ส่องชีวิตคนริมน้ำสาย แบกกระสอบทรายสู้ภัยน้ำท่วมซ้ำซาก หวังโต๊ะเจรจาทวิภาคีคลี่คลายปัญหาเบ็ดเสร็จ
Summary
- ชุมชนริมแม่น้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต้องเผชิญวงจรน้ำท่วมซ้ำซากทุกช่วงฤดูฝนมายาวนาน
- กำลังพลจิตอาสา มทบ.37 ร่วมกับ พล.พัฒนา 3 เร่งซ่อมแซมและเสริมพนังกั้นน้ำด้วยกล่องเกเบี้ยนและกระสอบทราย
- แนวกั้นน้ำและกระสอบทรายเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่สามารถยุติปัญหาน้ำล้นตลิ่งทั้งระบบได้
- ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายหารือเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เพื่อเปิด “ประตูบานแรก” ในการเจรจากับเมียนมา
- ทุกภาคส่วนมุ่งหวังให้การพูดคุยนำไปสู่การบูรณาการจัดการลุ่มน้ำร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคืนความมั่นคงให้ชาวชายแดน
ลมหายใจริมฝั่งสาย เมื่อกระสอบทรายไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และแววตาแห่งความหวังใน “ประตูบานแรก”
เชียงราย,16 กันยายน 2569 – ริมน้ำสายที่ยังรอวันเปลี่ยนแปลง ริมแม่น้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ชีวิตของผู้คนผูกอยู่กับสายน้ำมานานหลายชั่วอายุคน แม่น้ำสายเป็นทั้งเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับเมียนมา เป็นเส้นทางหล่อเลี้ยงการค้า และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของผู้คนสองฝั่งน้ำ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แม่น้ำสายก็กลายเป็นต้นทางของความกังวล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เมื่อน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลลงมาอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำเพิ่มสูงจนเข้าใกล้แนวตลิ่ง และทำให้ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการริมชายแดนต้องเตรียมรับมือกับน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภาพที่เกิดขึ้นในแม่สายช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ต่างจากวงจรเดิม ผู้คนยกของขึ้นที่สูง เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนภัย ทหารและชาวบ้านช่วยกันเสริมแนวป้องกัน และเมื่อกระแสน้ำลดลง ทุกฝ่ายก็ต้องกลับมาเก็บกวาด ซ่อมแซม และรอรับมือรอบใหม่
คำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ใช่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้น้ำไม่ล้นตลิ่งในครั้งนี้ แต่คือจะทำอย่างไรให้ผู้คนสองฝั่งแม่น้ำสายไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงเช่นนี้ตลอดไป
กระสอบทรายกับหยาดเหงื่อของคนชายแดน
ระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 กันยายน 2569 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 37 และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาเข้าช่วยสนับสนุนกองพลพัฒนาที่ 3 ซ่อมแซมแนวพนังกั้นน้ำชั่วคราวกึ่งถาวรในพื้นที่อำเภอแม่สาย
วันที่ 15 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่สองของการปฏิบัติงาน กำลังพลจากกองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37 และกรมทหารราบที่ 17 พัน 3 ในพระองค์ฯ รวม 11 นาย เข้าทำงานตั้งแต่เวลา 08.30 ถึง 17.00 น.
พื้นที่ดำเนินการอยู่บริเวณโซน B 1 ด้านข้างอาคารราชพัสดุ อำเภอแม่สาย เจ้าหน้าที่เสริมความแข็งแรงบริเวณพนังที่ชำรุดจากกระแสน้ำ โดยใช้กล่องเกเบี้ยนบรรจุหินร่วมกับกระสอบทราย มีส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสภาพอากาศและพื้นดินที่เปียกชื้น งานลักษณะนี้ต้องอาศัยแรงกายและความละเอียด เพราะแนวป้องกันทุกจุดมีผลต่อบ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจด้านหลังพนัง การเรียงหินลงกล่องเกเบี้ยนอาจดูเป็นงานก่อสร้างธรรมดา แต่สำหรับคนที่อยู่หลังแนวป้องกัน มันหมายถึงความหวังว่าจะสามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องคอยฟังเสียงฝนตลอดทั้งคืน
อย่างไรก็ตาม แนวพนังชั่วคราวและกระสอบทรายช่วยลดความเสี่ยงได้ในระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งระบบของแม่น้ำสายได้ หากต้นเหตุของน้ำท่วม คุณภาพน้ำ และสิ่งกีดขวางทางน้ำยังไม่ได้รับการจัดการร่วมกัน

น้ำสายไม่เคยรู้จักเส้นเขตแดน
ธรรมชาติไม่ได้หยุดไหลตามแนวเส้นเขตแดน แม่น้ำสายไหลผ่านพื้นที่ของทั้งสองประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นบนฝั่งหนึ่งจึงสามารถส่งผลต่ออีกฝั่งได้ ทั้งในเรื่องระดับน้ำ ตะกอน ขยะ สิ่งปฏิกูล การกัดเซาะตลิ่ง และคุณภาพน้ำ
ผู้คนในแม่สายและท่าขี้เหล็กจึงต้องเผชิญปัญหาร่วมกัน แม้จะอยู่คนละประเทศและมีหน่วยงานรัฐคนละระบบ เมื่อฝนตกหนัก น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลลงสู่ลำน้ำอย่างรวดเร็ว ความเสียหายไม่ได้เลือกว่าจะเกิดกับชุมชนฝั่งไทยหรือฝั่งเมียนมา
ปัญหาคุณภาพน้ำก็เช่นเดียวกัน หากมีขยะหรือสิ่งปนเปื้อนสะสมในพื้นที่หนึ่ง ย่อมมีโอกาสไหลต่อไปตามกระแสน้ำ การแก้ไขจึงไม่อาจใช้เพียงการเก็บขยะหรือสร้างแนวกั้นเฉพาะจุด แต่ต้องมีระบบติดตาม ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ
นี่คือเหตุผลที่การหารือระดับพื้นที่และระดับรัฐบาลมีความสำคัญ เพราะแม่น้ำสายเป็นทรัพยากรร่วมที่ไม่สามารถบริหารจัดการโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง
“ประตูบานแรก” ของการพูดคุย
วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับนายต่อ ศรลัมพ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง พร้อมคณะ ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
การเข้าพบครั้งนี้มีทั้งวาระแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และการหารือเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับพื้นที่กับนโยบายต่างประเทศ โดยประเด็นสำคัญครอบคลุมปัญหาคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมข้ามแดน การจัดการภัยพิบัติ อุทกภัย การค้าชายแดน และสถานการณ์ความมั่นคง
นายต่อ ศรลัมพ์ กล่าวถึงความจำเป็นของการประสานงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมชี้ว่าปัญหาข้ามแดนไม่สามารถแก้ไขได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเปิดช่องทางพูดคุยทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับท้องถิ่นจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุด
ในส่วนของคุณภาพน้ำ หน่วยงานของไทยและเมียนมาเริ่มพูดคุยประสานงานกันแล้ว และถูกมองว่าเป็น “ประตูบานแรก” ของความร่วมมือด้านการติดตาม ตรวจสอบ และหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
แม้การพูดคุยครั้งแรกยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่มีความหมายต่อชาวบ้านอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณว่าปัญหาที่พวกเขาเผชิญมานานกำลังถูกยกระดับจากเรื่องในพื้นที่ไปสู่การหารือระดับนโยบาย
จากการซ่อมพนังสู่การจัดการลุ่มน้ำ
มาตรการซ่อมแนวพนังและวางกระสอบทรายมีความจำเป็นในช่วงที่ฝนตกและระดับน้ำเพิ่มขึ้น แต่การแก้ไขปัญหาแม่น้ำสายอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมองไกลกว่านั้น
สิ่งที่ต้องติดตามคือระบบระบายน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การจัดการขยะและน้ำเสีย การฟื้นฟูตลิ่ง การตรวจสอบเส้นทางน้ำ และการวางแผนก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างริมแม่น้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ หากไม่มีการจัดการประเด็นเหล่านี้ แนวป้องกันที่สร้างขึ้นอาจกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
การดำเนินงานยังต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับแม่น้ำ เพราะแม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงทางน้ำที่ต้องควบคุม แต่เป็นระบบนิเวศและพื้นที่ทำมาหากินของผู้คน การก่อสร้างแนวป้องกันใดๆ จึงควรประเมินผลกระทบต่อทั้งสองฝั่ง รวมถึงการไหลของน้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง
การพูดคุยระหว่างไทยกับเมียนมาควรนำไปสู่ระบบข้อมูลร่วม เช่น การแจ้งเตือนระดับน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลฝนตกหนัก การวางแผนอพยพ และการกำหนดช่องทางสื่อสารที่ชาวบ้านเข้าถึงได้จริง หากประชาชนได้รับข้อมูลเร็วขึ้น ก็มีโอกาสลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และกิจการชายแดนได้มากขึ้น
ความหวังของร้านค้าและตลาดชายแดน
สำหรับพ่อค้าแม่ค้าในแม่สายและท่าขี้เหล็ก สายน้ำที่เอ่อล้นไม่ได้หมายถึงบ้านเรือนเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงร้านค้าที่ต้องปิด รายได้ที่หยุดชะงัก สินค้าที่เสียหาย และลูกค้าที่ไม่สามารถเดินทางเข้าพื้นที่ได้
ตลาดชายแดนต้องพึ่งพาความต่อเนื่องของการเดินทางและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ หากน้ำท่วมซ้ำบ่อยครั้ง นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการอาจชะลอการเดินทาง ขณะที่ผู้ค้ารายย่อยซึ่งมีเงินทุนจำกัดอาจต้องรับภาระซ่อมแซมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความหวังของคนชายแดนจึงไม่ได้อยู่ที่การมีแนวกระสอบทรายที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำ แผนรับมือที่ชัดเจน การเยียวยาที่เข้าถึงได้ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นจริงในวันที่ไม่มีน้ำท่วมด้วย
การประสานงานไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะตอนเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ควรมีเวทีพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนป้องกันก่อนฤดูฝน และประเมินผลหลังสถานการณ์คลี่คลาย
คนริมฝั่งสายกำลังรอการเปลี่ยนแปลง
ในระยะสั้น ทหารจิตอาสาและหน่วยงานในพื้นที่ยังต้องทำงานซ่อมแซมแนวป้องกัน เตรียมกำลัง และเฝ้าระวังระดับน้ำต่อไป เพราะฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด ความเสี่ยงน้ำสายล้นตลิ่งยังไม่หมดไป
ในระยะกลาง จังหวัดเชียงรายต้องประสานงานกับฝ่ายท่าขี้เหล็กเพื่อผลักดันการติดตามคุณภาพน้ำและการจัดการภัยพิบัติให้เป็นรูปธรรม ส่วนในระดับรัฐบาล การเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาลงพื้นที่ตามแนวทางที่มีการกล่าวถึง อาจช่วยให้ปัญหาของแม่น้ำสายได้รับการรับรู้ในระดับสูงขึ้น
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้การหารือไม่หยุดอยู่ในห้องประชุม ต้องเปลี่ยนเป็นแผนงานที่ตรวจสอบได้ มีผู้รับผิดชอบ มีกรอบเวลา และเปิดให้ประชาชนสองฝั่งน้ำมีส่วนร่วม
แม่น้ำสายอาจยังคงขุ่นจากตะกอนและไหลผ่านแนวเกเบี้ยนที่กำลังถูกซ่อมแซม แต่การพูดคุยที่เริ่มต้นขึ้นกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับความหวังของคนชายแดน จากเดิมที่ต้องแบกกระสอบทรายแข่งกับกระแสน้ำ อาจถึงวันที่พวกเขาได้เห็นการจัดการร่วมกันอย่างจริงจัง
เพราะสำหรับคนริมฝั่งสาย ความสันติภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่หมายถึงการที่เด็กๆ สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้โดยไม่ต้องกลัวน้ำท่วม ร้านค้าเปิดได้ตามปกติ และครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำโดยไม่ต้องหวาดระแวงทุกครั้งที่ฝนตก


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มทบ.37