สายน้ำเดียวกันชะตากรรมต่าง พนังกั้นน้ำท่าขี้เหล็กพังถล่มท่วมกลางดึก แม่สายเร่งเปิดทางน้ำรอดหวุดหวิด
- ฝนตกหนักบริเวณต้นน้ำในเมียนมาส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนแตะขอบสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1
- ปภ.จังหวัดเชียงราย ยิงข้อความแจ้งเตือนฉุกเฉินผ่านระบบ Cell Broadcast Service ให้ประชาชน 3 ตำบลริมน้ำเตรียมรับมือน้ำล้นตลิ่ง
- เจ้าหน้าที่อำเภอแม่สายและเทศบาลตำบลแม่สายระดมเครื่องจักรตักเศษขยะและท่อนไม้ใต้สะพานเพื่อเร่งระบายน้ำ
- ช่วงกลางดึกผนังกั้นน้ำฝั่งท่าขี้เหล็กแตก ส่งผลให้น้ำโคลนทะลักเข้าท่วมชุมชนและเขตเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
- เช้าวันถัดมาระดับน้ำในแม่น้ำสายลดลงต่ำกว่าตลิ่ง ฝั่งไทยเข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่มีน้ำท่วมขัง แต่ยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่อง
สายน้ำเดียวกันแต่ชะตากรรมต่าง เปิดภาพสองฝั่งแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก หลังพนังกั้นน้ำพัง คืนที่ไม่มีใครได้ข่มตา
เชียงราย,12 กันยายน 2569 – แม่น้ำสายเส้นเดียวที่แบ่งความรู้สึกของผู้คนสองฝั่ง ในคืนวันที่ 10 กันยายน 2569 แม่น้ำสายไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กับเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา แต่กลายเป็นเส้นแบ่งชะตากรรมของผู้คนสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งต้องเร่งรับมือมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากฝนบริเวณต้นน้ำ อีกฝั่งต้องเผชิญกับน้ำโคลนที่ไหลทะลักเข้าชุมชนและเขตเศรษฐกิจ หลังผนังกั้นแม่น้ำเกิดความเสียหาย
ตลอดช่วงค่ำ เจ้าหน้าที่ไทยต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเปิดทางน้ำและลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำสายได้รับการแจ้งเตือนให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ภาพของถนนและพื้นที่ฝั่งแม่สายที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ตัดกับร่องรอยน้ำและคราบดินโคลนบริเวณฝั่งท่าขี้เหล็ก สะท้อนความเปราะบางของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมสายน้ำเดียวกัน แม้จะอยู่ห่างกันเพียงข้ามสะพาน แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบที่แตกต่างกันในคืนเดียวกัน
ฝนต้นน้ำทำระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ช่วงบ่ายของวันที่ 10 กันยายน เกิดฝนตกหนักบริเวณต้นแม่น้ำสายในฝั่งเมียนมา ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงรายต้องยกระดับการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
เวลา 12.29 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. แจ้งเตือนระดับน้ำในแม่น้ำสาย หลังพบว่าน้ำบริเวณสถานีสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ต่อมาเวลา 14.00 น. ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนชิดใต้ขอบสะพานข้ามแม่น้ำสาย สัญญาณดังกล่าวทำให้พื้นที่ริมแม่น้ำเข้าสู่ภาวะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ปภ.จังหวัดเชียงรายจึงส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast Service หรือ CBS ไปยังประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำสาย ได้แก่ ตำบลเวียงพางคำ ตำบลแม่สาย และตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย เพื่อให้ติดตามสถานการณ์และเตรียมรับมือความเสี่ยงจากน้ำล้นตลิ่ง
การแจ้งเตือนดังกล่าวมีความสำคัญต่อประชาชนในพื้นที่ เพราะระดับน้ำในแม่น้ำสายสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีฝนตกหนักบริเวณต้นน้ำ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำหรือช่องทางระบายน้ำมีข้อจำกัด
เจ้าหน้าที่แม่สายเร่งเปิดทางน้ำตลอดค่ำคืน
หลังได้รับคำสั่งจากนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมมาตรการรับมือในพื้นที่เสี่ยง
ช่วงเวลา 18.30–22.00 น. นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย ร่วมกับนายอนุชา ยอดเชียงคำ นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย นำกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าเร่งกำจัดเศษขยะและท่อนไม้ที่ติดค้างบริเวณใต้สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1
การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางไหลของแม่น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพราะเศษวัสดุที่สะสมใต้สะพานอาจลดความสามารถในการไหลของน้ำ และเพิ่มแรงดันในช่วงที่ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนั้น ทางการยังจัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อรองรับประชาชนและกลุ่มเปราะบาง หากสถานการณ์รุนแรงจนจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยง การเตรียมศูนย์พักพิงล่วงหน้าจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ช่วยลดความสูญเสีย หากเกิดเหตุฉุกเฉินในช่วงกลางคืน


นาทีสำคัญหลังผนังกั้นน้ำฝั่งท่าขี้เหล็กพัง
เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของคืนวันที่ 10 กันยายน เกิดเหตุผนังกั้นแม่น้ำสายบริเวณฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา หลังสำนักสงฆ์เกาะทราย แตกและชำรุด ส่งผลให้มวลน้ำไหลทะลักเข้าพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้คนฝั่งท่าขี้เหล็ก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น แต่หมายถึงบ้านเรือน ร้านค้า และพื้นที่ทำมาหากินที่ต้องเผชิญกับกระแสน้ำและโคลนในเวลาอันสั้น ภาพผู้คนยืนมองสถานที่ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ค้าขายและใช้ชีวิตประจำวันถูกน้ำไหลเข้าท่วม จึงกลายเป็นภาพของความสูญเสียที่เกิดขึ้นท่ามกลางความมืดและความไม่แน่นอน
แม้แม่น้ำสายจะเป็นเส้นแบ่งพรมแดน แต่ผู้คนสองฝั่งมีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านการค้า การเดินทาง และความสัมพันธ์ของชุมชน เหตุการณ์น้ำท่วมฝั่งท่าขี้เหล็กจึงไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวสำหรับชาวแม่สาย หลายครอบครัวต่างติดตามข่าวสารและเฝ้ามองสถานการณ์ด้วยความห่วงใย เพราะต่างรู้ดีว่าฝนที่ตกบริเวณต้นน้ำสามารถเปลี่ยนระดับน้ำและกระทบชีวิตผู้คนทั้งสองฝั่งได้ในเวลาไม่นาน
ฝั่งไทยผ่านคืนเสี่ยงด้วยการจัดการน้ำและระบบเตือนภัย
แม้ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเปิดทางน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางบริเวณใต้สะพานช่วยให้การระบายน้ำในฝั่งไทยทำได้ดีขึ้น สถานการณ์ในพื้นที่อำเภอแม่สายจึงทรงตัวและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยยังมีฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคงเฝ้าระวังพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. ระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำสายลดลงอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศในพื้นที่ท้องฟ้าโปร่งและยังไม่มีฝนตก ขณะเดียวกันยังไม่มีรายงานการเกิดอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย
บริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ระดับน้ำอยู่ที่ 396.13 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 1.46 เมตร ส่วนบริเวณบ้านโจตาดามีระดับน้ำ 513.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ต่ำกว่าตลิ่ง 0.90 เมตร ภาพรวมจึงยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้หน่วยงานจะยังคงแจ้งเตือนให้ประชาชนริมแม่น้ำติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด
ตัวเลขระดับน้ำดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ผ่อนคลายลงจากช่วงค่ำคืนก่อนหน้า แต่ยังไม่ใช่เหตุผลให้ยุติการเฝ้าระวัง เนื่องจากพื้นที่ต้นน้ำอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง และระดับน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและสภาพทางน้ำ
ความแตกต่างที่สะท้อนความเปราะบางของชายแดน
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า การอยู่ริมแม่น้ำสายเดียวกันไม่ได้หมายความว่าทุกชุมชนจะได้รับผลกระทบในรูปแบบเดียวกัน ฝั่งแม่สายสามารถลดความเสี่ยงได้จากการแจ้งเตือนล่วงหน้า การขนย้ายสิ่งของ การเปิดทางน้ำ และการเตรียมศูนย์พักพิง ขณะที่ฝั่งท่าขี้เหล็กต้องรับแรงกระแทกจากผนังกั้นน้ำที่แตก ทำให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ในมุมหนึ่ง นี่คือบทเรียนของระบบเตือนภัยและการจัดการทางน้ำที่ต้องทำงานก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้ระดับน้ำล้นตลิ่งแล้วจึงเริ่มลงมือ แต่อีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างพื้นที่ชายแดน เพราะแม่น้ำไม่ได้หยุดไหลตรงเส้นเขตแดน และภัยพิบัติไม่สามารถจำกัดผลกระทบไว้เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง
สำหรับประชาชนริมแม่น้ำสาย สิ่งที่ยังต้องทำต่อไปคือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่น้ำเชี่ยวหรือแนวตลิ่ง และเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ในจุดที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบาง
คืนวันที่ 10 กันยายนจึงเป็นคืนที่แม่น้ำสายเดียวกันพาผู้คนไปพบกับความรู้สึกที่ต่างกัน ฝั่งหนึ่งโล่งอกเมื่อระดับน้ำลดลงและพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อีกฝั่งต้องเผชิญความเสียหายจากน้ำโคลนที่ไหลทะลักเข้าบ้านเรือนและร้านค้า แต่เหนือความแตกต่างนั้นยังมีความผูกพันของผู้คนสองฝั่ง ซึ่งต่างรู้ว่าชีวิตของตนเองยังเชื่อมโยงกับสายน้ำเดียวกัน และเมื่อภัยครั้งใหม่มาถึง การเฝ้าระวัง การสื่อสาร และความช่วยเหลือระหว่างกันจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- จังหวัดเชียงราย ข้อมูลสถานการณ์แม่น้ำสายในพื้นที่อำเภอแม่สาย วันที่ 11 กันยายน 2569
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ข้อมูลแจ้งเตือนระดับน้ำแม่น้ำสาย วันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 12.29 น.
- ปภ.จังหวัดเชียงราย ข้อมูลการแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast Service
- ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สาย ข้อมูลการกำจัดเศษขยะและท่อนไม้ใต้สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1
- ข้อมูลภาพประกอบจาก พงศกร ตันสุวรรณ