คิดทุกคำก่อนตักเข้าปาก อนามัยโพลชี้ของสดแพงกลายเป็นของฟุ่มเฟือย บีบคนไทยลดมื้ออาหารประคองชีพ
- อนามัยโพล กรมอนามัย สำรวจพบประชาชนร้อยละ 63.76 ระบุว่าอาหารราคาแพงทำให้เข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น
- ปัจจัยกระทบหลักมาจากราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น (ร้อยละ 46.23) ตามด้วยภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ
- กลุ่มอาหารที่เริ่มซื้อได้น้อยลงมากที่สุดคือ เนื้อสัตว์ (ร้อยละ 29.76) น้ำมันพืช และไข่ไก่
- ขนมขบเคี้ยวและของหวานเป็นรายการแรกที่ถูกตัดทิ้ง ตามด้วยการปรับลดการสั่งเดลิเวอรีและลดมื้ออาหาร
- ประชาชนปรับตัวด้วยการซื้อของลดราคา ทำอาหารเอง และปลูกผักสวนครัว ขณะที่กรมอนามัยแนะเลือกโปรตีนทางเลือกราคาประหยัด
คิดทุกคำก่อนตักเข้าปาก เรื่องเล่าจากครัวเรือนคนหาเช้ากินค่ำ ในวันที่ของสดกลายเป็นของฟุ่มเฟือย
เชียงราย,13 กันยายน 2569 – เมื่อมื้อเย็นไม่ได้เริ่มจากเมนู แต่อาจเริ่มจากป้ายราคา สำหรับหลายครัวเรือน มื้อเย็นอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่าจะกินอะไร แต่อาจเริ่มจากการเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วคำนวณว่า วันนี้เหลือเงินเท่าไร และควรแบ่งไว้ใช้กับค่าเดินทาง ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน หรือค่าใช้จ่ายของลูกอย่างไร
ภาพของคนทำงานที่ยืนเปรียบเทียบราคาเนื้อสัตว์ เลือกซื้อของช่วงลดราคา หรือตัดสินใจว่าจะซื้อวัตถุดิบอะไรกลับไปทำอาหาร จึงเป็นภาพที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของครัวเรือนได้มากกว่าตัวเลขราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น อาหารซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตกลับกลายเป็นพื้นที่ที่หลายครอบครัวต้องพยายามลดค่าใช้จ่าย
ข้อมูลจาก “อนามัยโพล” ของกรมอนามัย ระบุว่า ประชาชนร้อยละ 63.76 เห็นว่าอาหารราคาแพงทำให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น ข้อมูลนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ใช้ชีวิตยังไง ในยามยากลำบาก” ระหว่างวันที่ 1–31 กรกฎาคม 2569 มีผู้ตอบแบบสำรวจ 941 คน
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า ปัญหาอาหารแพงไม่ได้อยู่เพียงที่ราคาบนชั้นวางสินค้า แต่กำลังส่งผลต่อคุณภาพและความหลากหลายของอาหารที่ประชาชนเข้าถึงได้ในแต่ละวัน
น้ำมันและค่าขนส่งส่งแรงกระเพื่อมถึงโต๊ะอาหาร
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อและบริโภคอาหาร โดยเฉพาะเมื่อราคาวัตถุดิบ ค่าเดินทาง และต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น
ผลสำรวจพบว่า สถานการณ์ที่กระทบต่อการกินหรือการซื้ออาหารมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ร้อยละ 46.23 รองลงมาคือเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.29
ตัวเลขนี้อธิบายได้ว่า เหตุใดราคาสินค้าอาหารในตลาดจึงอาจเพิ่มขึ้น แม้สินค้าแต่ละชนิดจะไม่ได้ขาดแคลนโดยตรง เพราะอาหารต้องผ่านต้นทุนหลายขั้น ตั้งแต่การผลิต การรวบรวม การขนส่ง ไปจนถึงการวางจำหน่าย เมื่อค่าใช้จ่ายในแต่ละช่วงเพิ่มขึ้น ภาระส่วนหนึ่งย่อมส่งต่อไปยังผู้บริโภค
ครัวเรือนรายได้น้อยจึงได้รับผลกระทบมากกว่าครัวเรือนที่มีเงินสำรอง เพราะรายได้ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็นอยู่แล้ว เมื่อราคาอาหารสูงขึ้น พื้นที่สำหรับการปรับตัวจึงเหลือน้อยลง และอาหารเป็นหนึ่งในรายจ่ายที่ถูกลดได้ทันที
เนื้อสัตว์ น้ำมัน และไข่เริ่มซื้อยากขึ้น
ผลสำรวจของกรมอนามัยพบว่า อาหารที่ผู้ตอบระบุว่าหาซื้อยากหรือซื้อได้น้อยลง อันดับแรกคือเนื้อสัตว์ ร้อยละ 29.76 รองลงมาคือน้ำมันประกอบอาหาร ร้อยละ 26.35 และไข่ ร้อยละ 21.15
อาหารทั้งสามกลุ่มมีความสำคัญต่อครัวเรือน เพราะเนื้อสัตว์และไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่หลายครอบครัวใช้ประกอบอาหารเป็นประจำ ส่วนน้ำมันเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของเมนูผัด ทอด และปรุงอาหารจำนวนมาก เมื่อราคาเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจึงอาจลดปริมาณการซื้อ เปลี่ยนไปเลือกสินค้าที่มีราคาถูกกว่า หรือปรับวิธีประกอบอาหาร
ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะเนื้อสัตว์ น้ำมัน และไข่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป ผลไม้ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ข้าว แป้งหรือเส้น และผัก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า การเข้าถึงอาหารในครัวเรือนกำลังถูกกำหนดด้วยกำลังซื้ออย่างชัดเจน
ขนมและของหวานกลายเป็นสิ่งแรกที่ต้องตัด
เมื่อรายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ครัวเรือนมักเริ่มลดสิ่งที่ถูกมองว่าไม่จำเป็นก่อน ผลสำรวจพบว่า ประชาชนลดการบริโภคขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และไอศกรีมมากที่สุด ร้อยละ 47.29 รองลงมาคืออาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป ร้อยละ 46.12 และเครื่องดื่มรสหวาน ร้อยละ 43.36
การลดขนมและเครื่องดื่มรสหวานอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดการบริโภคน้ำตาลได้ในบางกรณี แต่หากการลดอาหารขยายไปถึงวัตถุดิบที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โปรตีน ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
กรมอนามัยระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ประชาชนรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น อันดับแรกคืออาหารราคาแพง ร้อยละ 63.76 รองลงมาคือรายได้ลดลง ร้อยละ 36.66 หาซื้ออาหารได้ยาก ร้อยละ 17.22 เดินทางไปซื้อยาก ร้อยละ 15.83 และทำอาหารไม่เป็น ร้อยละ 10.10
ตัวเลขนี้ชี้ว่า การกินอาหารที่มีประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับรายได้ ระยะทาง เวลา อุปกรณ์ และทักษะในการประกอบอาหารด้วย
ซื้อของลดราคา ทำอาหารเอง และปลูกผักริมรั้ว
เมื่อถามถึงการปรับตัว ประชาชนส่วนใหญ่เลือกซื้ออาหารที่ราคาถูกลงหรือซื้อในช่วงลดราคา ร้อยละ 64.82 รองลงมาคือทำอาหารกินเองมากขึ้น ร้อยละ 37.51 ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ร้อยละ 33.58 ลดจำนวนมื้ออาหารหรือกินน้อยลง ร้อยละ 32.83 ลดการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ร้อยละ 25.71 และซื้ออาหารครั้งละมากขึ้นเพื่อเก็บไว้ ร้อยละ 18.49
พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนทั้งความพยายามและข้อจำกัดของครัวเรือน การเลือกซื้อของลดราคาอาจช่วยประคองค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ส่วนการทำอาหารเองทำให้สามารถควบคุมวัตถุดิบและแบ่งปริมาณได้ ขณะที่การปลูกผักสวนครัวริมรั้วกลายเป็นทางเลือกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วน โดยเฉพาะผักที่เก็บรับประทานได้ต่อเนื่อง
ในหลายชุมชนรอบเมืองเชียงราย แนวคิด “ผักสวนครัวรั้วกินได้” สามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี เพราะพื้นที่บ้านและพื้นที่ว่างขนาดเล็กอาจถูกนำมาใช้ปลูกพริก โหระพา ตะไคร้ ผักบุ้ง หรือผักพื้นบ้าน แต่การปลูกผักไม่ควรถูกมองว่าเป็นคำตอบทั้งหมดของปัญหาอาหารแพง เนื่องจากแต่ละครัวเรือนมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ น้ำ แรงงาน และเวลาแตกต่างกัน
กรมอนามัยแนะกินดีในงบจำกัด
กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนวางแผนเมนูและรายการซื้อก่อนออกไปจับจ่าย เลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลและสิ่งที่หาได้ในท้องถิ่น เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ และเลือกแหล่งโปรตีนที่มีราคาเหมาะสม เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และเนื้อสัตว์
การทำอาหารรับประทานเอง หากทำได้ อาจช่วยให้ครัวเรือนควบคุมค่าใช้จ่ายและเลือกส่วนประกอบของอาหารได้เหมาะสมขึ้น แต่กรมอนามัยย้ำว่า แม้ต้องประหยัด ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีความหลากหลาย และไม่ลดหรืองดอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายจนทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
ท้ายที่สุด ภาพของคนที่ยืนรอซื้อเนื้อหมูช่วงลดราคา หรือครอบครัวที่หันมาปลูกผักริมรั้ว ไม่ได้สะท้อนเพียงการประหยัดเงิน แต่เป็นภาพของการปรับตัวเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตภายใต้ข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น มื้ออาหารหนึ่งมื้อจึงมีทั้งเรื่องรายได้ สุขภาพ เวลา และศักดิ์ศรีของครัวเรือนอยู่รวมกัน
ในวันที่ของสดบางชนิดกลายเป็นของฟุ่มเฟือย การทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าได้ในราคาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่ภาระของครอบครัวเพียงลำพัง แต่เป็นโจทย์ร่วมของภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และสังคมทั้งหมด
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมอนามัย
- กระทรวงสาธารณสุข