ทุบจริงหรือแค่ขู่ เกาะติดภารกิจรื้อ “ตึกขวางน้ำสาย” ปลดล็อกทางน้ำข้ามพรมแดน ก่อนฤดูน้ำหลากเดิมพันแม่สาย

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ลงพื้นที่ อ.แม่สาย ติดตามการเปิดทางน้ำสาย
  • มีการลงตรวจจุดสำคัญบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานทางหลวงชนบทชุมชนเหมืองแดง
  • มุ่งติดตามความคืบหน้าการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางการระบายน้ำของแม่น้ำสาย
  • ตรวจสอบความพร้อมของแนว Big Bag ซอยซีเมนต์ และศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ วัดพรหมวิหาร
  • ชาวแม่สายเรียกร้องกรอบเวลาการรื้อถอนที่ชัดเจน เพื่อให้ลำน้ำสายระบายน้ำได้ทันก่อนเกิดวิกฤตน้ำหลากซ้ำรอย

ทุบจริงหรือแค่ขู่ เกาะติดภารกิจรื้อ “ตึกขวางน้ำสาย” ปลดล็อกทางน้ำข้ามพรมแดน ก่อนฤดูน้ำหลากเดิมพันแม่สายอีกครั้ง

เชียงราย,19 สิงหาคม 2569 – เกือบสองปีหลังมหาอุทกภัยปี 2567 สิ่งที่ชาวแม่สายจำนวนหนึ่งยังจับตาไม่ใช่เพียงระดับน้ำหรือพยากรณ์ฝน แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า สิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางลำน้ำสายจะถูกรื้อออกจริงเมื่อใด และก่อนน้ำหลากรอบใหญ่จะมาถึง หน่วยงานรัฐสามารถคืนพื้นที่ให้น้ำได้มากพอหรือไม่

คำถามดังกล่าวกลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง เมื่อนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการเตรียมรับมืออุทกภัย ก่อนเดินทางไปตรวจพื้นที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1 และสะพานทางหลวงชนบทบริเวณชุมชนเหมืองแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่มีการติดตามปัญหาอาคารและสิ่งปลูกสร้างกีดขวางลำน้ำสายอย่างต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการตรวจงานตามฤดูกาล แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบว่า หลังเหตุการณ์ปี 2567 ระบบราชการเดินจากขั้น “สำรวจปัญหา” ไปถึงขั้น “แก้สิ่งกีดขวางจริง” ได้ไกลแค่ไหน ข้อมูลสาธารณะที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า พื้นที่แม่สายมีการดำเนินการรื้อถอนอาคารบางส่วนเหนือสะพาน รวมถึงมีคำสั่งเกี่ยวกับการรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายอาคารในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับลำน้ำสาย แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องสิ่งปลูกสร้างบางจุดที่ยังคงอยู่ใกล้หรือในแนวลำน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก

หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 โจทย์ไม่ใช่แค่ขุดลอก แต่ต้องคืน “พื้นที่ให้น้ำ”

นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย รายงานต่อคณะว่า ภายหลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2567 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อขุดลอกลำน้ำสายและลำน้ำรวก เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมสร้างแนว Big Bag ริมลำน้ำสายเพื่อเสริมการป้องกันพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันยังมีการสำรวจและซ่อมแซมจุดที่อาจได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

มาตรการเหล่านี้มีความสำคัญ แต่ในทางจัดการน้ำ “ขุดให้ลึกขึ้น” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากหน้าตัดของลำน้ำยังถูกลดทอนด้วยอาคาร กำแพง หรือสิ่งปลูกสร้างที่ยื่นเข้าไปในทางน้ำ เพราะประสิทธิภาพการไหลขึ้นอยู่กับทั้งความลึก ความกว้าง ความลาดชัน และสิ่งกีดขวางในลำน้ำ นั่นทำให้ภารกิจรื้อถอนบริเวณสะพานมิตรภาพและชุมชนเหมืองแดงเป็นมากกว่างานกายภาพของอาคารหนึ่งหรือสองหลัง แต่เกี่ยวข้องกับคำถามใหญ่กว่า คือเมืองแม่สายจะคืนพื้นที่ให้ระบบน้ำได้มากน้อยเพียงใด

ธีรรัตน์ลงพื้นที่ ไม่ได้ดูแค่คันกั้นน้ำ แต่ถามถึงปัญหาที่ค้างอยู่

ช่วงเช้าวันที่ 19 สิงหาคม นางสาวธีรรัตน์เข้ารับฟังบรรยายสรุปที่อาคารศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย รายงานสถานการณ์และแผนรับมืออุทกภัย

นางสาวธีรรัตน์ระบุว่าได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบว่ายังมีจุดใดน่าเป็นห่วง รวมถึงรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน ก่อนที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะลงพื้นที่แม่สายในช่วงปลายเดือนเพื่อติดตามสถานการณ์และนำปัญหาไปสู่การแก้ไขต่อไป

ช่วงบ่าย คณะลงพื้นที่สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1 และสะพานทางหลวงชนบทบริเวณชุมชนเหมืองแดง รับฟังความคืบหน้าการรื้อถอนอาคารกีดขวางลำน้ำสาย พร้อมตรวจแนว Big Bag ซอยซีเมนต์ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อใช้เสริมแนวป้องกันน้ำในพื้นที่

คำถามสำคัญไม่ใช่ “มีคำสั่งรื้อหรือยัง” แต่คือรื้อไปถึงไหนแล้ว

หากมองแบบข่าวเชิงสืบสวน เรื่องนี้ต้องแยกระหว่างสามขั้นตอนให้ชัด ได้แก่ การสำรวจ การออกคำสั่ง และการรื้อถอนจริง เพราะการมีคำสั่งรื้อไม่ได้หมายความว่าสิ่งปลูกสร้างหายออกจากลำน้ำแล้ว และการเริ่มรื้อบางส่วนก็ไม่ได้แปลว่าแนวทางน้ำทั้งหมดกลับคืนสู่สภาพที่ระบายได้อย่างเหมาะสม

คำถามที่ควรถูกตอบต่อจากการลงพื้นที่วันที่ 19 สิงหาคมจึงมีตั้งแต่ อาคารใดรื้อเสร็จแล้ว อาคารใดอยู่ระหว่างดำเนินการ อาคารใดยังติดข้อกฎหมายหรือกรรมสิทธิ์ และแต่ละจุดมีกรอบเวลาเสร็จสิ้นเมื่อใด หากไม่มี Timeline ที่ตรวจสอบได้ คำว่า “อยู่ระหว่างดำเนินการ” อาจกลายเป็นประโยคที่ถูกใช้ข้ามฤดูฝนไปอีกปี

เหมืองแดงคือจุดที่ต้องดูด้วยตา ไม่ใช่แค่ดูแผน

ชุมชนเหมืองแดงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงซ้ำในการติดตามน้ำท่วมแม่สาย ทั้งจากเหตุการณ์ปี 2567 และการเตรียมรับมือปี 2569 เพราะอยู่ใกล้ลำน้ำและแนวโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำ การลงพื้นที่ของทีมข่าวจึงควรเริ่มจากการเดินแนวลำน้ำจริง ตั้งแต่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ลงมาถึงบริเวณสะพานทางหลวงชนบท พร้อมบันทึกตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างทุกจุดที่ยื่นเข้าหาลำน้ำหรือทำให้หน้าตัดลดลง

ภาพ Drone แบบ Before & After จะมีประโยชน์มากหากถ่ายจากพิกัด มุมกล้อง และระดับความสูงใกล้เคียงกัน เพราะสามารถใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของแนวตลิ่งและสิ่งปลูกสร้างได้โดยไม่พึ่งความรู้สึก อย่างไรก็ตาม ไม่ควรระบุว่าลำน้ำ “แคบลงกี่เมตร” จากภาพเพียงอย่างเดียว เว้นแต่มีการวัดจากข้อมูลภูมิสารสนเทศ แบบสำรวจ หรือพิกัดที่เชื่อถือได้

Big Bag ช่วยซื้อเวลา แต่ไม่ควรกลายเป็นคำตอบถาวร

แนว Big Bag ริมลำน้ำสายถูกนำมาใช้เป็นมาตรการป้องกันน้ำในพื้นที่ หลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ และในรอบนี้คณะผู้ช่วยรัฐมนตรียังได้ตรวจนวัตกรรม Big Bag ซอยซีเมนต์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งใช้เสริมความแข็งแรงของแนวป้องกัน

มาตรการประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในช่วงที่โครงสร้างถาวรยังไม่แล้วเสร็จ เพราะสามารถสร้างแนวป้องกันได้เร็วและปรับตามพื้นที่ได้ แต่ในเชิงนโยบาย สิ่งกีดขวางทางน้ำและแนวป้องกันน้ำเป็นคนละโจทย์ แนวกั้นมีหน้าที่ป้องกันน้ำไม่ให้เข้าพื้นที่เมือง ขณะที่การรื้อสิ่งปลูกสร้างมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถของลำน้ำในการพาน้ำผ่านพื้นที่

ดังนั้น บทเรียนสำคัญหลังปี 2567 คือแม่สายต้องทำทั้งสองด้านควบคู่กัน คือป้องกันเมืองและเปิดทางให้น้ำ

ลำน้ำสายไม่รู้จักเส้นเขตแดน การแก้ฝั่งไทยอย่างเดียวจึงมีข้อจำกัด

อีกมิติหนึ่งที่ต้องติดตามคือ ลำน้ำสายทำหน้าที่เป็นแนวพรมแดนไทย–เมียนมาในบางช่วง น้ำจึงไม่สามารถถูกบริหารจัดการโดยมองเฉพาะตลิ่งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หากฝั่งหนึ่งรื้อสิ่งกีดขวาง แต่ฝั่งตรงข้ามยังมีโครงสร้างยื่นเข้ามาในลำน้ำ ประสิทธิภาพการระบายโดยรวมอาจยังไม่เปลี่ยนมากเท่าที่ควร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมปัญหาน้ำสายจึงมีมิติข้ามพรมแดนโดยธรรมชาติ แม้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าฝั่งเมียนมามีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างริมลำน้ำในระดับใด หรือมีกรอบเวลาดำเนินงานที่สอดคล้องกับฝั่งไทยหรือไม่

ดังนั้น ประเด็นที่ควรติดตามกับฝ่ายปกครองและหน่วยงานชายแดนคือ มีการหารือกับเมืองท่าขี้เหล็กเรื่องสิ่งปลูกสร้างและการเปิดทางน้ำอย่างไร มีแผนที่ร่วมของจุดกีดขวางหรือไม่ และมีการตกลงเรื่องงานที่ต้องทำทั้งสองฝั่งมากน้อยเพียงใด

Flood Boy ช่วยบอกว่าน้ำกำลังมา แต่ไม่ได้ทำให้สิ่งกีดขวางหายไป

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า จังหวัดใช้ข้อมูลจากระบบเตือนภัยของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ระบบ Flood Boy และข้อมูลจากส่วนราชการต่าง ๆ มาประกอบการติดตาม วิเคราะห์ และแจ้งเตือนประชาชน

การมีข้อมูลแบบ Real-time ช่วยให้จังหวัดเห็นแนวโน้มระดับน้ำเร็วขึ้น แต่ข้อมูลเตือนภัยจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเชื่อมกับข้อมูลเชิงกายภาพของทางน้ำ เช่น ระดับตะกอน หน้าตัดลำน้ำ จุดคอขวด สะพาน และสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวาง กล่าวอีกแบบคือ ระบบเตือนภัยสามารถบอกว่า “น้ำกำลังมา” แต่ไม่สามารถทำให้สิ่งปลูกสร้างที่ขวางน้ำหายไปได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การรื้อถอนต้องเดินคู่กับระบบเตือนภัย เพราะหากรู้ล่วงหน้าว่าน้ำจะมา แต่ทางน้ำยังมีจุดคอขวดเดิม ความสามารถในการลดความเสียหายก็ยังมีข้อจำกัด

ศูนย์พักพิงวัดพรหมวิหาร คือแผนสำรองหากด่านแรกเอาไม่อยู่

หลังตรวจแนวลำน้ำ คณะเดินทางต่อไปยังศูนย์พักพิงวัดพรหมวิหาร เพื่อติดตามความพร้อมด้านสถานที่ ระบบบริหารจัดการ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนที่อาจต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

จุดนี้สะท้อนแนวคิดการบริหารภัยพิบัติแบบหลายชั้น ด่านแรกคือการเฝ้าระวังและเปิดทางน้ำ ด่านที่สองคือแนวป้องกัน เช่น Big Bag และโครงสร้างริมตลิ่ง ส่วนด่านสุดท้ายคือการอพยพเมื่อไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

การมีศูนย์พักพิงจึงไม่ใช่การยอมรับว่าระบบป้องกันล้มเหลว แต่เป็นการเตรียม Worst-case Scenario ให้พร้อม เพราะเหตุการณ์ปี 2567 แสดงให้เห็นแล้วว่าสถานการณ์สามารถเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ประชาชนจะจัดการตัวเองได้ทั้งหมด

ชาวบ้านต้องได้คำตอบเป็น “วัน” ไม่ใช่เพียงคำว่าเร่งดำเนินการ

สำหรับชาวบ้านเหมืองแดงและพื้นที่ริมลำน้ำสาย ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่หรือไม่ แต่คือเมื่อฝนหนักเกิดขึ้นอีกครั้ง แนวทางน้ำจะพร้อมหรือยัง การรายงานข่าวเชิงสืบสวนจึงควรถามหน่วยงานด้วยคำถามที่วัดผลได้ เช่น อาคารเป้าหมายมีกี่หลัง รื้อแล้วกี่หลัง เหลือกี่หลัง จุดใดติดข้อพิพาท และวันสุดท้ายที่แต่ละจุดต้องเสร็จคือเมื่อใด

หากหน่วยงานระบุว่า “รื้อก่อนฤดูน้ำหลาก” ต้องถามต่อว่าหมายถึงวันที่เท่าใด เพราะฤดูฝนได้เริ่มขึ้นแล้ว และจังหวัดเองรายงานว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายนมีเหตุอุทกภัยเกิดขึ้น แม้ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2567 คำว่า “ก่อนน้ำมา” จึงไม่ใช่กรอบเวลาที่เพียงพอสำหรับประชาชนที่อยู่ริมลำน้ำ

ทุบจริงหรือแค่ขู่ ต้องพิสูจน์ด้วยภาพเดิมในอีกหนึ่งเดือน

จุดแข็งของข่าวชิ้นนี้อยู่ที่สามารถติดตามผลได้อย่างตรงไปตรงมา หากวันนี้มีภาพ Drone ของสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 และชุมชนเหมืองแดง อีกหนึ่งเดือนควรกลับไปถ่ายพิกัดเดิม มุมเดิม และเปรียบเทียบภาพเดิมกับภาพใหม่

สิ่งปลูกสร้างที่ประกาศว่าจะรื้อหายไปหรือไม่ แนวลำน้ำเปิดกว้างขึ้นหรือไม่ กองวัสดุจากการรื้อถูกขนออกหรือยัง และมีอาคารใหม่หรือสิ่งกีดขวางเพิ่มเข้ามาหรือไม่ ทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ด้วยภาพ ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเชื่อคำแถลงของฝ่ายใดเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม หากต้องการสรุปเชิงปริมาณว่าพื้นที่หน้าตัดลำน้ำเพิ่มขึ้นเท่าใด ควรใช้ข้อมูลรังวัดหรือแผนที่จากหน่วยงานร่วมด้วย เพราะภาพถ่ายเหมาะกับการแสดงความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพมากกว่าการคำนวณทางวิศวกรรม

แม่สายไม่มีพื้นที่ให้ “ทดลองผิด” มากนัก

น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ทิ้งบทเรียนราคาแพงไว้ให้แม่สาย ทั้งความเสียหายต่อบ้านเรือน เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชน ขณะที่ปี 2569 จังหวัดยังคงเฝ้าระวังอุทกภัยและเตรียมมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง

วันนี้แม่สายมีทั้งการขุดลอก แนว Big Bag ระบบเตือนภัย ศูนย์พักพิง และการติดตามอาคารกีดขวางทางน้ำ ซึ่งถือว่าระบบมีองค์ประกอบมากขึ้นกว่าเดิม แต่คำถามคือองค์ประกอบเหล่านั้นเชื่อมกันได้ทันเวลาหรือไม่ หากสิ่งกีดขวางยังอยู่ในลำน้ำ ระบบเตือนภัยก็ต้องแบกรับความเสี่ยงมากขึ้น หากการรื้อถอนล่าช้า แนวป้องกันก็ต้องรับแรงน้ำมากขึ้น และหากทุกด่านเอาไม่อยู่ ภาระสุดท้ายก็จะตกอยู่กับการอพยพประชาชน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่อง “ตึกขวางน้ำ” จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องอาคาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยของทั้งเมือง

แม่สายต้องการมากกว่าการตรวจราชการ ต้องการเส้นตายที่ประชาชนตรวจสอบได้

การลงพื้นที่ของนางสาวธีรรัตน์วันที่ 19 สิงหาคม ทำให้ประเด็นสิ่งปลูกสร้างกีดขวางลำน้ำกลับเข้าสู่สายตาฝ่ายนโยบายระดับรัฐบาลอีกครั้ง และการที่รองนายกรัฐมนตรีมีกำหนดติดตามพื้นที่ต่อในช่วงปลายเดือน ทำให้มีโอกาสผลักปัญหาที่ค้างอยู่ให้เดินหน้าเร็วขึ้น

แต่หลังรถคณะเดินทางออกจากแม่สาย สิ่งที่สำคัญกว่าภาพการตรวจงานคือรายการงานที่ยังเหลืออยู่ ต้องรื้ออะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ติดปัญหาอะไร และเสร็จเมื่อใด หากสี่คำถามนี้มีคำตอบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ชาวแม่สายจะสามารถติดตามความคืบหน้าได้ด้วยตัวเอง และการบริหารจัดการน้ำจะเปลี่ยนจากเรื่องของหน่วยงานเป็นเรื่องที่ประชาชนร่วมตรวจสอบได้

ท้ายที่สุด คำตอบของคำถามว่า “ทุบจริงหรือแค่ขู่” จะไม่ได้อยู่ในห้องประชุมหรือคำแถลงของเจ้าหน้าที่ แต่อยู่ที่ริมลำน้ำสาย อยู่ในภาพ Drone จุดเดิม และอยู่ที่ว่า เมื่อฝนก้อนใหญ่ครั้งต่อไปมาถึง น้ำมีพื้นที่ไหลผ่านมากกว่าเดิมจริงหรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :