สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ระดม 1 แสนชื่อ จี้ สธ. ยุติโครงการ อสพ. หวั่นอบรม 240 ชม. ทำคนไข้ติดเตียงวิกฤต
- สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ เปิดแคมเปญรวบรวม 100,000 รายชื่อ เพื่อคัดค้านนโยบายจัดตั้งอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ของกระทรวงสาธารณสุข
- โครงการดังกล่าวเตรียมนำร่อง 7,256 อัตรา จ่ายค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน ให้ผู้ผ่านการอบรมระยะสั้น 240 ชั่วโมงดูแลผู้ป่วยติดเตียง
- สมาคมฯ ชี้ว่าหลักสูตรเร่งรัดไม่เพียงพอต่อการดูแลกลุ่มเปราะบาง และเสี่ยงต่อการทำหัตถการผิดกฎหมายจนผู้ปฏิบัติงานต้องรับโทษทางอาญา
- นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้งบประมาณสูงกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี ที่อาจถูกใช้สร้างเครือข่ายฐานเสียงทางการเมือง
- สมาคมพยาบาลฯ เสนอให้นำงบประมาณไปบรรจุพยาบาลวิชาชีพกว่า 7,000 คน ที่สอบผ่านใบอนุญาตแล้วแต่ยังตกค้างเข้ารับราชการแทน
โฮงยาใกล้บ้านเชียงราย ยอดใช้บริการกว่า เดิมพันชีวิตด้วยนโยบาย สมาคมพยาบาลฯ ล่าแสนชื่อต้าน “อาสาพยาบาลชุมชน” ชี้เสี่ยงคุกและแฝงวาระการเมือง
เชียงราย, 18 ตุลาคม 2569 – สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ เปิดศึกท้าชนกระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ารวบรวมรายชื่อหนึ่งแสนคนเพื่อคัดค้านนโยบายอาสาพยาบาลชุมชน หรือ อสพ. ชี้ช่องโหว่การอบรมระยะสั้นเพียงสองร้อยสี่สิบชั่วโมงไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง หวั่นผู้ปฏิบัติงานเสี่ยงติดคุกฐานละเมิดกฎหมายวิชาชีพ ขณะที่สังคมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณระดับหมื่นล้านเพื่อปั้นฐานเสียงทางการเมืองระดับรากหญ้า ท่ามกลางพยาบาลวิชาชีพกว่าเจ็ดพันคนที่ยังคงตกค้างรอการบรรจุเข้าระบบ
วงการสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงนโยบายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ เมื่อนโยบายการจัดตั้งอาสาพยาบาลชุมชนภายใต้การผลักดันของกระทรวงสาธารณสุข กลายเป็นชนวนเหตุให้สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ ต้องลุกขึ้นมาประกาศจุดยืนคัดค้านอย่างเต็มรูปแบบ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใย แต่เป็นการเปิดแคมเปญรวบรวมรายชื่อบุคลากรและประชาชนจำนวนหนึ่งแสนรายชื่อ ระหว่างวันที่เก้าถึงยี่สิบสามตุลาคม พุทธศักราช 2569 เพื่อยื่นคำขาดให้รัฐบาลระงับร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุขและร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ทั้งหมด ท่ามกลางข้อกังขาจากสังคมว่า นโยบายที่อ้างว่าทำเพื่อดูแลสุขภาพของกลุ่มเปราะบางถึงระดับหมู่บ้าน แท้จริงแล้วคือการนำชีวิตของประชาชนมาเป็นเดิมพันบนพื้นที่ทดลองทางการเมืองหรือไม่
ตามแผนงานของกระทรวงสาธารณสุข โครงการอาสาพยาบาลชุมชนกำลังนับถอยหลังเข้าสู่ช่วงปฏิบัติการจริง โดยตั้งเป้าหมายนำร่องในเฟสแรกจำนวนเจ็ดพันสองร้อยห้าสิบหกอัตรา เพื่อลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางในชุมชน พร้อมกำหนดอัตราค่าตอบแทนสูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้และเบิกจ่ายงบประมาณได้ในวันที่หนึ่งพฤศจิกายน ศกนี้ อย่างไรก็ตาม ความเร่งรีบในการผลักดันนโยบายดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ ที่มองเห็นหายนะทางสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้นหากปราศจากการกำกับดูแลที่รัดกุม
สมรรถนะที่แตกต่างกับเดิมพันชีวิตกลุ่มเปราะบาง
ความกังวลประการแรกและถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการคัดค้านในครั้งนี้ คือความเหลื่อมล้ำทางสมรรถนะระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพและอาสาสมัคร สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า พยาบาลวิชาชีพหนึ่งคนต้องผ่านการศึกษาและเคี่ยวกรำในสถาบันอุดมศึกษานานถึงสี่ปีเต็ม หรือคิดเป็นระยะเวลาการฝึกฝนทักษะทางคลินิกมากกว่าสามพันชั่วโมง อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการสอบวัดผลระดับชาติเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีความสามารถในการประเมินภาวะวิกฤต วิเคราะห์ความรุนแรงของโรค และตัดสินใจช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ
ในทางตรงกันข้าม อาสาพยาบาลชุมชนกลับถูกสร้างขึ้นผ่านหลักสูตรการอบรมเร่งด่วนที่มีระยะเวลาเพียงสองร้อยสี่สิบชั่วโมง ซึ่งในมุมมองของสายวิชาชีพแพทย์และพยาบาล ระยะเวลาดังกล่าวแทบไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจสรีรวิทยาพื้นฐาน ไม่ต้องกล่าวถึงการประเมินอาการแทรกซ้อนที่ซับซ้อน ผู้ป่วยที่อาสาสมัครเหล่านี้ต้องเข้าไปดูแล ล้วนเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ป่วยจิตเวช บุคคลเหล่านี้มักมีอาการเปลี่ยนแปลงทางคลินิกที่ซ่อนเร้น หากผู้ดูแลไม่สามารถแยกแยะสัญญาณเตือนอันตรายหรือประเมินอาการผิดพลาด ความล่าช้าเพียงเสี้ยวนาทีอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตได้ สมาคมพยาบาลฯ จึงได้ตอกย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า ชีวิตและสุขภาพของประชาชนไม่ใช่พื้นที่ทดลองนโยบาย และความปลอดภัยต้องเป็นเงื่อนไขแรกของทุกนโยบายสุขภาพ
กับดักทางกฎหมายและภาระความรับผิดชอบที่ซ่อนเร้น
นอกเหนือจากความเสี่ยงทางคลินิกแล้ว นโยบายนี้ยังกำลังผลักดันให้อาสาสมัครและพยาบาลพี่เลี้ยงเดินเข้าสู่กับดักทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พุทธศักราช 2525 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนถึงขอบเขตหัตถการทางการพยาบาลที่เป็นสิทธิเฉพาะของผู้ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น หัตถการที่มีความเสี่ยง เช่น การล้างแผลกดทับระดับรุนแรง การฉีดยา การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การเจาะเลือด หรือการเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ไม่มีใบอนุญาตไม่สามารถกระทำได้
หากอาสาพยาบาลชุมชนเข้าไปดำเนินการหัตถการเหล่านี้ จะถือว่าเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตทันที ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เมื่อเกิดความผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสีย ภาระความรับผิดชอบทั้งทางแพ่งในฐานละเมิด และทางอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส จะตกอยู่กับตัวอาสาสมัครผู้ลงมือปฏิบัติ รวมถึงพยาบาลวิชาชีพที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือผู้มอบหมายงาน ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงผู้กำหนดนโยบายกลับไม่ต้องร่วมรับผิดชอบทางกฎหมายต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น
แม้ฝ่ายนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขจะพยายามยกร่างระเบียบกระทรวงฯ ขึ้นมาเพื่อรองรับและให้สิทธิการปฏิบัติงานบางประการแก่อาสาสมัคร แต่ในทางนิติศาสตร์เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ระเบียบกระทรวงไม่สามารถมีศักดิ์และสิทธิ์เหนือกว่าพระราชบัญญัติได้ ดังนั้น หากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวจะไม่สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันความผิดให้แก่อาสาสมัครหรือพยาบาลพี่เลี้ยงได้เลย
วาระซ่อนเร้นทางการเมืองและผลกระทบเชิงโครงสร้าง
บริบทแวดล้อมที่ทำให้โครงการนี้ถูกจับตามองอย่างหนัก ไม่ได้มีเพียงเรื่องของวิชาชีพสาธารณสุข แต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางการเมือง นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาให้ความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์เบื้องหลังของโครงการนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาระบบสาธารณสุขเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แต่เป็นกลเกมการเมืองระดับรากหญ้าของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน
ข้อสังเกตดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากเกณฑ์การคัดเลือกอาสาพยาบาลชุมชน ที่เปิดช่องให้ใช้การสอบสัมภาษณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์โดยคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด วิธีการประเมินผลที่พึ่งพาดุลยพินิจของคณะกรรมการทั้งหมดเช่นนี้ เปิดโอกาสให้เกิดระบบอุปถัมภ์และการรับฝากบุคคลจากนักการเมืองในพื้นที่ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างค่าตอบแทนที่กำหนดไว้สูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่ากับฐานเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการวุฒิปริญญาตรี ยังกลายเป็นเครื่องมือดึงดูดชั้นดี หากพิจารณาถึงเป้าหมายระยะยาวของกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการกระจายอาสาสมัครชุดนี้ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ รวมกว่าเจ็ดหมื่นห้าพันหกร้อยหกสิบแปดอัตรา ภายใต้ยุทธศาสตร์หนึ่งหมู่บ้านต่อหนึ่งอาสาพยาบาล รัฐบาลจะต้องแบกรับภาระงบประมาณสูงกว่าหนึ่งหมื่นสามพันล้านบาทต่อปี ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลนี้อาจถูกเปลี่ยนสภาพเป็นทุนสร้างหัวคะแนนในชุดกาวน์ประจำการอยู่ทุกหมู่บ้านทันที
การเกิดขึ้นของอาสาพยาบาลชุมชนยังสร้างแรงกระเพื่อมเชิงโครงสร้างในพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างความเหลื่อมล้ำและบั่นทอนกำลังใจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่เสียสละมาอย่างยาวนานแต่กลับได้รับค่าป่วยการเพียงสองพันบาทต่อเดือน การสร้างกลไกการจ้างงานใหม่ที่ทับซ้อนกับเครือข่ายเดิม จึงอาจนำไปสู่ความร้าวฉานในระบบสาธารณสุขมูลฐาน นอกจากนี้ ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังขับเคลื่อนการกระจายอำนาจโดยถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด การที่ส่วนกลางทุ่มงบประมาณจัดตั้งอาสาสมัครภายใต้การสั่งการของกระทรวงโดยตรง จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามในการดึงอำนาจบริหารจัดการระบบปฐมภูมิติดตัวกลับมายังส่วนกลาง สวนทางกับเจตนารมณ์การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง
ทางออกที่ยั่งยืนคือการคืนพื้นที่ให้บุคลากรวิชาชีพ
ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นที่กำลังก่อตัว สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ได้ยื่นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อเป็นทางออกให้แก่รัฐบาล โดยเน้นย้ำว่าการขาดแคลนบุคลากรทางการพยาบาลเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขด้วยการพัฒนากำลังคนและการจัดสรรทรัพยากรอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การสร้างกลไกใหม่ที่ลดทอนมาตรฐานวิชาชีพ
ประการแรก สมาคมพยาบาลฯ เรียกร้องให้ระงับและทบทวนนโยบายอาสาพยาบาลชุมชนในทันที ชะลอการขยายผลโครงการ และต้องจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ประการที่สอง ต้องมีการกำหนดขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยแยกภาระงานสนับสนุน เช่น การอำนวยความสะดวก หรือการประสานงาน ออกจากภาระงานวิชาชีพที่ต้องใช้การตัดสินใจทางคลินิกอย่างชัดเจน และประการสุดท้าย หากรัฐบาลมีงบประมาณระดับหมื่นล้านบาทจริง ควรนำงบประมาณดังกล่าวไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการเร่งเพิ่มอัตราจ้างและบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่สอบผ่านรับใบอนุญาตแล้วแต่ยังตกค้างรอการบรรจุอยู่อีกกว่าเจ็ดพันคนเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของรัฐ
วันที่หนึ่งพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึง ไม่ได้เป็นเพียงเส้นตายของการเริ่มจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่อาสาพยาบาลชุมชนรุ่นแรก แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขว่า จะเลือกเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงทางกฎหมายและคำถามถึงความโปร่งใส หรือจะยอมถอยหลังเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากบุคลากรวิชาชีพ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องรับผลกรรมจากนโยบายสาธารณสุขที่ผิดพลาด ย่อมหนีไม่พ้นประชาชนตาดำๆ ที่คาดหวังจะได้รับการดูแลรักษาอย่างปลอดภัยและได้มาตรฐานจากรัฐ สังคมยังคงเฝ้ารอว่า ความปลอดภัยของประชาชน จะได้รับการพิจารณาให้เป็นเงื่อนไขแรกเหนือกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ — แถลงการณ์เรื่อง การทักท้วงนโยบายอาสาพยาบาลชุมชน — ตุลาคม 2569
- มติชนออนไลน์ — ข่าวสมาคมพยาบาล ล่ารายชื่อ ค้าน อาสาพยาบาลชุมชน ห่วง อบรมเพียง 240 ชม. ให้ดูแลปชช.กลุ่มเสี่ยง — ตุลาคม 2569 — https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5936438
- ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และข้อสังเกตเชิงนโยบาย — นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ประเด็นนโยบายอาสาพยาบาลชุมชนและงบประมาณ — ตุลาคม 2569