พักไฟใต้ต้นกาแฟ ปปร.30 จับมือดอยช้าง ดันโมเดลเกษตรไม่เผา ลด PM2.5 เชื่อมพลังชุมชนสู่ระดับประเทศ

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • คณะนักศึกษา ปปร.30 สถาบันพระปกเกล้า ร่วมหารือกับผู้ว่าฯ เชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางบูรณาการรับมือหมอกควันและฝุ่น PM2.5
  • คณะ ปปร.30 ประกอบด้วยตัวแทนหลากหลายวงการ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ ข้าราชการระดับสูง และภาคธุรกิจเอกชน
  • กลุ่มบ้านรัชดาภิเษก ปปร.30 ได้ลงนาม MOU กับบริษัท กาแฟดอยช้าง จำกัด และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่
  • มุ่งผลักดันโมเดลวนเกษตรและการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ เพื่อลดแรงจูงใจในการเผาป่าและจัดการเศษวัสดุเหลือใช้อย่างมีระบบ
  • เน้นย้ำกลยุทธ์ National Awareness & People Participation สร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนระดับประเทศ

พักไฟใต้ต้นกาแฟ ปปร.30 จับมือดอยช้างดันโมเดลเกษตรไม่เผา ลด PM2.5 เชื่อมพลังชุมชนสู่ระดับประเทศ

เชียงราย,13 กันยายน 2569 – จากปัญหาหมอกควันสู่ความร่วมมือหลายภาคส่วน ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงรายไม่ได้เป็นเรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไป เพราะต้นเหตุเกี่ยวข้องกับทั้งการจัดการพื้นที่เกษตร การเผาในที่โล่ง การใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุ การดำรงชีวิตของชุมชน และพฤติกรรมของประชาชนในวงกว้าง

วันที่ 13 กันยายน 2569 คณะนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า รุ่นที่ 30 หรือ ปปร.30 เข้าหารือกับจังหวัดเชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางรับมือปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 โดยเน้นการลดและงดการเผา รวมถึงการขยายความร่วมมือไปยังภาคเกษตรและธุรกิจกาแฟ

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมรับฟังข้อมูลสถานการณ์และแลกเปลี่ยนแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

ปปร.30 เชื่อมงานจากชุมชนสู่ระดับประเทศ

คณะ ปปร.30 ประกอบด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ กระบวนการยุติธรรม การเมือง แรงงาน และภาคธุรกิจ นำโดยนายศุภชัย ยอดแก้ว ประธานกรรมการ บริษัท นนทยศ จำกัด

ผู้เข้าร่วมคณะยังประกอบด้วยนายสัจจา เขม้นงาน ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น นางสาวปิ่นทอง อินทรศรี ผู้ตรวจการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร้อยตำรวจเอกธนรัช จงสุทธานามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน นายเมธี รัตนเสนีย์ แรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้บริหารภาคเอกชนจากหลายสาขา

องค์ประกอบของคณะทำให้การหารือไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงไปถึงการบริหารราชการ กฎหมาย การเมือง แรงงาน และกลไกธุรกิจ ซึ่งล้วนมีส่วนต่อการแก้ไขปัญหา PM2.5 ในระยะยาว

แนวทางที่คณะให้ความสำคัญคือ National Awareness & People Participation หรือการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับประเทศ เป้าหมายคือทำให้ปัญหาหมอกควันไม่ถูกมองว่าเป็นภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมลดต้นเหตุ ปรับพฤติกรรม และติดตามผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ

MOU กับธุรกิจกาแฟและเกษตรกร

นอกจากการหารือกับจังหวัดเชียงรายแล้ว กลุ่มบ้านรัชดาภิเษก ปปร.30 ยังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU กับผู้บริหารบริษัทกาแฟดอยช้างและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ

สาระสำคัญของความร่วมมือคือการสร้างความตระหนักรู้และขยายเครือข่ายการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ชุมชน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชน

การดึงภาคกาแฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาอากาศมีความสำคัญ เพราะธุรกิจกาแฟเชื่อมโยงกับพื้นที่เกษตรตั้งแต่การปลูก การดูแลสวน การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย หากสามารถออกแบบระบบการผลิตที่ลดการเผาและใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ได้ ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงปฏิบัติของ MOU เช่น เป้าหมายลดการเผา จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วม วิธีติดตามผล หรือมาตรการสนับสนุนด้านตลาด ดังนั้น ผลสำเร็จของความร่วมมือจะต้องติดตามจากการดำเนินงานหลังการลงนาม ไม่ใช่พิจารณาจากพิธีลงนามเพียงอย่างเดียว

กาแฟกับแนวคิดเกษตรไม่เผา

แนวคิดหลักของการผลักดันกาแฟในพื้นที่สูงคือการทำให้การเกษตรสามารถอยู่ร่วมกับการรักษาป่าและแหล่งต้นน้ำได้ โดยเฉพาะระบบวนเกษตรที่ผสมผสานไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ และพืชคลุมดินไว้ในพื้นที่เดียวกัน

กาแฟอาราบิกาในพื้นที่สูงมักถูกนำไปเชื่อมโยงกับการปลูกภายใต้ร่มเงา หรือ Shade-grown coffee แต่ในกรณีดอยช้าง การจะสรุปว่าพื้นที่ทั้งหมดดำเนินการตามระบบดังกล่าวจำเป็นต้องมีข้อมูลสำรวจและรายละเอียดจากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรองรับ

หลักการของวนเกษตรคือการใช้พื้นที่ให้มีพืชหลายระดับ ช่วยรักษาความชื้น ลดความร้อนของผิวดิน และลดการเปิดพื้นที่โล่ง หากมีการจัดการร่วมกับเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างเหมาะสม ก็อาจลดแรงจูงใจในการเผาได้ แต่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อเกษตรกรมีทางเลือกที่คุ้มค่าและมีระบบสนับสนุนเพียงพอ

จุดสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ “ไม่เผา” เป็นทางเลือกที่ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงคำขอความร่วมมือ เกษตรกรต้องมีความรู้ เครื่องมือ แรงงาน และตลาดรองรับ หากเศษกิ่งไม้ ใบไม้ หรือวัสดุเหลือใช้สามารถนำไปทำปุ๋ย วัสดุคลุมดิน หรือผลิตภัณฑ์อื่นได้ ก็จะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ

จากเศษวัสดุสู่มูลค่าเพิ่มของชุมชน

การแก้ปัญหาการเผาอย่างยั่งยืนควรครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เน้นเฉพาะช่วงที่เกิดไฟแล้ว หากมีการจัดการเศษวัสดุหลังการตัดแต่งต้นกาแฟหรือหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเป็นระบบ ชุมชนอาจลดการเผาในพื้นที่เกษตรและลดโอกาสที่เศษวัสดุจะแห้งสะสมจนกลายเป็นเชื้อเพลิง

การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์อาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การทำวัสดุคลุมดิน หรือการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตามความเหมาะสมของพื้นที่ แต่ข้อมูลของโครงการในขณะนี้ยังไม่ได้ระบุว่าดอยช้างจะใช้รูปแบบใด จึงควรรอติดตามแผนปฏิบัติการและผลการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่ต้องไม่มองข้ามคือภาระของเกษตรกร หากมาตรการลดการเผาเพิ่มต้นทุนหรือใช้แรงงานมากขึ้นโดยไม่มีแรงจูงใจด้านราคา ตลาด หรือการสนับสนุนจากภาครัฐ การปฏิบัติจริงอาจไม่ต่อเนื่อง ความร่วมมือจึงควรมีทั้งด้านความรู้ เครื่องมือ การเข้าถึงทุน และตลาดสำหรับผลผลิตที่มาจากระบบเกษตรไม่เผา

เป้าหมายคืออากาศสะอาดและรายได้ที่มั่นคง

ความร่วมมือระหว่าง ปปร.30 จังหวัดเชียงราย บริษัทกาแฟดอยช้าง และกลุ่มเกษตรกร สะท้อนความพยายามเชื่อมปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้ากับเศรษฐกิจชุมชน หากดำเนินการได้จริง เกษตรกรจะไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นกลุ่มที่ต้องลดการเผา แต่เป็นแนวร่วมสำคัญในการดูแลป่า แหล่งต้นน้ำ และคุณภาพอากาศ

กาแฟจากระบบที่ลดการเผาหรือมีการจัดการพื้นที่อย่างรับผิดชอบอาจพัฒนาเป็นจุดขายด้านสิ่งแวดล้อมได้ แต่การกล่าวอ้างควรมีหลักฐานตรวจสอบได้ ทั้งข้อมูลแหล่งผลิต วิธีการดูแลพื้นที่ และระบบติดตามผล เพื่อไม่ให้คำว่าเกษตรยั่งยืนกลายเป็นเพียงถ้อยคำทางการตลาด

ท้ายที่สุด การแก้ PM2.5 จะสำเร็จไม่ได้จากการรณรงค์ช่วงวิกฤตเพียงไม่กี่เดือน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือที่ต่อเนื่องตลอดปี ตั้งแต่การวางแผนการเกษตร การจัดการเชื้อเพลิง การดูแลป่า การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการสร้างตลาดให้กับผลผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

จากเมล็ดกาแฟบนดอยช้างสู่คุณภาพอากาศของคนทั้งภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีโจทย์สำคัญรออยู่ นั่นคือการพิสูจน์ว่า การรักษาป่า ลดการเผา และสร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถเดินไปพร้อมกันได้จริงหรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :