ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เคาะงบ 126 ล้านฟื้นระบบเตือนภัยน้ำท่วมภาคเหนือ เชียงรายตรวจเข้มโลหะหนักน้ำกก–สาย

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • คณะกรรมการแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งภาคเหนือ อนุมัติงบเร่งด่วน 126 ล้านบาท ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานใน 17 จังหวัดภาคเหนือ
  • งบแบ่งเป็น 96 ล้านบาทสำหรับซ่อมระบบระบายน้ำ จุดเตือนภัย และสถานีวัดน้ำ 17 จังหวัด และ 30 ล้านบาทฟื้นฟูความเสียหาย จ.น่าน
  • การซ่อมสถานีวัดน้ำเป็นด่านหน้าสำคัญ เพื่อกู้คืนความแม่นยำของระบบ Early Warning ในการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแก่ชุมชน
  • จังหวัดเชียงรายเร่งนำงบซ่อมแซมพนังกั้นน้ำและฝายชะลอน้ำตามแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ป้องกันน้ำท่วมซ้ำและกักเก็บน้ำรับหน้าแล้ง
  • รองผู้ว่าฯ เชียงราย ประชุมตรวจเข้มคุณภาพน้ำ 4 ลำน้ำสายหลัก พบน้ำประปาปลอดภัย พร้อมนำระบบ The WaterRoom ติดตามเรียลไทม์

อัดงบ 126 ล้านซ่อมด่านหน้าเตือนภัย 17 จังหวัดเหนือ เชียงรายเร่งอุดจุดเสี่ยงคันกั้นน้ำคู่ขนานเฝ้าระวังมลพิษ 4 ลำน้ำ

เชียงราย,1 ตุลาคม 2569 – รัฐบาลเคาะงบเร่งด่วน 126 ล้านบาท ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและซ่อมแซมสถานีวัดน้ำที่เสียหายใน 17 จังหวัดภาคเหนือ หนุนระบบเตือนภัยล่วงหน้าทำงานแม่นยำ ขณะที่เชียงรายได้อานิสงส์ซ่อมแนวป้องกันน้ำเดิมรับมือความเสี่ยงก่อนเข้าสู่หน้าแล้ง ควบคู่การยกระดับตรวจสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักเพื่อคุ้มครองสุขอนามัยประชาชน

บทเรียนจากมหาอุทกภัยที่พัดผ่านภาคเหนือระลอกแล้วระลอกเล่า ได้ตอกย้ำให้เห็นว่าความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ทรัพย์สิน บ้านเรือน หรือพื้นที่ทางการเกษตร แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีอย่างสถานีตรวจวัดระดับน้ำและอุปกรณ์เซนเซอร์เตือนภัยตามลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขา เมื่ออุปกรณ์ตรวจวัดเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากกระแสน้ำเชี่ยวกรากหรือเศษซากตะกอนทับถม การส่งผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์จะขาดตอนทันที ทำให้กลไกการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนกลายเป็นเรื่องล่าช้าและยากลำบากอย่างยิ่ง

เพื่อแก้ปัญหาคอขวดดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน ได้มีมติอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนรวม 126 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและฟื้นฟูพื้นที่ใน 17 จังหวัดภาคเหนืออย่างเป็นระบบ โดยจัดสรรเม็ดเงินออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ งบประมาณ 96 ล้านบาท สำหรับการซ่อมแซมและปรับปรุงระบบระบายน้ำ จุดเตือนภัย และโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม และงบประมาณเพิ่มเติมอีก 30 ล้านบาท เพื่อใช้ฟื้นฟูความเสียหายเฉพาะในพื้นที่จังหวัดน่าน

การจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้สะท้อนการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ ที่หันมาให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์ของข้อมูลวิทยาศาสตร์ โดยมองว่าโครงสร้างทางกายภาพอย่างคันกั้นน้ำจำเป็นต้องทำงานสอดประสานไปพร้อมกับระบบข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อไม่ให้ชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำหลากโดยปราศจากการแจ้งเตือนล่วงหน้า

กู้สถานีวัดน้ำด่านแรกเตือนภัย คืนความแม่นยำให้ข้อมูลลุ่มน้ำภาคเหนือ

แกนสำคัญของงบประมาณก้อนแรกจำนวน 96 ล้านบาท ถูกกำหนดให้กระจายลงสู่พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ ภารกิจหลักครอบคลุมการซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ พนังกั้นน้ำ และพื้นที่รับน้ำเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม การขุดลอกคูคลองเพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การจัดทำระบบแก้มลิงพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง รวมถึงงานสำคัญอย่างยิ่งคือการซ่อมแซมสถานีวัดน้ำและเครื่องสูบน้ำที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมรอบก่อน

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุถึงความจำเป็นของการซ่อมแซมจุดตรวจวัดน้ำว่า สถานีวัดน้ำคือด่านแรกของระบบเตือนภัย หากข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือขาดหายไป การประเมินสถานการณ์จะล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นการซ่อมแซมสถานีวัดน้ำและเครื่องสูบน้ำที่เสียหายจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการซ่อมโครงสร้างป้องกันน้ำ เพื่อให้ทุกจังหวัดมีความพร้อมรับมือทั้งสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้และสภาวะภัยแล้งที่จะตามมา

คำกล่าวดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อสถานีตรวจวัดชำรุด ระบบ Early Warning จะล้มเหลวลงทันที หากเซนเซอร์ไม่สามารถส่งข้อมูลระดับน้ำ อัตราการไหล หรือปริมาณน้ำฝนสะสมไปยังศูนย์บัญชาการ เจ้าหน้าที่และชุมชนท้ายน้ำจะไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำหลากได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การอพยพประชาชนและการเปิดปิดประตูระบายน้ำทำได้ไม่ทันท่วงที การฟื้นฟูสถานีวัดน้ำจึงเป็นการกอบกู้ความปลอดภัยของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง โดยรัฐบาลได้เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ได้อย่างโปร่งใสผ่านทางเว็บไซต์ thaiwaterplan.com

ขณะเดียวกัน งบประมาณส่วนที่สองจำนวน 30 ล้านบาท ถูกส่งตรงไปยังจังหวัดน่านเพื่อรองรับงานฟื้นฟูหลังน้ำลดโดยเฉพาะ มุ่งเน้นการซ่อมแซมแนวตลิ่งที่พังทลาย การสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับผู้ประสบภัยที่สูญเสียที่อยู่อาศัย และการซ่อมแซมระบบประปาชุมชนที่ชำรุดเสียหาย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เพราะปัญหาอุทกภัยไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อน้ำลดระดับลง แต่กระบวนการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิตมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เชียงรายเร่งอุดจุดเสี่ยงคันกั้นน้ำ ผนึกแผนรับมือก่อนเปลี่ยนผ่านสู่หน้าแล้ง

สำหรับจังหวัดเชียงราย การได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกรอบ 96 ล้านบาท ถือเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำที่ได้รับความเสียหายหนักจากเหตุอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะจุดเสี่ยงตามแนวลำน้ำสายหลักอย่างแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งมีพนังกั้นน้ำและคันดินริมตลิ่งชำรุดหลายจุด ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและย่านชุมชนหนาแน่นอย่างรวดเร็ว

การนำงบประมาณมาเร่งซ่อมแซมพนังกั้นน้ำและฝายชะลอน้ำในจังหวัดเชียงราย จะช่วยฟื้นฟูแนวปราการป้องกันน้ำให้กลับมามีประสิทธิภาพอีกครั้ง พร้อมทั้งรองรับการขุดลอกทางน้ำที่ตื้นเขินจากตะกอนทราย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำก่อนที่ฤดูฝนจะสิ้นสุดลง นอกจากนี้ การจัดทำระบบแก้มลิงและติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดลุ่มต่ำ ยังเป็นการกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำแบบสองทาง คือทั้งการหน่วงน้ำไม่ให้ท่วมชุมชนและการกักเก็บน้ำไว้เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค

ความต่อเนื่องของการซ่อมแซมสถานีวัดน้ำในพื้นที่เชียงราย ยังช่วยเชื่อมต่อฐานข้อมูลระดับน้ำระหว่างลุ่มน้ำสาขาเข้าสู่ระบบส่วนกลาง เพื่อให้เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สามารถประเมินความสูงของน้ำและออกประกาศเตือนภัยแก่ประชาชนในระดับหมู่บ้านได้อย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของคนในพื้นที่

ถอดบทเรียนความปลอดภัย ตรวจเข้มโลหะหนัก 4 ลำน้ำพิทักษ์น้ำประปา

นอกเหนือจากการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพื่อรับมือน้ำหลากแล้ว อีกหนึ่งความท้าทายหลังน้ำท่วมใหญ่คือเรื่องสุขอนามัยและคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ในวันเดียวกันคือวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีตัวแทนจากส่วนราชการ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำและเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก

ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ซึ่งได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำจำนวน 18 จุด ทั้งจากแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ผลการตรวจสอบพบว่าคุณภาพน้ำประปาจากการประปาส่วนภูมิภาคจำนวน 5 สถานีในพื้นที่ ยังคงมีค่าความปลอดภัยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ประชาชนสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้อย่างมั่นใจ ควบคู่ไปกับการติดตามผลการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ 7 อำเภอ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่มีสารตกค้างที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของประชาชนในระยะยาว

เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จังหวัดเชียงรายได้พิจารณานำนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีชื่อว่า The WaterRoom ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้ามาใช้บูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างแม่นยำ เครื่องมือดิจิทัลนี้จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบความผิดปกติของค่าสารเคมีและตะกอนปนเปื้อนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใสและถูกต้องแก่สาธารณชน เพื่อลดความตระหนกและเสริมสร้างความปลอดภัยด้านสาธารณสุขให้แก่ชุมชนริมน้ำ

ภาพรวมลุ่มน้ำเจ้าพระยา และหมุดหมายการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก

ภาพการทำงานในพื้นที่ภาคเหนือทั้งการซ่อมแซมโครงสร้างและระบบตรวจวัด มีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับสถานการณ์น้ำในระดับลุ่มน้ำของประเทศ ในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยพบว่าแม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนบางจุดเริ่มสูงกว่าระดับตลิ่ง ขณะที่แม่น้ำวังในพื้นที่จังหวัดลำปาง และแม่น้ำยมในเขตจังหวัดสุโขทัย ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับปกติ ส่วนจังหวัดนครสวรรค์เริ่มมีน้ำล้นตลิ่งในบางจุด

จากข้อมูลดังกล่าว กรมชลประทานจึงได้เสนอปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากเดิม 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นเป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเป็นการระบายน้ำในรูปแบบขั้นบันได เพื่อปรับเพิ่มหรือลดปริมาณน้ำให้สอดคล้องกับมวลน้ำที่ไหลลงมาจากตอนบนของประเทศ พร้อมกันนี้ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงท้ายน้ำล่วงหน้าอย่างครอบคลุม

การอนุมัติงบประมาณ 126 ล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเยียวยาความเสียหายเฉพาะหน้า แต่คือการซ่อมแซมเส้นประสาทของระบบเตือนภัยทางน้ำให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์ การมีสถานีตรวจวัดน้ำที่แม่นยำ คันกั้นน้ำที่มั่นคงแข็งแรง และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวด จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยให้เชียงรายและจังหวัดภาคเหนือสามารถก้าวผ่านฤดูน้ำหลากไปสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูแล้งได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :