ครม. ไฟเขียว 3 โครงการเกษตรแม่โขงล้านช้าง รับงบจีน 18.5 ล้านบาท ปักหมุดเชียงรายสู้แล้งและหยุดเผา

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • ครม. เห็นชอบรับงบประมาณให้เปล่าจากจีน 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.5 ล้านบาท) ภายใต้กองทุนแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี 2568
  • โครงการแรกใช้งบ 3.26 ล้านบาท โดยกรมวิชาการเกษตร ยกระดับมาตรฐานการผลิตชา กาแฟ และทุเรียน สู่ตลาดพรีเมียม
  • โครงการที่สองใช้งบ 6.08 ล้านบาท ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยหลังฤดูทำนา ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแพร่
  • โครงการที่สามใช้งบ 9.16 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ถ่ายทอดเทคโนโลยีแปรรูปเศษวัสดุการเกษตร หยุดการเผาตอซังลดฝุ่น PM 2.5
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันเอกสารไม่เข้าข่ายตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ พร้อมลงนามรับโอนงบใน 20 วันทำการ

ครม. ไฟเขียว 3 โครงการเกษตรแม่โขง–ล้านช้าง รับงบสนับสนุนจากจีน 18.5 ล้านบาท ปักหมุดเชียงรายและภาคเหนือปลูกพืชหลังนาสู้วิกฤตแล้ง พร้อมแปรสภาพเศษวัสดุตัดวงจรเผา

เชียงราย,28 ตุลาคม 2569 – รัฐบาลไทยเห็นชอบความร่วมมือทางวิชาการเกษตรลุ่มน้ำโขง ดึงงบประมาณให้เปล่าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนกว่า 5.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ เดินหน้ายกระดับชา กาแฟ ทุเรียน ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย 4 จังหวัดภาคเหนือ และถ่ายทอดเทคโนโลยีเปลี่ยนของเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นมูลค่า คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตลอด 36 เดือน

มติ ครม. รับงบประมาณให้เปล่าพัฒนาเกษตรลุ่มน้ำโขง

การขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี 2568 เพื่อรับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 18.5 ล้านบาท สำหรับนำมาดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรที่มุ่งเน้นการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและการสร้างรายได้แก่เกษตรกรในระดับพื้นที่

ร้อยเอกหญิง ดร.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า เม็ดเงินสนับสนุนดังกล่าวจะถูกนำไปจัดสรรลงสู่ 3 โครงการสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้ง สร้างโอกาสทางการตลาด และสนับสนุนการทำเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยทั้งสามโครงการมีกรอบระยะเวลาดำเนินงานต่อเนื่องโครงการละ 36 เดือน รัฐบาลจีนพร้อมโอนงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการหลังจากมีการลงนามในความตกลง ซึ่งกำหนดจัดขึ้นภายในเดือนตุลาคมนี้

ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลผลิต ชา ทุเรียน กาแฟ

สำหรับรายละเอียดของโครงการแรก มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ได้แก่ ชา ทุเรียน และกาแฟ ภายใต้งบประมาณ 3.26 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร แผนงานมุ่งเน้นการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งเทคนิคการจัดการสวนเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการยกระดับมาตรฐานคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดต่างประเทศ

โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและชาในพื้นที่สูง สามารถพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟและยอดชาให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่กลุ่มผู้ปลูกทุเรียนจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการโรคพืชและการเก็บเกี่ยว เพื่อรักษาเสถียรภาพผลผลิตและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและจีนได้อย่างมั่นคง

ดึงเชียงรายนำร่องพืชใช้น้ำน้อยหลังนาตัดวงจรแล้ง

โครงการที่สองได้รับการจัดสรรงบประมาณ 6.08 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร มุ่งเป้าหมายการดำเนินงานในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแพร่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อยหลังจากสิ้นสุดฤดูกาลทำนาข้าว พืชที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาส่งเสริม ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด ถั่วลิสง และข้าวโพดหวาน

แนวทางนี้เกิดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำต้นทุนในแหล่งกักเก็บช่วงฤดูแล้ง การสนับสนุนให้ชาวนาเปลี่ยนพื้นที่นาปรังที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก มาเป็นการปลูกพืชตระกูลถั่วและข้าวโพดหวาน จะช่วยให้ใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วง ทั้งยังเป็นการบำรุงดินด้วยไนโตรเจนจากพืชตระกูลถั่ว และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ครัวเรือนเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ทุ่ม 9 ล้าน ถ่ายทอดเทคนิคแปรเศษวัสดุหยุดเผาตอซัง

โครงการที่สามถือเป็นโครงการที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุด จำนวน 9.16 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งเน้นภารกิจสำคัญในการลดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ซึ่งเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมเรื้อรังของภาคเหนือตอนบน

แผนการดำเนินงานจะมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่เกษตรกร เพื่อเปลี่ยนมุมมองจากของเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรสร้างมูลค่า เช่น การนำฟางข้าว ซังข้าวโพด และเศษกิ่งไม้ใบไม้ มาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ ดัดแปลงเป็นอาหารสัตว์คุณภาพสูง หรือนำไปอัดก้อนเพื่อใช้เป็นพลังงานชีวมวล การตัดวงจรการเผาในไร่นาไม่เพียงช่วยลดมลพิษทางอากาศ แต่ยังช่วยลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยเคมีของเกษตรกรในฤดูกาลถัดไป

กฤษฎีกาชี้ชัดไม่ติดล็อก ม.178 คุมเข้มกลไกตรวจสอบ

ในมิติด้านกฎหมายและความโปร่งใส กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจสอบเนื้อหาในร่างความตกลงแล้ว และมีความเห็นสอดคล้องกันว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีถ้อยคำที่มุ่งก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการลงนามได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

ทั้งนี้ หน่วยงานผู้รับผิดชอบของไทย ทั้งกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร จะเป็นผู้บริหารจัดการโครงการภายใต้กลไกการติดตามผลและการตรวจสอบความคุ้มค่าตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เม็ดเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่

อานิสงส์ตรงสู่เกษตรกรและสิ่งแวดล้อมเมืองเชียงราย

การอนุมัติงบประมาณความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้างในครั้งนี้ ส่งผลดีโดยตรงต่อโครงสร้างภาคการเกษตรของจังหวัดเชียงราย ทั้งพื้นที่ราบลุ่มเกษตรกรรมและพื้นที่ดอยสูง เกษตรกรผู้ปลูกชาและกาแฟในอำเภอแม่สรวย แม่ฟ้าหลวง และเวียงป่าเป้า จะได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีแปรรูปเพื่อสร้างแบรนด์สินค้าที่มีมูลค่าสูง ขณะที่เกษตรกรในเขตชลประทานและพื้นที่นอกเขตชลประทานทั่วทั้ง 18 อำเภอ จะมีทางเลือกในการปลูกพืชหลังนาเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ

ด้านสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนงบประมาณเพื่อหยุดการเผาในแปลงเกษตร จะเข้ามาเสริมพลังร่วมกับมาตรการควบคุมไฟป่าของจังหวัดเชียงราย ช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงในแปลงเพาะปลูกก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤตหมอกควันในฤดูหนาวและฤดูแล้ง การพัฒนาที่ผสานมิติทางเศรษฐกิจเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นนี้ จะช่วยให้เกษตรกรชาวเชียงรายมีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :