แม่ลาวขับเคลื่อนกองร้อยน้ำส้ม ดึง 100 อาสาสมัครสตรีร่วม สภ.แม่ลาว สร้างวินัยจราจรลดสูญเสียบนถนน

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าฯ เชียงราย เปิดตัวอาสาสมัครเครือข่ายสตรี “กองร้อยน้ำส้ม” ณ อบต.ป่าก่อดำ อ.แม่ลาว
  • สมาชิกกองร้อยน้ำส้มจำนวน 100 คน ได้รับการฝึกทักษะการใช้สัญญาณมือและนกหวีดร่วมกับตำรวจ สภ.แม่ลาว
  • ภารกิจเน้นช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรและชะลอความเร็วรถบริเวณจุดเสี่ยง เช่น ทางแยก หน้าโรงเรียน และตลาดนัด
  • สถิติอุบัติเหตุช่วงปีใหม่และสงกรานต์ 2569 ในเชียงราย ชี้ว่าสาเหตุหลักยังคงเกิดจากการขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และเมาแล้วขับบนถนนชุมชน
  • โครงการมุ่งใช้พลังสตรีและคนในพื้นที่เป็นด่านชุมชนคอยเตือนสติ สร้างวินัยจราจรอย่างยั่งยืนจากระดับครอบครัว

ดับสถิติสูญเสีย แม่ลาวปั้นกองร้อยน้ำส้ม 100 อาสาจราจรหญิง สกัดอุบัติเหตุถนนชุมชนคุมเข้มเทศกาล

เชียงราย, 9 กันยายน 2569 – บนถนนสายรอง ทางแยกหน้าหมู่บ้าน หน้าโรงเรียน และตลาดนัดในอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนถนนใหญ่เท่านั้น หลายครั้งจุดเริ่มต้นของความสูญเสียอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ชุมชน และเกิดจากพฤติกรรมที่คนในพื้นที่คุ้นชินจนมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย การดื่มแล้วขับ การขับรถเร็วในเขตชุมชน หรือการตัดหน้ากระชั้นชิดบริเวณทางร่วมทางแยก

ภาพของอาสาสมัครเครือข่ายสตรีในเสื้อสีส้มที่รวมตัวกัน ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลป่าก่อดำ อำเภอแม่ลาว เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดตั้งต้นของการนำพลังผู้หญิงในชุมชนเข้ามาช่วยปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยทางถนน ภายใต้ชื่อที่คนในพื้นที่เริ่มจดจำได้มากขึ้นว่า กองร้อยน้ำส้ม

กิจกรรมครั้งนี้มีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงานการขับเคลื่อนอาสาสมัครเครือข่ายสตรีกองร้อยน้ำส้ม โดยมีนายอำเภอแม่ลาว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่ลาว หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจากทั้ง 7 แห่งในพื้นที่อำเภอแม่ลาว และสมาชิกกองร้อยน้ำส้มเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

100 อาสาหญิงกับภารกิจที่มากกว่าการรณรงค์

หัวใจของโครงการนี้อยู่ที่การสร้างอาสาสมัครหญิงจำนวน 100 คน ให้มีทักษะพื้นฐานสำหรับช่วยงานด้านจราจรในชุมชน สมาชิกกองร้อยน้ำส้มได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำสตรีและความเข้มแข็งของชุมชน โดยเฉพาะการฝึกภาคสนามร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงปฏิบัติหน้าที่จริง

บทบาทของอาสาจราจรหญิงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การยืนแจกเอกสารหรือถือป้ายรณรงค์ แต่ครอบคลุมการช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร การใช้สัญญาณมือ การใช้นกหวีด การยืนประจำจุดเสี่ยง การช่วยชะลอรถหน้าโรงเรียน ตลาดนัด และพื้นที่ชุมชนหนาแน่น รวมถึงการสื่อสารเตือนประชาชนเรื่องหมวกนิรภัย วินัยจราจร และพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่อุบัติเหตุ

นายประเสริฐกล่าวในเวทีเปิดงานว่า อาสาสมัครเครือข่ายสตรีหรือกองร้อยน้ำส้มถือเป็นพลังสำคัญของภาคประชาชนในการร่วมพัฒนาชุมชน โดยอาสาสมัครทั้ง 100 คนผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเปิดโอกาสให้สตรีและแม่บ้านเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและดูแลสังคมในพื้นที่

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนทิศทางสำคัญของจังหวัดเชียงรายที่ไม่ได้มองความปลอดภัยทางถนนเป็นภารกิจของตำรวจหรือฝ่ายปกครองเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นงานที่ต้องมีชุมชนเป็นเจ้าของร่วม เพราะคนในพื้นที่รู้ดีที่สุดว่าช่วงเวลาใดรถหนาแน่น จุดไหนเด็กนักเรียนข้ามถนน จุดใดมีรถจักรยานยนต์ออกจากซอยโดยไม่ทันระวัง และทางแยกไหนเกิดเหตุซ้ำบ่อยครั้ง

สถิติเตือนชัด เชียงรายยังต้องเข้มเรื่องถนน

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ระบุว่า ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุ 48 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษา 44 ราย และเสียชีวิต 6 ราย โดยสาเหตุหลักมาจากการขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย การดื่มแล้วขับ และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือรถจักรยานยนต์ และส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุเด่นอยู่ระหว่าง 15.00 ถึง 21.00 น.

ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 จังหวัดเชียงรายรายงานสถิติอุบัติเหตุสะสม 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 45 ราย และเสียชีวิต 7 ราย แม้จำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สาเหตุหลักยังคงวนกลับมาที่พฤติกรรมเดิม ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว ตัดหน้ากระชั้นชิด ทัศนวิสัยไม่ดี และหลับใน

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้กองร้อยน้ำส้มมีความหมายมากกว่าการตั้งกลุ่มอาสา เพราะเมื่อพฤติกรรมเสี่ยงจำนวนมากเกิดในพื้นที่ชุมชน การป้องกันจึงต้องลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงส่งต่อผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล การมีคนในชุมชนช่วยเตือน ช่วยเฝ้าระวัง และช่วยประสานกับเจ้าหน้าที่ จึงอาจเป็นด่านแรกที่ลดความรุนแรงของเหตุได้

ถนนสายรองและทางแยกชุมชนคือสมรภูมิจริง

ในพื้นที่อำเภอแม่ลาว ถนนพหลโยธินสายเก่าและถนนเชื่อมหมู่บ้านหลายช่วงเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งไปโรงเรียน ไปตลาด ไปทำงาน และเดินทางเชื่อมต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง ลักษณะของถนนชุมชนมีความท้าทายต่างจากถนนสายหลัก เพราะมีทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ส่วนบุคคล รถรับส่งนักเรียน รถการเกษตร และคนเดินเท้าปะปนกันในช่วงเวลาเร่งด่วน

จุดเสี่ยงที่ควรได้รับการจัดการเฉพาะจุด ได้แก่ ทางแยกเข้าหมู่บ้าน จุดกลับรถ จุดหน้าโรงเรียน ทางเชื่อมตลาดนัด และช่วงถนนที่มีร้านค้าหรือชุมชนตั้งอยู่สองฝั่งทาง พื้นที่เหล่านี้อาจไม่ได้มีสถิติอุบัติเหตุสูงเท่าถนนสายหลักทุกช่วง แต่มีความใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากกว่า หากเกิดเหตุเพียงครั้งเดียวก็อาจกระทบทั้งครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

ด้วยเหตุนี้ การให้อาสาจราจรหญิงลงพื้นที่จึงต้องอาศัยทั้งการฝึกจากตำรวจ สภ.แม่ลาว และการประเมินจุดเสี่ยงร่วมกับผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เป็นเพียงการยืนประจำจุด แต่เป็นการวางคนให้ตรงกับเวลาและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจริง

ด่านชุมชนต้องทำให้คนหยุดคิดก่อนเกิดเหตุ

จังหวัดเชียงรายเคยวางมาตรการช่วงสงกรานต์ 2569 โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการสร้างวินัยจราจรในระดับชุมชน ผ่านกลไกด่านชุมชนและด่านครอบครัว เพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกรณีดื่มแล้วขับและการใช้ความเร็วเกินกำหนด

เมื่อเชื่อมกับภารกิจของกองร้อยน้ำส้ม ภาพที่เห็นจึงชัดขึ้นว่า นี่คือการเติมกำลังคนให้มาตรการระดับพื้นที่มีชีวิตจริง ด่านชุมชนที่ดีไม่ใช่ด่านที่สร้างความหวาดกลัว แต่เป็นจุดเตือนใจให้คนในหมู่บ้านหยุดคิดก่อนขับออกไปบนถนน หากเห็นอาสาที่เป็นคนรู้จัก เป็นแม่บ้านในชุมชน เป็นคนที่พบกันในตลาดหรือวัด การเตือนเรื่องหมวกนิรภัยหรือเมาไม่ขับอาจเข้าถึงใจมากกว่าป้ายรณรงค์ขนาดใหญ่ริมถนน

กองร้อยน้ำส้มจึงสามารถทำงานได้อย่างน้อย 3 ภารกิจสำคัญ ภารกิจแรกคือการตั้งด่านรณรงค์และเตือนพฤติกรรมเสี่ยงในช่วงเทศกาลหรือวันเดินทางหนาแน่น ภารกิจที่สองคือการอำนวยความสะดวกจราจรบริเวณจุดเสี่ยง เช่น หน้าโรงเรียน ตลาดนัด และทางแยกชุมชน ภารกิจที่สามคือการสร้างวินัยจราจรระยะยาว ผ่านการสื่อสารซ้ำอย่างต่อเนื่องจากคนในพื้นที่เอง

กระจายอำนาจความปลอดภัยให้ชุมชนดูแลตัวเอง

สิ่งที่น่าจับตาจากโมเดลกองร้อยน้ำส้มแม่ลาว คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการรอเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาจัดการทุกเรื่อง ไปสู่การสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่ชุมชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ภาครัฐยังคงมีบทบาทด้านนโยบาย กฎหมาย และการฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงมีบทบาทด้านการควบคุมจราจรและบังคับใช้กฎหมาย แต่งานเฝ้าระวังในชีวิตประจำวันสามารถขยับใกล้ประชาชนมากขึ้นผ่านกลุ่มอาสา

ในทางปฏิบัติ โมเดลนี้จะยั่งยืนได้ต้องไม่ปล่อยให้อาสาสมัครทำงานตามลำพัง สิ่งที่ควรเดินควบคู่กันคือการจัดตารางเวรที่เหมาะสม อุปกรณ์พื้นฐานที่ปลอดภัย เสื้อสะท้อนแสง นกหวีด ป้ายสัญญาณ การประกันความเสี่ยงขณะปฏิบัติหน้าที่ ช่องทางสื่อสารกับตำรวจ และการประเมินผลหลังเทศกาลหรือหลังการลงพื้นที่แต่ละครั้ง หากทำได้ครบ โครงการจะไม่หยุดอยู่ที่ภาพถ่ายวันเปิดงาน แต่จะกลายเป็นระบบความปลอดภัยชุมชนที่วัดผลได้จริง

การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลป่าก่อดำ ผู้นำหมู่บ้าน และภาคประชาชนในพื้นที่ จึงเป็นฐานสำคัญของโครงการ เพราะอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่ปัญหาของผู้ขับขี่คนเดียว แต่เป็นปัญหาของถนน สภาพแวดล้อม วินัยจราจร วัฒนธรรมการเดินทาง และการจัดการพื้นที่ร่วมกัน

จากหนึ่งอำเภอสู่ต้นแบบเชียงรายปลอดภัย

แม้กองร้อยน้ำส้มในอำเภอแม่ลาวเพิ่งเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดนี้มีศักยภาพต่อยอดไปสู่พื้นที่อื่นของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอที่มีถนนชุมชนเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก มีตลาดนัดหลายจุด มีโรงเรียนริมถนน หรือมีการเดินทางหนาแน่นในช่วงเทศกาล

คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ กองร้อยน้ำส้มจะลดพฤติกรรมเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด จุดเสี่ยงใดควรถูกจัดลำดับก่อน และข้อมูลจากการลงพื้นที่ของอาสาจะถูกส่งต่อไปยังตำรวจ อำเภอ และท้องถิ่นเพื่อปรับมาตรการอย่างไร หากมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เช่น จำนวนครั้งที่ลงพื้นที่ ช่วงเวลาที่พบผู้ไม่สวมหมวกนิรภัย จุดที่รถใช้ความเร็วสูง หรือพื้นที่ที่ต้องติดตั้งป้ายเตือนเพิ่มเติม โครงการนี้จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นในฐานะโมเดลความปลอดภัยทางถนนระดับชุมชน

สำหรับอำเภอแม่ลาว การลุกขึ้นมาของอาสาจราจรหญิง 100 คนอาจไม่ได้ทำให้อุบัติเหตุหมดไปในทันที แต่สามารถเพิ่มด่านเตือนใจให้ถนนชุมชนปลอดภัยขึ้นทีละจุด เมื่อคนในพื้นที่เริ่มดูแลถนนหน้าบ้านของตัวเอง ความปลอดภัยก็ไม่ได้อยู่ไกลถึงห้องประชุมอีกต่อไป แต่อยู่ตรงทางแยกหน้าโรงเรียน ตลาดนัด และถนนสายรองที่ทุกคนใช้ร่วมกันทุกวัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :