จากน้ำสายสู่สารหนูในเลือด กรมควบคุมโรคยกระดับเตือนภัยแม่สาย ขยี้ปมมลพิษน้ำข้ามแดนที่รัฐต้องตอบให้ชัด
- กรมควบคุมโรคยกระดับเตือนภัยสุขภาพประชาชนใน 5 ตำบลของอำเภอแม่สาย หลังพบสารหนูในแม่น้ำสายสูงเกินมาตรฐาน 28 เท่า
- นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สั่งเตือนงดนำน้ำดิบมาดื่ม ทำอาหาร ทำน้ำแข็ง และเลี่ยงบริโภคสัตว์น้ำ
- พิษของสารหนูมีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง อาจนำไปสู่โรคผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจ และความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
- สสจ.เชียงราย บูรณาการหน่วยงานสาธารณสุขลงพื้นที่เก็บตัวอย่างปัสสาวะประชาชน เพื่อตรวจการสะสมของสารพิษในร่างกาย
- ภาคประชาชนและนักวิชาการเรียกร้องให้รัฐเร่งตรวจหาต้นตอมลพิษข้ามแดน และจัดหาน้ำสะอาดสำรองเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง
จากน้ำสายสู่สารหนูในเลือดกรมควบคุมโรคยกระดับเตือนภัยแม่สาย ขยี้ปมมลพิษน้ำข้ามแดนที่รัฐต้องตอบให้ชัด
เชียงราย,10 ตุลาคม 2569 – วิกฤตน้ำของเชียงรายกำลังเปลี่ยนจากเรื่องน้ำท่วม น้ำหลาก และน้ำขุ่นหลังฝนตกหนัก ไปสู่คำถามที่หนักกว่านั้นมาก คือ “น้ำที่ไหลผ่านชุมชนยังปลอดภัยพอให้คนใช้ชีวิตอยู่กับมันได้หรือไม่”
คำเตือนล่าสุดจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ต่อกรณีพบสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำสายบางจุดสูงเกินมาตรฐาน ทำให้ปัญหาแม่น้ำชายแดนไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นสุขภาพประชาชน ความมั่นคงด้านน้ำ และความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐที่ต้องจัดการความเสี่ยงให้ทันก่อนสารพิษจะสะสมในร่างกายคนปลายน้ำ
ข้อมูลต้นทางที่ได้รับระบุว่า ผลกระทบกำลังขยายวงจากทรัพยากรสู่สุขภาพ หลังมีการอ้างถึงผลตรวจเลือดประชาชน 18 อำเภอที่พบสารเคมีเกินมาตรฐาน 31 ราย และผลตรวจน้ำผิวดินที่พบสารหนูสูงถึง 28 เท่า ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการในระดับพื้นที่ ย่อมหมายความว่าแม่สายกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ไม่อาจจัดการด้วยการออกประกาศเตือนเพียงครั้งเดียว
กรมควบคุมโรคเตือน 5 ตำบล งดใช้น้ำแม่น้ำสายโดยตรง
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า สารหนูหรือ Arsenic เป็นโลหะหนักที่สามารถปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และเข้าสู่ร่างกายได้จากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน การได้รับในปริมาณมากหรือได้รับเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จึงขอให้ประชาชนยึดหลัก “รู้ความเสี่ยง ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท”
พื้นที่ที่ถูกระบุให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ตำบลแม่สาย โป่งผา ศรีเมืองชุม เวียงพางคำ และเกาะช้าง โดยกรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนงดนำน้ำจากแม่น้ำสายมาดื่ม งดใช้ประกอบอาหาร งดทำน้ำแข็งหรือเครื่องดื่ม หลีกเลี่ยงการจับสัตว์น้ำมาบริโภค และติดตามประกาศจากจังหวัดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
คำเตือนนี้สอดคล้องกับประกาศของกรมควบคุมโรคที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ซึ่งระบุชัดว่าพบสารหนูและโลหะหนักในน้ำบางจุดสูงเกินมาตรฐาน และขอให้ประชาชนแม่สายหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำสายโดยตรงเพื่อดื่มหรือประกอบอาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงการจับสัตว์น้ำมาบริโภค
สารหนูไม่ใช่พิษที่เห็นผลแค่วันเดียว
สิ่งที่ทำให้สารหนูน่ากังวลคือผลกระทบมีได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ตามสื่อความรู้ของกรมควบคุมโรค สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากการกิน ดื่ม การหายใจในพื้นที่ทำงานที่มีการปนเปื้อน และการสัมผัสทางผิวหนังเมื่อมีบาดแผลหรือสัมผัสซ้ำเป็นเวลานาน
