โศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว จุดเปลี่ยนมาตรฐานความปลอดภัยสถานบันเทิง อนุทินสั่งเอกซเรย์ทั่วประเทศ


Summary


โฮโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว จุดเปลี่ยนมาตรฐานความปลอดภัยสถานบันเทิง “อนุทิน” สั่งเอกซเรย์ทั่วประเทศ ย้ำผู้ฝ่าฝืนกฎหมายต้องรับผิดสูงสุด

กรุงเทพฯ,15 กรกฎาคม 2569 – รัฐบาลเร่งยกระดับมาตรการ หลังโศกนาฏกรรมคร่าชีวิต 32 ราย เหตุเพลิงไหม้ภายใน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” กรุงเทพมหานคร เมื่อกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย กลายเป็นหนึ่งในเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ และจุดกระแสให้ภาครัฐเร่งทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการและร้านอาหารที่มีลักษณะคล้ายสถานบันเทิงทั่วประเทศ

รัฐบาลยืนยันว่าปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมายหรือการละเลยของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากผู้ประกอบการบางรายที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อหวังผลกำไร โดยเฉพาะการดัดแปลงพื้นที่และปิดกั้นทางหนีไฟ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรง

อนุทิน” ชี้กฎหมายบางส่วนล้าสมัย แต่ต้นเหตุคือการจงใจฝ่าฝืน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้จำเป็นต้องมีการหารือเพื่อปรับปรุงกฎหมายและแนวทางกำหนดโซนนิ่งของสถานบันเทิงให้เหมาะสมกับสภาพเมืองในปัจจุบัน

นายอนุทินยกตัวอย่างว่า ข้อกำหนดเรื่องระยะห่างจากวัดหรือสถานศึกษา 2 กิโลเมตร เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ได้ยากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะที่ข้อกำหนดการห้ามแสดงดนตรีสดหลังเวลาเที่ยงคืน แต่ยังอนุญาตให้เปิดคาราโอเกะได้ ก็เป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของผู้ประกอบการและศิลปินในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินย้ำว่า แม้กฎหมายบางส่วนอาจต้องปรับปรุง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากช่องว่างของกฎหมาย หากเกิดจากการที่ผู้ประกอบการ “จงใจทำผิดกฎหมาย” เพื่อเพิ่มผลกำไร โดยเฉพาะการล็อกประตูหนีไฟหลายชั้นเพื่อป้องกันลูกค้าหลบหนีโดยไม่ชำระค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้

ยืนยันเพิกถอนใบอนุญาตถาวร ผู้กระทำผิดหมดสิทธิ์เปิดกิจการอีก

นายอนุทินระบุว่า สถานประกอบการที่เกิดเหตุจะถูกเพิกถอนใบอนุญาต และจะไม่สามารถกลับมาดำเนินกิจการสถานบันเทิงได้อีก พร้อมยืนยันว่าผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ และผู้จัดการที่เกี่ยวข้องต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

พร้อมกันนี้ ได้มอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศดำเนินการตรวจสอบสถานบริการและพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด หรือ “เอกซเรย์พื้นที่” เพื่อค้นหาจุดบกพร่องและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

นายอนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้มีการตรวจสอบใบอนุญาตของสถานบริการเป็นประจำทุกปี มิใช่ออกใบอนุญาตแล้วสามารถดำเนินกิจการได้ตลอดไป ดังนั้น หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนกฎหมายภายหลังการตรวจ ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

กทม. ปรับวิธีตรวจร้าน เปลี่ยนเป็นสุ่มตรวจไม่แจ้งล่วงหน้า

ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบร้านดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าเอกสารประกอบกิจการและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเป็นไปตามรายการตรวจสอบที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินพบว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการมักทราบกำหนดการเข้าตรวจของเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เป็นคณะขนาดใหญ่ ทำให้สามารถจัดเตรียมสถานที่ให้เป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะช่วงเวลาตรวจเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงมีนโยบายปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบใหม่ โดยให้ใช้วิธี “สุ่มตรวจแบบไม่เป็นขบวน” เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเห็นสภาพการดำเนินกิจการจริงในช่วงเวลาที่เปิดให้บริการแก่ประชาชน

ใช้เช็กลิสต์ 18 ข้อ ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิง

กรุงเทพมหานครยังเตรียมนำเกณฑ์ตรวจสอบความปลอดภัยจำนวน 18 ข้อ ซึ่งเดิมใช้กับสถานบริการ มาใช้กับร้านอาหารที่มีลักษณะคล้ายสถานบันเทิงด้วย เพื่อให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับเดียวกัน

หากตรวจพบว่าสถานประกอบการใดเพิกเฉยต่อการแก้ไขข้อบกพร่อง กรุงเทพมหานครจะใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สั่งปิดกิจการทันที จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเสี่ยงจากเหตุอัคคีภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสถานประกอบการประเภทนี้

รัฐบาลยืนยันเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายระยะยาว

เมื่อถูกถามถึงแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังรวบรวมข้อเสนอและจัดทำแนวทางเพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณา โดยย้ำว่าการปรับปรุงกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

ส่วนกรณีที่สื่อต่างประเทศนำเสนอข่าวว่าประเทศไทยอาจมีมาตรฐานกำกับดูแลสถานบันเทิงที่ไม่เข้มงวด นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยมีกฎหมายและการตรวจสอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ปัญหาเกิดจากผู้ประกอบการบางรายตั้งใจละเมิดกฎหมายเพื่อแสวงหาผลกำไร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถยอมรับได้ และจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

เชียงรายสูญเสีย “ส.ต.ต.หญิง เปมิกา อ่อนสี” ข้าราชการตำรวจวัย 24 ปี

ท่ามกลางความสูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จังหวัดเชียงรายต้องสูญเสียบุคลากรภาครัฐคนสำคัญ คือ ส.ต.ต.หญิง เปมิกา อ่อนสี อายุ 24 ปี ชาวตำบลสันทรายงาม อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้

ส.ต.ต.หญิง เปมิกา สังกัดกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำทำเนียบรัฐบาล และเพิ่งได้รับการประดับยศเป็นสิบตำรวจตรีหญิงเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนเกิดเหตุ

ในคืนเกิดเหตุ เธอเดินทางไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนและเพื่อนข้าราชการตำรวจ ก่อนจะขาดการติดต่อในช่วงเกิดเหตุเพลิงไหม้ ภายหลังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและยืนยันการเสียชีวิต โดยพบว่าเธอเสียชีวิตภายในสถานที่เกิดเหตุ พร้อมกับตำรวจสันติบาลอีก 1 นาย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สนับสนุนการเคลื่อนย้ายร่างกลับภูมิลำเนาในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี โดยครอบครัวกำหนดจัดพิธีสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 3 วัน ก่อนประกอบพิธีฌาปนกิจในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว ญาติ เพื่อนร่วมงาน และประชาชนในพื้นที่

บทเรียนที่ต้องไม่เกิดขึ้นอีก

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้กฎหมาย มาตรฐานการตรวจสอบ และระบบอนุญาตจะมีอยู่แล้ว แต่หากผู้ประกอบการละเลยหรือจงใจฝ่าฝืนมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการปิดกั้นทางหนีไฟหรือดัดแปลงพื้นที่ใช้งาน ความสูญเสียก็สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย การสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า การใช้มาตรฐานเดียวกันกับสถานประกอบการทุกประเภท และการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด จึงถูกมองว่าเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :