คลายกังวลคนเชียงราย ผลแล็บยันเนื้อปลาแม่น้ำกก 93 ตัวอย่างไม่เกินมาตรฐาน แนะกินเฉพาะเนื้อทิ้งเครื่องใน

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • ประชาชนในเชียงรายกังวลการซื้อปลาหลังมีรายงานการตรวจพบสารหนูในตะกอนดินท้องน้ำแม่น้ำกกบางจุดเกินเกณฑ์
  • ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเนื้อปลาแม่น้ำกกจำนวน 93 ตัวอย่าง จากการสุ่มตรวจ 11 รอบ ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน
  • นักวิชาการแนะให้แยกแยะระหว่างการปนเปื้อนในตะกอนดิน กับสารที่สะสมในเนื้อสัตว์น้ำซึ่งเป็นคนละส่วนกัน
  • แนะนำวิธีบริโภคอย่างปลอดภัย โดยเลือกกินเฉพาะเนื้อปลาส่วนลำตัว และตัดเหงือก ควักเครื่องใน ตับ ไต ทิ้งทั้งหมด
  • ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำและสัตว์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ผ่านแอปพลิเคชันและ LINE “ปลาปลอดภัย”

คู่มือคนกินปลา วิธีกินอย่างไรให้รอดพ้นสารพิษ

เชียงราย,10 กันยายน 2569 – สายกินปลาต้องเช็ก กางผลตรวจปลาแม่น้ำกก 93 ตัวอย่าง ชี้เป้าส่วนไหนกินได้ ส่วนไหนควรเลี่ยงก่อนลงกระทะเช้าวันหนึ่งในตลาดสดเมืองเชียงราย หน้าแผงปลาน้ำจืดยังมีคนเดินแวะไม่ขาด แต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว แม่บ้านบางคนยืนดูปลานานกว่าปกติ บางคนถามแม่ค้าว่าเป็นปลาจากแม่น้ำกกหรือไม่ บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดข่าวแล้วหันกลับมามองปลาบนเขียงอีกครั้ง คำถามที่วนอยู่ในใจคนซื้อจำนวนมากไม่ต่างกันนัก นั่นคือวันนี้ยังซื้อปลากินได้ไหม และถ้าจะกิน ควรกินอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ เพราะข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเห็นภาพชัดว่าตะกอนท้องน้ำบางจุดมีการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลอีกชุดกลับระบุว่า ผลตรวจตัวอย่างปลาที่เก็บมาตรวจยังไม่พบเนื้อปลาที่เกินค่ามาตรฐานในกลุ่มตัวอย่างที่เฝ้าระวัง จึงเกิดคำถามตามมาทันทีว่า ทำไมตัวเลขจึงดูเหมือนสวนทางกัน และคนกินปลาควรตีความอย่างไรโดยไม่ตื่นตระหนกเกินไป

คำตอบที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตะกอนท้องน้ำ กับ เนื้อปลาที่บริโภค เพราะทั้งสองอย่างเป็นคนละส่วนของห่วงโซ่การปนเปื้อน และสะท้อนคนละความหมายทางวิชาการ ข้อมูลที่ประชาชนควรยึดเป็นหลักในชีวิตประจำวัน จึงไม่ใช่ดูเพียงว่าตะกอนสูงหรือไม่สูง แต่ต้องดูด้วยว่าปลาที่จับมาตรวจนั้นเป็นปลาอะไร ตรวจส่วนใดของปลา และผลตรวจออกมาอย่างไร

ตะกอนสูง ไม่ได้แปลว่าเนื้อปลาทุกตัวอันตรายทันที

ข้อมูลจากอินโฟกราฟิกที่แนบประกอบระบุว่า กรมควบคุมมลพิษตรวจตะกอนท้องน้ำที่จุด KK09 ในจังหวัดเชียงรายรวม 11 ครั้ง และพบค่าเกินเกณฑ์ในหลายรอบ โดยเฉพาะช่วงหลังที่เกินต่อเนื่อง จึงเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ดังกล่าวต้องถูกจับตาอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การพบสารหนูในตะกอนไม่ได้แปลตรงตัวว่าเนื้อปลาทุกตัวที่อยู่ในแม่น้ำจะเกินค่ามาตรฐานทันที เพราะสารปนเปื้อนต้องผ่านกระบวนการสะสมในระบบนิเวศ และการสะสมในสัตว์น้ำแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดปลา อายุปลา แหล่งอาศัย อาหารที่กิน และระยะเวลาที่สัมผัสสารปนเปื้อน

ในอีกด้านหนึ่ง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เคยแถลงผลตรวจเฝ้าระวังในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย และลุ่มน้ำรวกว่า ในการตรวจวิเคราะห์ครั้งหนึ่งซึ่งรวม 80 ตัวอย่าง พบว่าน้ำประปาหมู่บ้าน 36 ตัวอย่างไม่เกินค่ากำหนด พืชผัก 21 ตัวอย่างพบสารหนูบางตัวอย่างแต่ยังต่ำกว่าค่ากำหนด และปลาแม่น้ำ 23 ตัวอย่าง มี 19 ตัวอย่างที่ตรวจพบสารหนูในช่วงน้อยกว่า 0.05 ถึง 0.412 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งยังต่ำกว่าค่ากำหนด อีกทั้งผลตรวจตะกั่วและแคดเมียมก็ไม่เกินเกณฑ์เช่นกัน ข้อมูลชุดนี้ช่วยยืนยันว่าอย่างน้อยในตัวอย่างปลาที่หน่วยงานรัฐส่งตรวจด้วยห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินเกณฑ์ในส่วนที่ตรวจวิเคราะห์

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประชาชนจึงเห็นข่าวเรื่องตะกอนเกินมาตรฐาน แต่ในเวลาเดียวกันยังเห็นผลตรวจปลาออกมาว่า “ยังไม่เกิน” เพราะสองชุดข้อมูลกำลังพูดถึงคนละชั้นของปัญหา ตะกอนเป็นสัญญาณความเสี่ยงของระบบนิเวศ ส่วนเนื้อปลาที่บริโภคเป็นข้อมูลด้านความปลอดภัยอาหารที่ต้องดูแยกกันอย่างระมัดระวัง

คำตอบสั้น ๆ วันนี้ยังซื้อปลากินได้ไหม

หากยึดตามข้อมูลที่เผยแพร่ล่าสุดจากชุดเฝ้าระวังและอินโฟกราฟิกที่แนบ คำตอบในเชิงปฏิบัติคือ ยังสามารถบริโภคปลาได้ แต่ต้องเลือกกินอย่างรู้เท่าทัน โดยเฉพาะต้องแยกแยะว่า “ส่วนที่กิน” สำคัญพอ ๆ กับ “ปลาที่กิน” เพราะในหลักพิษวิทยาและความปลอดภัยอาหาร เนื้อปลามักเป็นส่วนที่ใช้ประเมินการบริโภคโดยตรง ขณะที่อวัยวะภายในอย่างตับ ไต เหงือก และเครื่องใน เป็นส่วนที่มีแนวโน้มสะสมสารมากกว่าและควรระวังเป็นพิเศษ

อินโฟกราฟิกชุดที่ผู้ใช้แนบยังสรุปชัดว่า ผลตรวจเนื้อปลากลุ่มตัวอย่างรวม 93 ตัวอย่างจากการตรวจ 11 รอบ ยังไม่พบตัวอย่างที่เกินค่ามาตรฐาน แม้ข้อมูลดังกล่าวควรถูกตีความอย่างรอบคอบ ไม่ใช่รับรองว่าปลาทุกตัวจากทุกจุดปลอดภัยตลอดเวลา แต่ถือเป็นข้อมูลเชิงบวกที่ช่วยลดความตื่นตระหนกได้ระดับหนึ่ง สิ่งที่ผู้บริโภคควรทำจึงไม่ใช่หยุดกินปลาแบบเหมารวม หากแต่ต้องปรับวิธีกินให้ปลอดภัยขึ้น และติดตามผลตรวจอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ต้องเน้นย้ำคือคำว่า “ไม่เกินค่ามาตรฐานในตัวอย่างที่ตรวจ” ไม่เท่ากับ “ปลาทุกตัวปลอดภัยแน่นอน” เพราะการเฝ้าระวังเป็นการสุ่มตรวจตามรอบเวลาและพื้นที่ หากเดือนใดสภาพแวดล้อมเปลี่ยน จุดเสี่ยงขยับ หรือมีการเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ใกล้จุดปนเปื้อนมากขึ้น ผลอาจเปลี่ยนได้ จึงต้องติดตามข้อมูลรายเดือนควบคู่ไปด้วย

ส่วนไหนกินได้ ส่วนไหนควรตัดทิ้งก่อนทำอาหาร

สำหรับครัวเรือนทั่วไป หากต้องการลดความเสี่ยงจากการบริโภคปลาในช่วงที่มีความกังวลเรื่องโลหะหนัก แนวทางง่ายที่สุดคือ กินเฉพาะเนื้อปลาเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงอวัยวะภายใน โดยเฉพาะตับ ไต เหงือก ถุงน้ำดี ไข่ปลา และเครื่องในปลาที่หลายบ้านอาจนิยมกินหรือเอาไปปรุงอาหารรวมกับเนื้อปลา เหตุผลไม่ใช่เพราะทุกชิ้นจะอันตรายทันที แต่เพราะอวัยวะเหล่านี้มีโอกาสสะสมสารปนเปื้อนมากกว่าเนื้อส่วนลำตัว ซึ่งเป็นส่วนที่ผลตรวจความปลอดภัยมักใช้ประเมินสำหรับการบริโภค

ถ้าจะสรุปแบบชาวบ้านให้ใช้ได้ทันทีในครัว ก็คือ เนื้อปลาส่วนลำตัวคือส่วนที่ควรเลือกกินก่อน ส่วนที่ควรตัดทิ้งก่อนลงหม้อหรือก่อนลงกระทะ คือเหงือก เครื่องใน และอวัยวะภายในทั้งหมด หากซื้อปลาทั้งตัวจากตลาด ควรให้แม่ค้าช่วยผ่าท้อง ควักไส้ และล้างเบื้องต้นให้เรียบร้อย แต่ถ้าทำเองที่บ้าน ควรแยกเขียงและอุปกรณ์ล้างให้สะอาด เพื่อลดโอกาสที่ของเสียจากเครื่องในจะปนกลับมาที่เนื้อปลา

แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักความปลอดภัยอาหารทั่วไป เพราะการลดการบริโภคอวัยวะสะสมสาร เป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลตรวจรอบใหม่ และเป็นพฤติกรรมที่ครัวเรือนทุกระดับสามารถนำไปใช้ได้จริง

ล้างปลาอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น

คำถามยอดฮิตอีกข้อคือ ล้างปลาแล้วสารพิษจะหายไปไหม คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ การล้างปลาไม่สามารถลบโลหะหนักที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อได้ทั้งหมด แต่การล้างอย่างถูกวิธียังมีประโยชน์ เพราะช่วยลดสิ่งปนเปื้อนภายนอก เช่น เมือก เลือด ดินโคลน หรือเศษตะกอนที่ติดมากับผิวปลา

วิธีที่แนะนำคือ เริ่มจากขอดเกล็ดและล้างเมือกปลาออกให้หมด จากนั้นผ่าท้องควักเครื่องในและตัดเหงือกทิ้ง แล้วล้างเนื้อปลาภายใต้น้ำไหลหลายรอบ โดยเฉพาะบริเวณโพรงท้องและแนวกระดูกสันหลังที่มักมีเลือดค้างอยู่ หากจะเพิ่มความมั่นใจ สามารถซับปลาให้แห้งก่อนเก็บหรือก่อนหมักได้อีกชั้นหนึ่ง แต่ไม่ควรเข้าใจผิดว่าการล้างด้วยน้ำส้ม น้ำเกลือ หรือสมุนไพร จะทำให้โลหะหนักที่สะสมในเนื้อปลาหายไปทั้งหมด เพราะสารเหล่านี้ไม่ใช่คราบผิวที่ล้างออกได้ง่ายเหมือนกลิ่นคาว

พูดให้เข้าใจง่ายคือ การล้างปลาช่วยให้สะอาดขึ้น แต่ไม่ใช่การ “ล้างพิษ” แบบเบ็ดเสร็จ วิธีลดความเสี่ยงที่ได้ผลมากกว่าคือเลือกส่วนที่กินให้ถูก เลี่ยงเครื่องใน และไม่กินปลาจากแหล่งเดียวซ้ำมากเกินไปเป็นเวลานาน

ทำไมต้องติดตามผลตรวจรายเดือน และทำไม LINE ปลาปลอดภัยจึงสำคัญ

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้ต่างจากข่าวอาหารทั่วไป คือข้อมูลกำลังเปลี่ยนทุกเดือน หน่วยงานในพื้นที่จึงพยายามสร้างเครื่องมือให้ประชาชนเข้าถึงผลตรวจได้ง่ายขึ้น จังหวัดเชียงรายเปิดตัวแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ในงานวันน้ำโลกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 โดยระบุว่าเป็นเครื่องมือให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยของปลาในแม่น้ำได้แบบเรียลไทม์ และใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจาก 33 จุดตรวจตลอดลำน้ำกก เพื่อแบ่งระดับความเสี่ยงเป็นสีเขียว สีเหลือง และสีแดงระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ประชาชนและผู้ค้าสามารถติดตามข้อมูลได้ใกล้ชิดขึ้น ไม่ต้องพึ่งข่าวลือหรือข้อความส่งต่อที่อาจคลาดเคลื่อน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยังนำเสนอผลวิจัยเร่งด่วนเกี่ยวกับวิกฤตสารหนูในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง โดยชี้ว่าปัญหานี้มีมิติทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชน พร้อมเสนอการเฝ้าระวังต่อเนื่องและการทำข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง แก่นของเรื่องจึงไม่ได้อยู่ที่การประกาศว่าปลากินได้หรือกินไม่ได้เพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบติดตามต่อเนื่อง เพื่อให้คำตอบของวันนี้ไม่หยุดนิ่งอยู่กับสถานการณ์เมื่อหลายเดือนก่อน

สำหรับประชาชนที่ต้องการติดตามผลตรวจหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถใช้ช่องทางแชทบอท LINE ปลาปลอดภัย ตามลิงก์ที่ผู้ใช้แนบไว้ได้โดยตรง ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะกับชีวิตประจำวันมากที่สุด เพราะคนเชียงรายจำนวนมากใช้ LINE อยู่แล้ว และสามารถเช็กข้อมูลก่อนซื้อ ก่อนกิน หรือก่อนส่งต่อข่าวให้คนในครอบครัวได้ทันที

ช่องทางติดตามข้อมูล
LINE ปลาปลอดภัย
https://line.me/R/ti/p/@162btrfp

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :