วิเคราะห์ตึก 18 ชั้นเคนยาพังทลายแนวดิ่ง ผู้เชี่ยวชาญแนะ 3 มาตรการป้องกันโครงสร้างตึกสูงรับแรงสั่นสะเทือน
- เกิดเหตุอาคาร 18 ชั้นระหว่างก่อสร้างพังถล่มในย่านอีสต์ลีห์ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา
- คนงาน 66 คนหนีรอดปลอดภัย บาดเจ็บ 1 คน และคาดว่ามีผู้ติดใต้ซากอย่างน้อย 7 คน
- การถล่มเกิดขึ้นในแนวดิ่งทับซ้อนแบบแพนเค้ก จากเสาชั้นล่างรับน้ำหนักไม่ไหว
- ทางการพบช่องโหว่ลักลอบเปิดร้านค้าชั้นล่าง 11 ร้าน ทั้งที่อาคารยังสร้างไม่เสร็จ
- ผู้เชี่ยวชาญไทยแนะเร่งทำฐานข้อมูลเสี่ยง ปรับปรุงอาคารเก่า และติดเซ็นเซอร์เตือนภัย
ถอดรหัสตึกสูงสิบแปดชั้นถล่มแนวดิ่งที่เคนยา โครงสร้างวิบัติต่อเนื่องทับซ้อนแบบแพนเค้ก บทเรียนเตือนภัยควบคุมอาคารและรับมือแผ่นดินไหว
กรุงไนโรบี/เคนยา,24 ตุลาคม 2569 – เหตุการณ์อาคารสูงระหว่างก่อสร้างพังทลายลงมาทั้งหลังในกรุงไนโรบี สะท้อนบทเรียนราคาแพงด้านมาตรฐานวิศวกรรมและการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างของไทยชี้รูปแบบการถล่มแนวดิ่ง พร้อมเปิดข้อสังเกตเตือนภัยอาคารสูงและอาคารในเขตพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว
วินาทีพังทลายของอาคารสูงย่านธุรกิจกรุงไนโรบี
ย่านอีสต์ลีห์ ซึ่งเป็นย่านการค้าและที่พักอาศัยหนาแน่นชานกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญ เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2569 อาคารสูงขนาด 18 ชั้นที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้เกิดการทรุดตัวและพังถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดกลุ่มควันและฝุ่นละอองขนาดใหญ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณท้องถนนโดยรอบ ซากปรักหักพังของแผ่นพื้นคอนกรีตแต่ละชั้นตกลงมากองซ้อนทับกันอยู่บนพื้นดินในสภาพแบนราบ
รายงานจากหน่วยงานกระทรวงมหาดไทยของเคนยา โดยนายคิปชุมบา มูร์โคเมน เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุมีคนงานก่อสร้างปฏิบัติหน้าที่อยู่บนชั้นบนของอาคารจำนวน 67 คน โดยคนงานจำนวน 66 คนสามารถวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ มีเพียง 1 คนที่ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยคาดการณ์ว่ายังมีผู้ประสบภัยติดค้างอยู่ใต้ซากอาคารอย่างน้อย 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่บริเวณร้านค้าชั้นล่าง การปฏิบัติการค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจหยุดใช้เครื่องจักรขุดเจาะขนาดใหญ่ เนื่องจากความกังวลว่าแรงสั่นสะเทือนและการขุดเปิดหน้าดินอาจปิดกั้นช่องทางระบายอากาศของผู้ที่ติดอยู่ด้านล่าง
การวิเคราะห์รูปแบบการพังถล่มแนวดิ่งแบบแพนเค้ก
จากการประเมินภาพบันทึกเหตุการณ์และสภาพความเสียหายทางกายภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างระบุว่า การพังทลายของอาคารแห่งนี้มีลักษณะเป็นการพังถล่มในแนวดิ่ง หรือ กราวิตี คอลแลปส์ ซึ่งเกิดจากการที่องค์อาคารหลักไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของตัวเองได้ รูปแบบการวิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นความเสียหายจากเสาหรือจุดเชื่อมต่อโครงสร้างบริเวณชั้นล่างสุดของอาคาร เมื่อเสาชั้นล่างสูญเสียกำลังรับน้ำหนัก แผ่นพื้นคอนกรีตชั้นบนจึงร่วงหล่นลงมากระแทกชั้นล่างเป็นทอดๆ คล้ายกับการล้มของตัวโดมิโน จนโครงสร้างทั้งหมดพับทับซ้อนกันเหมือนชั้นขนมแพนเค้ก
ปรากฏการณ์การถล่มลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีแรงกระทำจากภายนอกอย่างแผ่นดินไหว หากโครงสร้างสูญเสียความสามารถในการรับแรงในแนวดิ่ง ซึ่งในทางวิศวกรรมมีปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก คุณภาพของวัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน คอนกรีตหรือเหล็กเสริมมีกำลังรับแรงต่ำกว่าค่าที่วิศวกรคำนวณไว้ ประการที่สอง ข้อผิดพลาดในขั้นตอนการวิเคราะห์และออกแบบโครงสร้าง ทำให้สัดส่วนของเสา คาน หรือปริมาณการเสริมเหล็กน้อยเกินกว่าน้ำหนักจริง และประการที่สาม การก่อสร้างที่ไม่ตรงตามแบบแปลนที่ได้รับอนุมัติ เช่น การลักลอบต่อเติมจำนวนชั้นหรือเพิ่มน้ำหนักบรรทุกบนอาคารโดยไม่คำนวณโครงสร้างรองรับ
ช่องโหว่การลักลอบเปิดพื้นที่พาณิชย์ก่อนสร้างเสร็จ
นอกเหนือจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ความคืบหน้าในการสอบสวนของทางการเคนยาได้ชี้ให้เห็นถึงความหละหลวมในการควบคุมกฎหมาย นายซากาจา จอห์นสัน ผู้ว่าการกรุงไนโรบี เปิดเผยต่อสื่อมวลชนท้องถิ่นว่า เจ้าของอาคารดังกล่าวไม่มีเอกสารการขออนุญาตเปิดใช้อาคารอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทว่าในทางปฏิบัติกลับพบว่าบริเวณชั้นล่างสุดของอาคารมีการเปิดให้บริการร้านค้าเชิงพาณิชย์ไปแล้วถึง 11 ร้าน ทั้งที่ตัวอาคารด้านบนยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์และยังมีนั่งร้านติดตั้งอยู่รอบอาคาร
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานกำกับดูแลการก่อสร้างแห่งชาติของเคนยา เร่งเข้าตรวจสอบประวัติของบริษัทผู้พัฒนาโครงการ ตลอดจนสถาปนิกและวิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้าง เพื่อสืบสวนหาความรับผิดชอบทางกฎหมาย ผู้ว่าการกรุงไนโรบีได้เรียกร้องให้รัฐบาลกลางเพิ่มอำนาจแก่หน่วยงานท้องถิ่นในการลงโทษผู้ประกอบการที่ละเมิดแบบแปลนและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเด็ดขาด เนื่องจากปัญหาอาคารถล่มในกรุงไนโรบีเกิดขึ้นบ่อยครั้งจากการก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐานและการละเลยระเบียบผังเมือง


บทเรียนเปรียบเทียบพฤติกรรมโครงสร้างและแผ่นดินไหว
การพังทลายของอาคารสูงจากปัญหาการรับน้ำหนักตัวเอง ยังเชื่อมโยงไปถึงบทเรียนการออกแบบอาคารเพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว โดยศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อธิบายเปรียบเทียบพฤติกรรมทางธรณีวิทยาและวิศวกรรมโครงสร้าง จากกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตั้งอยู่บนแนววงแหวนไฟ
ศาสตราจารย์ ดร.อมร ชี้แจงว่า แผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางใกล้ตัวเมืองในระยะ 20 ถึง 30 กิโลเมตร จัดเป็น แผ่นดินไหวระยะใกล้ ซึ่งจะสร้างคลื่นสั่นสะเทือนที่มีความถี่สูง ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายโดยตรงต่ออาคารขนาดเล็กและอาคารเตี้ยที่มีความสูงไม่เกิน 5 ชั้น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโครงสร้างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ได้รับผลกระทบจาก แผ่นดินไหวระยะไกล จากรอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมาหรือรอยเลื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี คลื่นที่เดินทางมาไกลจะเปลี่ยนสภาพเป็น คลื่นคาบยาว ซึ่งมีความถี่สอดคล้องกับคาบการสั่นธรรมชาติของตึกสูง ประกอบกับสภาพชั้นดินเหนียวอ่อนของกรุงเทพฯ มีคุณสมบัติช่วยขยายสัญญาณคลื่นให้ทวีความรุนแรงขึ้น จึงกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออาคารสูงในเมืองใหญ่
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อความปลอดภัยของเมือง
เพื่อเป็นการป้องกันความสูญเสียทั้งจากข้อผิดพลาดในงานก่อสร้างและภัยธรรมชาติ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายเร่งด่วน 3 ด้านต่อหน่วยงานภาครัฐ ประการแรก ต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยงของอาคารอย่างเป็นระบบ เพื่อสำรวจความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง ประการที่สอง กำหนดมาตรการทางกฎหมายในการปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงให้กับอาคารเก่าที่สร้างขึ้นก่อนมีกฎหมายควบคุมอาคารต้านแผ่นดินไหว และประการที่สาม ผลักดันการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดและแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้าภายในอาคารสูงและอาคารสาธารณะ
โศกนาฏกรรมตึกถล่มที่เกิดขึ้นในต่างประเทศจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญมายังงานวิศวกรรมในประเทศไทย การก่อสร้างอาคารทุกประเภทจำเป็นต้องยึดมั่นในหลักวิชาชีพ ใช้วัสดุที่มีมาตรฐาน ดำเนินการก่อสร้างตรงตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต และต้องมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญควบคุมงานอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- รายงานข่าวสถานการณ์อาคารถล่มย่านอีสต์ลีห์ กรุงไนโรบี สำนักข่าวต่างประเทศ ประจำวันที่ 23 ตุลาคม 2569
- ข้อมูลการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดย นายคิปชุมบา มูร์โคเมน ตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ประเทศเคนยา
- บทสัมภาษณ์มาตรการควบคุมอาคาร โดย นายซากาจา จอห์นสัน ผู้ว่าการกรุงไนโรบี
- บทวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมโครงสร้างและแผ่นดินไหว โดย ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- xinhuathai