ผลกระทบเฉียบพลันที่อาจพบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสียรุนแรง ส่วนผลกระทบเรื้อรังอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของผิวหนัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน อาการชาปลายมือปลายเท้า และความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “งดใช้น้ำโดยตรง” ไม่ควรถูกมองเป็นคำแนะนำทั่วไป แต่เป็นมาตรการลดโอกาสรับสารพิษเข้าสู่ร่างกายในช่วงที่ยังต้องรอผลตรวจซ้ำ การยืนยันแหล่งปนเปื้อน และมาตรการจัดการระยะยาว
ประชาชนกลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพในลำน้ำ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และกลุ่มเปราะบาง เพราะเป็นกลุ่มที่หากได้รับสารปนเปื้อนซ้ำหรือได้รับปริมาณมาก อาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงกว่าคนทั่วไป
จากน้ำผิวดินสู่ร่างกายคน ปัญหาที่ต้องตรวจต่อเนื่อง
ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า วันที่ 8 ตุลาคม 2569 มีการประชุมชี้แจงแนวทางดำเนินงานเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน กรณีการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำจังหวัดเชียงราย ปี 2569 รวมถึงการเก็บปัสสาวะส่งตรวจในพื้นที่อำเภอแม่สาย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการ ทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ และกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค
การเก็บตัวอย่างปัสสาวะมีความหมายสำคัญ เพราะช่วยตอบคำถามว่าการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมเริ่มเชื่อมเข้าสู่ร่างกายประชาชนแล้วหรือไม่ และหากพบการรับสัมผัสจริง ต้องแยกให้ได้ว่าเกิดจากน้ำ อาหาร สัตว์น้ำ ตะกอนดิน อาชีพ หรือกิจกรรมใด
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนใช้น้ำแม่น้ำสาย แต่ต้องมีระบบตรวจซ้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำผิวดิน น้ำประปา น้ำบาดาล ตะกอนดิน พืชผัก สัตว์น้ำ และตัวอย่างชีวภาพจากคนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้คำเตือนของรัฐไม่ลอยอยู่บนความไม่แน่นอน
ปัญหาน้ำไทยไม่ใช่แค่น้ำมากหรือน้ำน้อยอีกแล้ว
กรณีแม่น้ำสายเกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์น้ำหลายด้านพร้อมกัน บทวิเคราะห์จาก Bnomics และรายงานของธนาคารโลกสะท้อนว่า ปัญหาน้ำของไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องฟ้าฝนหรือน้ำท่วม แต่เริ่มกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่กระทบตั้งแต่ปากท้องเกษตรกรไปจนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน
รายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกระบุว่า ไทยเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ความร้อนจัด การขาดแคลนน้ำ และการกัดเซาะชายฝั่ง โดยหากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ผลกระทบทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงร้อยละ 7–14 ภายในปี 2050
ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่า “น้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของครัวเรือน หากน้ำมากเกินไป บ้านเรือนและโรงงานเสียหาย หากน้ำน้อยเกินไป เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสะดุด และหากน้ำปนเปื้อน สาธารณสุขต้องรับภาระต่อเนื่อง
น้ำท่วมปี 2554 ยังเป็นบทเรียนที่ไม่ควรถูกลืม
บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ยังชี้ชัดว่าความเสียหายจากน้ำไม่ได้หยุดอยู่ที่บ้านเรือนและถนน ข้อมูลที่แนบมาระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 13.6 ล้านคนใน 65 จังหวัด และสร้างความเสียหายประมาณ 12.6 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ประเทศ โดย 70 เปอร์เซ็นต์ของความเสียหายและความสูญเสียเกิดขึ้นในภาคการผลิต โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมในอยุธยาและปทุมธานี
ความเสียหายจากน้ำท่วมโรงงานไม่ได้อยู่เฉพาะในโรงงาน แต่ไหลต่อไปถึงแรงงาน ธุรกิจที่พึ่งพาสินค้าจากโรงงาน ห่วงโซ่อุปทาน และอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องใช้วัตถุดิบเหล่านั้น นี่คือเหตุผลที่วิกฤตน้ำหนึ่งครั้งสามารถเปลี่ยนเป็นแรงกระแทกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจได้
เมื่อเปรียบกับกรณีแม่น้ำสาย แม้ขนาดเหตุการณ์จะต่างกัน แต่หลักคิดเดียวกันคือ หากระบบน้ำล้ม ความเสียหายไม่ได้อยู่ที่น้ำเท่านั้น แต่ลามไปถึงสุขภาพ รายได้ ความเชื่อมั่น และความเป็นธรรมของคนที่อยู่ปลายน้ำ
คนรายได้น้อยคือกลุ่มที่เจ็บหนักที่สุด
บทวิเคราะห์ที่ผู้ใช้แนบมายังชี้ว่า บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 แสดงให้เห็นว่าคนรายได้น้อย เช่น เกษตรกร ประมง และแรงงานรายวัน เป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวช้าที่สุด เพราะไม่มีเงินสำรองมากพอ ขณะที่กลุ่มฐานะดีกว่ามักรับมือและฟื้นตัวได้เร็วกว่า
ในบริบทแม่สาย ประชาชนที่อยู่กับลำน้ำเป็นกลุ่มที่ต้องถูกมองอย่างจริงจัง ทั้งผู้หาปลา ผู้ประกอบอาชีพริมน้ำ เกษตรกรที่ใช้น้ำในพื้นที่ใกล้ลำน้ำ ร้านค้า ชุมชน และกลุ่มเปราะบาง เพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถ “เลี่ยงน้ำ” ได้ง่ายเท่ากับคนที่มีทางเลือกมากกว่า
หากรัฐเตือนให้งดใช้น้ำโดยตรง แต่ไม่มีระบบน้ำสะอาดสำรอง ไม่มีการชดเชยรายได้ให้คนที่ต้องหยุดจับสัตว์น้ำ ไม่มีการตรวจสุขภาพเชิงรุกอย่างเพียงพอ และไม่มีคำตอบเรื่องต้นทางมลพิษ ความเสี่ยงจะถูกผลักกลับไปอยู่บนบ่าประชาชน
คำถามใหญ่คือใครรับผิดชอบต้นทาง
ประเด็นที่สังคมเชียงรายต้องการคำตอบคือ สารหนูและโลหะหนักมาจากไหน เกิดจากธรรมชาติ กิจกรรมมนุษย์ หรือปัจจัยข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองและการชะล้างตะกอนจากพื้นที่ต้นน้ำ
หากต้นทางอยู่ในเขตอำนาจรัฐไทย หน่วยงานไทยต้องระบุผู้รับผิดชอบและดำเนินมาตรการควบคุม หากต้นทางมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ข้ามแดน รัฐไทยต้องใช้กลไกชายแดนและความร่วมมือระหว่างประเทศในการยืนยันข้อมูล แจ้งเตือน และลดผลกระทบต่อประชาชนฝั่งไทย
แต่ไม่ว่าต้นทางจะอยู่ที่ใด สิ่งที่ประชาชนควรได้รับทันทีคือข้อมูลที่ชัดเจน จุดตรวจที่โปร่งใส ผลตรวจที่อัปเดตต่อเนื่อง แผนจัดหาน้ำสะอาด ระบบตรวจสุขภาพ และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
บทสรุป น้ำปนเปื้อนคือสัญญาณเตือนรัฐทั้งระบบ
กรณีสารหนูในแม่น้ำสายไม่ควรถูกมองเป็นเหตุการณ์เฉพาะจุด เพราะมันสะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในยุค Climate Risk ที่น้ำสามารถกลายเป็นภัยได้หลายรูปแบบ ทั้งน้ำมากเกินไป น้ำน้อยเกินไป และน้ำมีพิษเกินกว่าจะใช้ได้อย่างปลอดภัย
ในระดับประเทศ ธนาคารโลกเตือนว่า หากไทยลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วม ความมั่นคงด้านน้ำ และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จะช่วยให้ GDP สูงกว่าการปล่อยไว้แบบเดิม 2–3 เปอร์เซ็นต์ในปี 2040 และ 4–5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2050 เมื่อเทียบกับกรณีธุรกิจตามปกติ
ในระดับแม่สาย สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือปกป้องประชาชนจากการรับสัมผัสสารหนู และเปิดเผยข้อมูลให้มากพอที่คนในพื้นที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
เพราะวิกฤตน้ำไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติอย่างเดียวอีกต่อไป
มันคือเรื่องของสุขภาพ เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความรับผิดชอบของรัฐ
และสำหรับแม่สาย คำถามสำคัญที่สุดในวันนี้ไม่ใช่แค่ว่าน้ำในแม่น้ำสายปนเปื้อนมากแค่ไหน แต่คือรัฐจะหยุดความเสี่ยงนี้ได้เร็วพอ ก่อนที่สารพิษในลำน้ำจะกลายเป็นสารพิษในร่างกายคนหรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เรื่องคำเตือนกรมควบคุมโรคต่อกรณีสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำสาย รวมถึงบทวิเคราะห์ Bnomics เรื่องน้ำท่วมและน้ำขาดในประเทศไทย Pasted text
- กรมควบคุมโรค วันที่ 8 ตุลาคม 2569 เรื่องสารหนูและโลหะหนักในแม่น้ำสาย และข้อแนะนำประชาชนแม่สายงดใช้น้ำจากแม่น้ำสายโดยตรงเพื่อดื่มและประกอบอาหาร Department of Disease Control
- การประชุมเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน กรณีการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำจังหวัดเชียงราย ปี 2569 จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย Cro MOPH
- รายงาน Thailand Country Climate and Development Report จากธนาคารโลก เรื่องผลกระทบจาก Climate Change ต่อ GDP ไทยและความจำเป็นของการลงทุนด้านน้ำและการปรับตัว World Bank