ไม่ปล่อยเชียงรายเผชิญวิกฤตลำพัง มทบ.37 ผนึก กอ.รมน.-กองทัพบก วางระบบรับมือสาธารณภัยปี 2569


Summary


ไม่ปล่อยเชียงรายเผชิญวิกฤตลำพัง มทบ.37 ผนึก กอ.รมน.-กองทัพบก วางระบบรับมือสาธารณภัยปี 2569 พร้อมเข้าช่วยประชาชนทุกสถานการณ์

เชียงราย,8 สิงหาคม 2569 – เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น เวลาทุกนาทีอาจหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การมีรถ เครื่องจักร หรือกำลังพลจำนวนมากจึงอาจยังไม่เพียงพอ หากแต่ละหน่วยไม่สามารถประสานการทำงานเป็นระบบเดียวกันได้

นี่จึงเป็นหัวใจของการเตรียมพร้อมรับมือสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายในปี 2569 ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 37 หรือ มทบ.37 เดินหน้าทบทวนแผนเผชิญเหตุ พร้อมระดมหน่วยทหารและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องมาวางระบบการปฏิบัติงานร่วมกัน ตั้งแต่การรับสถานการณ์ การประสานกำลัง ไปจนถึงการนำยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลือประชาชน

การเตรียมความพร้อมครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงว่าหน่วยใดมีทรัพยากรมากเพียงใด แต่ให้ความสำคัญกับคำถามสำคัญว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง ทุกหน่วยจะทำงานเชื่อมต่อกันอย่างไร และจะส่งความช่วยเหลือไปถึงประชาชนได้รวดเร็วเพียงใด

มทบ.37 เปิดโต๊ะทบทวนแผน ก่อนสถานการณ์จริงเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. พล.ต.จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานการประชุมชี้แจงการเตรียมการด้านการบรรเทาสาธารณภัย ประจำปี 2569

การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมพญามังราย กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมของหน่วยทหารที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดเชียงราย ให้สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจได้ทันทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

หน่วยทหารที่เข้าร่วมประกอบด้วย ฉก.ทัพเจ้าตาก ร.17 พัน.3 ในพระองค์ฯ ร.17 พัน.4 และ ป.4 พัน.17

แต่หัวใจของการประชุมไม่ได้อยู่เพียงการรวมหน่วยต่าง ๆ มาอยู่ในห้องเดียวกัน เพราะแต่ละหน่วยได้ร่วมกันทบทวนแผนปฏิบัติ แนวทางประสานงาน และขั้นตอนเข้าช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดสาธารณภัย

นั่นหมายความว่า การเตรียมรับภัยพิบัติถูกวางให้เป็นภารกิจร่วม ไม่ใช่ภารกิจแยกส่วนของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง

จากแผนบนโต๊ะ สู่การจำลองสถานการณ์แม่สาย

หลังเสร็จสิ้นการประชุม การเตรียมพร้อมไม่ได้หยุดอยู่เพียงเอกสารหรือข้อสั่งการ พล.ต.จักรวีร์ได้ติดตามการสาธิตการปฏิบัติงานตามแผนเผชิญเหตุในพื้นที่อำเภอแม่สาย ซึ่งดำเนินการโดยกำลังพลชุดเผชิญเหตุบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบก ประจำปี 2569

การนำแม่สายมาเป็นพื้นที่จำลองสถานการณ์มีนัยสำคัญต่อการเตรียมพร้อม เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การเข้าถึงพื้นที่ การเคลื่อนย้ายกำลัง และการสื่อสารระหว่างหน่วยจะต้องดำเนินไปพร้อมกัน

การฝึกจึงช่วยให้แต่ละหน่วยมองเห็นบทบาทของตัวเอง ตั้งแต่ใครเป็นผู้รับข้อมูล ใครประเมินสถานการณ์ ใครนำกำลังเข้าพื้นที่ และหน่วยใดต้องสนับสนุนเครื่องมือเพิ่มเติม

เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจลำดับการปฏิบัติก่อนเกิดเหตุจริง ความซ้ำซ้อนในการทำงานย่อมลดลง ขณะที่การตัดสินใจสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น

ศบภ.มทบ.37 กอ.รมน. และกองทัพบก เชื่อมกำลังเป็นระบบเดียว

อีกภาพสำคัญเกิดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งมีการตรวจความพร้อมของกำลังพล ยานพาหนะ และยุทโธปกรณ์สำหรับภารกิจบรรเทาสาธารณภัย

การเตรียมกำลังครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่างศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย และกองพลทหารราบที่ 7 โดย ร.17 พัน.3 ในพระองค์ฯ

จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนหน่วยที่เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำขีดความสามารถของแต่ละหน่วยมาเชื่อมต่อกัน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญด้านการอำนวยการและประสานภารกิจ ขณะที่หน่วยทหารมีทั้งกำลังพล ยานพาหนะ และยุทโธปกรณ์ที่สามารถเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ได้

ด้าน กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย เป็นอีกหนึ่งกลไกที่สามารถเชื่อมโยงการประสานงานในพื้นที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน

เมื่อนำศักยภาพเหล่านี้มาประกอบกัน ภาพการรับมือภัยพิบัติจึงเปลี่ยนจากการรอให้แต่ละหน่วยเข้าช่วยเหลือตามความรับผิดชอบ มาเป็นการวางระบบให้ทุกฝ่ายสามารถขับเคลื่อนภารกิจไปในทิศทางเดียวกัน

ภัยพิบัติไม่รอการประสานงาน ระบบจึงต้องพร้อมก่อนเกิดเหตุ

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของสถานการณ์วิกฤตคือ ปัญหามักไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว

เมื่อพื้นที่หนึ่งถูกน้ำตัดขาด อาจเกิดปัญหาการเดินทางตามมา ขณะที่อีกพื้นที่อาจต้องอพยพประชาชนพร้อมกัน ส่วนอีกจุดหนึ่งอาจต้องนำเครื่องจักรหรือยานพาหนะเข้าเปิดเส้นทาง

หากหน่วยงานต่าง ๆ รอประสานงานหลังสถานการณ์เกิดขึ้นแล้ว ความช่วยเหลืออาจล่าช้า

ดังนั้น การซักซ้อมแผนจึงมีความสำคัญ เพราะทำให้ทุกหน่วยรู้ว่าเมื่อได้รับสัญญาณเหตุแล้ว ต้องติดต่อใคร ใช้ช่องทางใด และกำลังใดควรถูกส่งไปยังพื้นที่ก่อน

ในทางปฏิบัติ ความพร้อมด้านการสื่อสารจึงสำคัญไม่แพ้กำลังพลและยุทโธปกรณ์

ข้อมูลสถานการณ์ต้องถูกส่งจากพื้นที่มายังผู้บังคับบัญชาอย่างรวดเร็ว จากนั้นต้องถูกประเมินและแปลงเป็นคำสั่งปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังจำนวนมากถูกส่งไปยังพื้นที่เดียว ขณะที่อีกพื้นที่ยังขาดความช่วยเหลือ

ยุทโธปกรณ์พร้อม ต้องรู้ด้วยว่าจะส่งไปที่ไหน

การตรวจความพร้อมของยานพาหนะ เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์จึงเป็นอีกขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อระบบบริหารภัยพิบัติ

อุปกรณ์ทุกชิ้นมีประโยชน์ต่างกันตามสถานการณ์ บางพื้นที่อาจต้องใช้รถที่สามารถเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วม ขณะที่บางจุดต้องการกำลังพลสำหรับเคลื่อนย้ายประชาชน

ในสถานการณ์อื่น อาจต้องใช้เครื่องมือสนับสนุนการเปิดเส้นทาง การขนส่งสิ่งของ หรือการเข้าถึงชุมชนที่ถูกตัดขาด

ดังนั้น คำว่า พร้อม จึงไม่ควรหมายถึงเพียงการมีอุปกรณ์ครบ แต่ต้องหมายถึงการรู้สถานะของอุปกรณ์ รู้ตำแหน่ง และสามารถจัดส่งไปยังพื้นที่เป้าหมายได้ทันเวลา

นี่คือเหตุผลที่การฝึกกำลังควบคู่กับการตรวจยุทโธปกรณ์มีความสำคัญ เพราะช่วยเชื่อมทรัพยากรที่มีอยู่เข้ากับสถานการณ์จริง

การทำงานร่วมกัน ลดภาพต่างคนต่างทำในภาวะวิกฤต

ภัยพิบัติขนาดใหญ่ไม่สามารถจัดการได้ด้วยหน่วยงานเดียว แม้แต่หน่วยที่มีกำลังและเครื่องมือจำนวนมากก็ยังต้องพึ่งข้อมูลจากพื้นที่และการประสานกับหน่วยอื่น

การวางระบบร่วมระหว่าง ศบภ.มทบ.37 กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และหน่วยในสังกัดกองทัพบก จึงสะท้อนแนวทางสำคัญของการบริหารเหตุฉุกเฉิน

ทุกหน่วยต้องมองสถานการณ์เดียวกัน ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน และเข้าใจเป้าหมายการช่วยเหลือร่วมกัน

เมื่อข้อมูลจากพื้นที่เปลี่ยน กำลังที่ถูกจัดเตรียมไว้ต้องสามารถปรับตามสถานการณ์ได้

การทำงานลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการแบ่งหน้าที่ แต่เป็นการทำให้หลายหน่วยทำงานเสมือนเป็นระบบเดียว

เป้าหมายสุดท้ายคือประชาชนต้องไม่รู้สึกว่า เมื่อเกิดวิกฤตแล้วจะต้องค้นหาด้วยตัวเองว่าควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด

ปี 2569 เน้นการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ

การเตรียมการของ มทบ.37 ในครั้งนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มก่อนภัยมาถึง

หน่วยงานต้องรู้กำลังที่มีอยู่ ตรวจสภาพเครื่องมือ ซักซ้อมแผน และกำหนดช่องทางประสานงานไว้ล่วงหน้า

โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพื้นที่หลากหลาย ตั้งแต่เขตเมือง พื้นที่ภูเขา ชายแดน ไปจนถึงชุมชนที่อยู่ใกล้ลำน้ำ ลักษณะภัยและข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่จึงแตกต่างกัน

แผนเผชิญเหตุที่ดีจึงต้องสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ไม่ควรเป็นแผนที่ใช้รูปแบบเดียวกับทุกพื้นที่

การซักซ้อมสถานการณ์แม่สาย พร้อมกับการตรวจความพร้อมของหน่วยในพื้นที่เมืองเชียงราย จึงช่วยให้เห็นทั้งมิติของการวางแผนและการนำทรัพยากรเข้าสนับสนุนการปฏิบัติจริง

เป้าหมายสำคัญ ทำให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วที่สุด

ท้ายที่สุด ตัวชี้วัดสำคัญของการเตรียมพร้อมไม่ได้อยู่ที่จำนวนการประชุม จำนวนรถ หรือจำนวนกำลังพลที่เข้าแถวตรวจความพร้อม

สิ่งสำคัญกว่าคือ เมื่อเกิดเหตุจริง ประชาชนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้นหรือไม่

หน่วยงานสามารถเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงได้ทันหรือไม่

ข้อมูลจากจุดเกิดเหตุเดินทางไปถึงผู้ตัดสินใจเร็วเพียงใด

และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ระบบสามารถปรับกำลังไปยังพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดได้หรือไม่

การเตรียมความพร้อมด้านสาธารณภัยของ มทบ.37 ประจำปี 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการซ้อมกำลัง เพราะกำลังสร้างโครงข่ายการทำงานที่เชื่อมระหว่างการบัญชาการ การประสานข้อมูล กำลังพล และยุทโธปกรณ์

เมื่อ ศบภ.มทบ.37 กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย และหน่วยทหารในพื้นที่สามารถทำงานบนแผนเดียวกัน เป้าหมายสำคัญก็คือการลดช่องว่างระหว่างคำว่า เกิดเหตุ กับคำว่า ความช่วยเหลือถึงพื้นที่ ให้เหลือน้อยที่สุด

สำหรับประชาชน นี่คือสิ่งที่มีความหมายที่สุดในทุกสถานการณ์วิกฤต

เพราะเมื่อภัยมาถึง สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงการรู้ว่ามีหลายหน่วยงานพร้อมช่วยเหลือ แต่ต้องมั่นใจว่า ทุกหน่วยรู้ว่าจะทำอะไร ทำงานร่วมกับใคร และสามารถมาถึงพื้นที่ได้ทันเวลา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :