นพ.ณัฐดนัย เกียรติจิรภัทร อายุรแพทย์โรคหัวใจ แนะสังเกตสัญญาณเตือนเจ็บแน่นหน้าอก เสี่ยงภาวะหัวใจขาดเลือด


Summary


โจากเหตุสูญเสียสามีครูทราย สู่บทเรียนเรื่องหัวใจ รู้จัก 5 วิธีตรวจ ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง และอาการใดไม่ควรรอดู

เชียงราย,26 กรกฎาคม 2569 – สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์อ้างอิงข้อมูลจาก นพ.ณัฐดนัย เกียรติจิรภัทร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอาการเตือนของโรคหัวใจ กลุ่มบุคคลที่ควรเข้ารับการประเมิน และความแตกต่างของการตรวจหัวใจแต่ละชนิด ภายหลังเกิดกรณีการเสียชีวิตของสามีครูทรายในจังหวัดราชบุรี ซึ่งครอบครัวตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการวินิจฉัยและการดูแลรักษาก่อนเสียชีวิต

การนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความรู้ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกล่าวโทษแพทย์ บุคลากร หรือสถานพยาบาล เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเวชระเบียน ผลการตรวจ การรักษา ลำดับเหตุการณ์ ผลชันสูตร และคำชี้แจงจากทุกฝ่าย

สิ่งที่ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทันที คืออาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ใจสั่น หน้ามืด หรือเหงื่อออกมาก อาจมีสาเหตุได้หลายประการ ตั้งแต่โรคกล้ามเนื้อ กระเพาะอาหาร ความวิตกกังวล ไปจนถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเอง และไม่ควรใช้เพียงอายุหรือรูปลักษณ์ภายนอกมาตัดสินว่าใครมีหรือไม่มีความเสี่ยง

นพ.ณัฐดนัยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โดยข้อมูลประวัติแพทย์ของโรงพยาบาลกรุงเทพระบุว่า สำเร็จการอบรมด้านอายุรศาสตร์และอายุรศาสตร์โรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คดีอยู่ระหว่างตรวจสอบ ไม่ควรตัดสินจากข้อมูลด้านเดียว

กรณีที่ได้รับความสนใจจากสังคมเริ่มจากครอบครัวของผู้เสียชีวิตร้องเรียนว่า ผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก เจ็บร้าวไปแขน เหงื่อออก และมีปัจจัยเสี่ยงบางประการ ก่อนเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดหัวใจในเวลาต่อมา

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เลขาธิการแพทยสภาระบุว่าได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบแล้ว โดยจะประสานข้อมูลจากโรงพยาบาล สำนักงานประกันสังคม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเวชระเบียน ผลการตรวจ ผลชันสูตร คำชี้แจงของแพทย์ และข้อมูลจากครอบครัวมาพิจารณาอย่างรอบด้าน

ดังนั้น การใช้คำว่า “วินิจฉัยผิดพลาด” ในขณะนี้ควรเข้าใจว่าเป็นข้อกล่าวหาและข้อสงสัยจากฝ่ายครอบครัวที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ ยังไม่ใช่ข้อยุติทางวิชาชีพ กฎหมาย หรือจริยธรรม

เหตุการณ์นี้จึงควรถูกนำมาใช้เป็นบทเรียนด้านความตระหนักรู้มากกว่าการตัดสินบุคคล โดยเฉพาะเรื่องการสังเกตอาการ การแจ้งประวัติให้ครบถ้วน การประเมินปัจจัยเสี่ยง และการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการแบบใดควรพบแพทย์เพื่อตรวจหัวใจ

อาการที่ควรนัดพบแพทย์เพื่อประเมิน ได้แก่ อาการเจ็บ แน่น บีบ หรือหนักบริเวณหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได ออกแรง หรือมีความเครียด อาการอาจร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ กราม หรือลิ้นปี่

อาการอื่นที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม ขาหรือข้อเท้าบวม นอนราบแล้วหายใจลำบาก หรือสะดุ้งตื่นขึ้นมาหอบในเวลากลางคืน

กรมควบคุมโรคระบุว่า อาการเตือนของภาวะหัวใจขาดเลือดอาจประกอบด้วยอาการเจ็บแน่นหรือจุกหน้าอกคล้ายมีสิ่งกดทับ หายใจอึดอัด ปวดร้าวไปแขน หลัง คอ หรือขากรรไกร รวมถึงหายใจถี่ ซึ่งบางรายอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน

ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวานอาจมีอาการไม่ตรงแบบ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เหงื่อออก หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณลิ้นปี่ จึงไม่ควรรอให้อาการเจ็บหน้าอกรุนแรงก่อนเข้ารับการตรวจ

หากมีอาการแน่นหน้าอกรุนแรงต่อเนื่อง ร่วมกับหายใจลำบาก เหงื่อแตก ตัวเย็น คลื่นไส้ หน้ามืด เป็นลม หรือปวดร้าวไปแขน กรามและหลัง ควรโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินที่หมายเลข 1669 ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง เพราะอาการอาจทรุดลงระหว่างทาง

อายุยังน้อยไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง

โรคหัวใจและหลอดเลือดพบมากขึ้นเมื่ออายุมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอายุน้อยจะไม่มีโอกาสเกิดโรค ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านอาจเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ก่อนวัย

กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ภาวะอ้วนหรือไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ผู้สูบบุหรี่ และผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย

ประวัติครอบครัวก็มีความสำคัญ หากพ่อ แม่ หรือพี่น้องสายตรงเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือเสียชีวิตจากโรคหัวใจก่อนวัย ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ

กรมควบคุมโรคระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ภาวะอ้วน และน้ำหนักเกิน ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อไม่สามารถควบคุมโรคประจำตัวได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ประชาชนอาจไม่ทราบ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การใช้สารกระตุ้น ยาบางชนิด ความเครียดเรื้อรัง การพักผ่อนไม่เพียงพอ และโรคอักเสบบางประเภท ซึ่งแพทย์จะประเมินร่วมกับอายุ อาการ และประวัติสุขภาพ

การตรวจหัวใจไม่ได้มีเพียงแบบเดียว

คำถามที่พบบ่อยหลังเกิดเหตุการณ์สูญเสีย คือเหตุใดการตรวจหัวใจจึงมีหลายชนิด และการตรวจชนิดใดสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ

คำตอบคือ ไม่มีการตรวจชนิดเดียวที่ตอบได้ทุกคำถาม เพราะหัวใจมีทั้งระบบไฟฟ้า กล้ามเนื้อ ลิ้นหัวใจ หลอดเลือด และการตอบสนองต่อกิจกรรม การตรวจแต่ละชนิดจึงถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาความผิดปกติคนละด้าน

แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ระยะเวลาที่เกิดอาการ ปัจจัยเสี่ยง ผลตรวจร่างกาย และความเป็นไปได้ของโรค ก่อนเลือกการตรวจที่เหมาะสม ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องตรวจครบทั้ง 5 รายการ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจดูจังหวะและระบบไฟฟ้า

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG และ ECG เป็นการติดแผ่นนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอก แขน และขา เพื่อบันทึกกิจกรรมทางไฟฟ้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ โดยทั่วไปใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีและไม่ทำให้เจ็บ

การตรวจช่วยประเมินอัตราการเต้น จังหวะการเต้น ความผิดปกติของการนำกระแสไฟฟ้า และร่องรอยบางประการที่อาจสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเคยเกิดกล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า คลื่นไฟฟ้าหัวใจใช้วัดกิจกรรมทางไฟฟ้าของการเต้นหัวใจ และแสดงอัตรากับจังหวะการบีบตัวของห้องหัวใจ

อย่างไรก็ตาม ผล EKG ปกติในช่วงที่ไม่มีอาการ ไม่ได้ตัดโรคหัวใจทุกชนิด เพราะความผิดปกติบางอย่างเกิดเป็นช่วง หรือหลอดเลือดหัวใจอาจตีบแต่ยังไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในขณะพัก แพทย์จึงอาจพิจารณาตรวจเลือด ตรวจซ้ำ หรือตรวจชนิดอื่นเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้

อัลตราซาวด์หัวใจดูโครงสร้างและแรงบีบตัว

Echocardiogram หรือ Echo เป็นการใช้อัลตราซาวด์สร้างภาพหัวใจขณะกำลังเต้น สามารถดูขนาดของหัวใจ ห้องหัวใจ ความหนาของกล้ามเนื้อ การบีบตัว การทำงานของลิ้นหัวใจ และทิศทางการไหลของเลือด

การตรวจทั่วไปทำผ่านผนังหน้าอก ไม่มีรังสีและไม่ทำให้เจ็บ แพทย์อาจเลือกใช้เมื่อสงสัยกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หัวใจโต ลิ้นหัวใจผิดปกติ น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ หรือโรคหัวใจแต่กำเนิด

Echo จึงตอบคำถามเรื่องโครงสร้างและการทำงานเชิงกลของหัวใจ แตกต่างจาก EKG ที่เน้นระบบไฟฟ้า สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า Echo ใช้คลื่นเสียงสร้างภาพและให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างกับการทำงานของหัวใจ

อย่างไรก็ตาม Echo ทั่วไปไม่ได้มองเห็นการตีบของหลอดเลือดหัวใจทุกตำแหน่งโดยตรง จึงอาจต้องใช้ร่วมกับการตรวจอื่น หากแพทย์สงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจ

Holter ช่วยจับความผิดปกติที่เกิดเป็นบางช่วง

ผู้ที่มีอาการใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นสะดุดเป็นบางช่วง อาจตรวจ EKG ในโรงพยาบาลแล้วไม่พบความผิดปกติ เพราะอาการหยุดไปก่อนเริ่มตรวจ

Holter Monitoring เป็นเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขนาดเล็กที่ติดตัวผู้ป่วยต่อเนื่องระหว่างทำกิจวัตรประจำวัน ส่วนใหญ่อาจบันทึกเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความถี่ของอาการ

ข้อมูลจะช่วยให้แพทย์เปรียบเทียบช่วงเวลาที่ผู้ป่วยบันทึกว่าใจสั่นหรือหน้ามืดกับจังหวะหัวใจในเวลานั้น เพื่อค้นหาภาวะหัวใจเต้นเร็ว เต้นช้า หรือเต้นผิดจังหวะที่เกิดเป็นครั้งคราว

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาเปรียบ Holter ว่าเป็นเครื่องบันทึก EKG แบบพกพา ซึ่งบันทึกกิจกรรมทางไฟฟ้าต่อเนื่องได้นาน 24 ชั่วโมงหรือมากกว่า ต่างจาก EKG ปกติที่เห็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ

เครื่องวัดความดัน 24 ชั่วโมงดูรูปแบบทั้งกลางวันและกลางคืน

Ambulatory Blood Pressure Monitoring เป็นการติดเครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา เครื่องจะพองผ้าพันแขนและบันทึกค่าความดันเป็นระยะตลอดช่วงกลางวันและกลางคืน

การตรวจช่วยให้เห็นว่าความดันสูงจริงตลอดวันหรือสูงเฉพาะเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งเรียกว่าภาวะความดันสูงจากเสื้อกาวน์ขาว รวมถึงตรวจหาภาวะที่ค่าความดันปกติในคลินิก แต่สูงในชีวิตประจำวัน

แพทย์ยังใช้ประเมินว่าความดันลดลงตามธรรมชาติระหว่างนอนหลับหรือไม่ และยาที่ผู้ป่วยรับประทานสามารถควบคุมความดันได้ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมงเพียงใด

แม้การตรวจชนิดนี้ไม่ได้ตรวจหลอดเลือดหัวใจโดยตรง แต่ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต จึงมีบทบาทในการประเมินความเสี่ยงระยะยาว

Exercise Stress Test ดูหัวใจเมื่อร่างกายออกแรง

Exercise Stress Test เป็นการให้ผู้รับการตรวจเดินหรือวิ่งบนสายพาน โดยเพิ่มระดับความเร็วและความชันตามขั้นตอน ระหว่างนั้นจะมีการติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันโลหิต อัตราการเต้นหัวใจ และอาการของผู้รับการตรวจ

เป้าหมายคือการดูว่าหัวใจตอบสนองต่อภาวะที่ต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นอย่างไร ช่วยประเมินอาการเจ็บหน้าอกหรือเหนื่อยขณะออกแรง และค้นหาสัญญาณที่อาจสัมพันธ์กับเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า Exercise Stress Test ช่วยประเมินว่าหัวใจทำงานอย่างไรเมื่อร่างกายออกแรง และอาจแสดงให้เห็นว่าการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจลดลงหรือไม่

การตรวจนี้ไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน มีภาวะหัวใจบางชนิดที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือเดินออกกำลังกายไม่ได้ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความปลอดภัยและอาจเลือกวิธีอื่นแทน

ใครควรตรวจแบบใด

ผู้ที่ไม่มีอาการและไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูง ไม่จำเป็นต้องตรวจหัวใจทุกชนิดเป็นประจำ การเริ่มต้นที่เหมาะสมมักเป็นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย วัดความดัน ประเมินน้ำหนัก ตรวจระดับน้ำตาลและไขมัน รวมถึงประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย และประวัติครอบครัว

ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลันอาจต้องได้รับ EKG และการตรวจเลือดหาสารบ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างเร่งด่วนตามการประเมินของแพทย์ ไม่ควรนัดตรวจสุขภาพแบบทั่วไปแล้วรอหลายวัน

ผู้ที่มีใจสั่นเป็นช่วง ๆ อาจเหมาะกับ Holter หรือเครื่องบันทึกจังหวะหัวใจชนิดอื่น ผู้ที่เหนื่อยง่าย มีเสียงหัวใจผิดปกติ หรือสงสัยหัวใจบีบตัวลดลง อาจได้รับการตรวจ Echo ส่วนผู้ที่มีอาการเมื่อออกแรงอาจได้รับการพิจารณา Exercise Stress Test หรือการตรวจอื่นตามระดับความเสี่ยง

สิ่งสำคัญคือ การเลือกการตรวจต้องสัมพันธ์กับคำถามทางการแพทย์ หากตรวจโดยไม่มีข้อบ่งชี้ อาจพบความผิดปกติเล็กน้อยที่ไม่มีความสำคัญ นำไปสู่ความวิตกกังวลและการตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน การไม่ตรวจเมื่อมีสัญญาณอันตรายก็อาจทำให้พลาดโอกาสรักษา

เมื่อรู้สึกว่าการประเมินยังไม่ตอบข้อกังวล

หากผู้ป่วยหรือครอบครัวยังมีข้อกังวลหลังพบแพทย์ ควรถามให้ชัดว่าแพทย์ประเมินสาเหตุใดไว้ มีสัญญาณอันตรายอะไรที่ต้องกลับมาโรงพยาบาล และจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่

ผู้ป่วยมีสิทธิขอความเห็นจากแพทย์ท่านอื่น หรือ Second Opinion รวมถึงขอเปลี่ยนผู้ให้การรักษาหรือสถานพยาบาลตามความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่ออาการยังคงอยู่ รุนแรงขึ้น หรือมีอาการใหม่เพิ่มขึ้น ข้อมูลจากแพทยสภาที่แนบมากับกรณีดังกล่าวยังแนะนำว่า หากไม่สามารถพบแพทย์อีกท่านได้ ผู้ป่วยอาจติดต่อผู้ตรวจการพยาบาลหรือผู้ดำเนินการสถานพยาบาล เพื่อขอให้มีการประเมินปัญหาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การขอความเห็นเพิ่มเติมไม่ควรถูกตีความว่าแพทย์คนแรกผิดเสมอไป โรคหลายชนิดมีอาการคล้ายกันและเปลี่ยนแปลงตามเวลา เป้าหมายคือการเพิ่มข้อมูลเพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่ปลอดภัยที่สุด

อย่าให้ความกลัวทำให้ตรวจทุกอย่าง แต่อย่าให้ความชะล่าใจทำให้พลาดสัญญาณ

บทเรียนจากเหตุการณ์สูญเสียไม่ควรทำให้ประชาชนหวาดกลัวว่าอาการเจ็บหน้าอกทุกครั้งหมายถึงหลอดเลือดหัวใจตีบ และไม่ควรทำให้เกิดความเข้าใจว่าทุกคนต้องตรวจ EKG Echo Holter วัดความดัน 24 ชั่วโมง และ Exercise Stress Test ครบทุกชนิด

ในทางกลับกัน ก็ไม่ควรมองข้ามอาการเพียงเพราะผู้ป่วยอายุน้อย แข็งแรง หรือไม่มีโรคประจำตัวที่ทราบมาก่อน

แนวทางที่เหมาะสมคือ รับฟังสัญญาณจากร่างกาย แจ้งอาการและปัจจัยเสี่ยงให้แพทย์ครบถ้วน สังเกตว่าอาการสัมพันธ์กับการออกแรงหรือไม่ และกลับไปรับการประเมินทันทีหากอาการรุนแรงขึ้นหรือไม่เป็นไปตามที่ได้รับคำแนะนำ

นพ.ณัฐดนัย เกียรติจิรภัทร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ย้ำว่า การตรวจหัวใจแต่ละชนิดมีจุดประสงค์แตกต่างกัน และไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดในทุกคน แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยง เพื่อเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวครูทรายยังอยู่ในกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่ทุกครอบครัวสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้คือรู้จักอาการเตือนของโรคหัวใจ ไม่รอดูอาการฉุกเฉิน และไม่ลังเลที่จะขอรับการประเมินซ้ำเมื่ออาการยังไม่คลี่คลาย

เพราะการดูแลหัวใจไม่ได้เริ่มต้นเมื่อผลตรวจพบโรคเท่านั้น แต่เริ่มจากการรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดรอ และไปพบแพทย์ให้ทันเวลา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :