวลากับ Snapshot ระดับจังหวัดเวลา 21.00 น. จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองชุดมาหักลบเพื่อประเมินจำนวนที่กู้คืนระหว่างวันโดยตรง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :