อุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก 2026 ยกทัพกว่า 100 กิจการบุกกรุงเทพฯ ปั้นภูมิปัญญา 4 จังหวัดสู่ตลาดใหญ่


Summary


เชียงรายเปิดตัวอุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก 2026 ยกทัพกว่า 100 กิจการบุกกรุงเทพฯ ปั้นภูมิปัญญา 4 จังหวัดสู่ตลาดใหญ่

เชียงราย,10 กรกฎาคม 2569 – จากชาและกาแฟบนพื้นที่สูงของเชียงราย ลิ้นจี่แม่ใจและผลิตภัณฑ์ผักตบชวาของพะเยา ผ้าหม้อห้อมกับงานไม้สักจากแพร่ ไปจนถึงผ้าทอไทลื้อ เครื่องเงิน และงานจักสานของน่าน สินค้าที่เคยเติบโตอยู่ภายในชุมชนกำลังถูกนำออกจากพื้นที่ผลิต เพื่อเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคและนักลงทุนใจกลางกรุงเทพมหานคร

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เตรียมจัดงาน อุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก 2026 หรือ East-Northern Industrial Fair 2026 ระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 สิงหาคม 2569 ณ บีซีซี ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยรวบรวมผู้ประกอบการจากเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน มากกว่า 100 กิจการ มาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า พร้อมเปิดพื้นที่เจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อ นักลงทุน และเครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่

การแถลงข่าวเปิดตัวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องเชียงราย 2 โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ร่วมแถลงต่อสื่อมวลชนและภาคีเครือข่าย ท่ามกลางการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยชุด “อลังการสีสันชาติพันธุ์ล้านนา” และมินิแฟชั่นโชว์ที่นำผ้าไทยกับอัตลักษณ์ชาติพันธุ์มาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัย

จากตลาดท้องถิ่นสู่พื้นที่เศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ

การเลือกเซ็นทรัล ลาดพร้าวเป็นสถานที่จัดงานมีเป้าหมายมากกว่าการเปลี่ยนพื้นที่จำหน่ายสินค้า เพราะกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเป็นพื้นที่รวมผู้บริโภคจากหลายระดับ รวมถึงนักธุรกิจ ผู้จัดซื้อ และคู่ค้าจากต่างประเทศ

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า การนำผู้ประกอบการจากทั้ง 4 จังหวัดเข้าสู่ตลาดกรุงเทพฯ เป็นการเปิดโอกาสให้สินค้าที่มีคุณภาพและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายนอกเหนือจากตลาดภายในภูมิภาค

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 มีต้นทุนสำคัญทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สินค้าเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่ข้อจำกัดของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากคือการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ การสื่อสารแบรนด์ และการเชื่อมต่อกับผู้ซื้อในระบบค้าปลีกสมัยใหม่

งานอุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออกจึงถูกออกแบบให้เป็นทั้งพื้นที่ขายสินค้า ทดลองตลาด และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงยอดขายตลอดช่วงจัดงาน 5 วัน แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการได้พบคู่ค้าซึ่งสามารถนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายในระยะยาว

ผู้ประกอบการกว่า 100 กิจการผ่านการคัดสรรก่อนเข้าสู่ตลาด

ภายในงานจะมีผู้ประกอบการจากเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน มากกว่า 100 กิจการ นำสินค้าเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่าย ครอบคลุม 5 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร ผ้าและเครื่องแต่งกาย รวมถึงของใช้และของตกแต่ง

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายระบุว่า สินค้าที่นำมาจำหน่ายไม่ได้ถูกคัดเลือกจากความโดดเด่นด้านภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพและผ่านมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงมาตรฐานอื่นตามประเภทสินค้า

ผู้ประกอบการยังได้รับการพัฒนาความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอบรม การสร้างเครือข่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการใช้เทคโนโลยีกับช่องทางดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการตลาด

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้เดินทางมาขายสินค้าในกรุงเทพฯ แล้วจบลงเมื่อปิดงาน แต่สามารถนำข้อมูลจากผู้บริโภค การเจรจากับผู้ซื้อ และบทเรียนจากตลาดจริงกลับไปพัฒนาธุรกิจของตนเองต่อได้

เชียงรายชูชา กาแฟ ผลไม้แปรรูป และงานออกแบบชาติพันธุ์

เชียงรายมีจุดแข็งด้านการผลิตชาและกาแฟ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของจังหวัดและมีชื่อเสียงในระดับประเทศ โดยพื้นที่สูงหลายแห่งสามารถพัฒนาผลผลิตไปสู่กาแฟพิเศษ ชาพรีเมียม เครื่องดื่มพร้อมบริโภค และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีสับปะรดภูแล ลำไย ลิ้นจี่ และมะม่วงจากเวียงป่าเป้า ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นขนม เครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์ที่เก็บรักษาได้นาน ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อมกัน

อีกจุดเด่นคือผ้าและเครื่องแต่งกายจากกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งถูกนำมาพัฒนาด้านการออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยยังคงลวดลาย เทคนิค และเรื่องราวของชุมชนไว้

แนวทางดังกล่าวเชื่อมโยงกับบทบาทของเชียงรายในฐานะเมืองที่ให้ความสำคัญกับงานศิลปะและการออกแบบ ทำให้สินค้าไม่ได้แข่งขันกันเพียงราคา แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเรื่องราวของพื้นที่เป็นองค์ประกอบสร้างมูลค่า

พะเยาเปลี่ยนลิ้นจี่และข้าวให้เป็นอาหารแห่งอนาคต

พะเยานำสินค้าสำคัญอย่างปลาส้ม ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา ข้าวหอมมะลิ 105 และลิ้นจี่แม่ใจเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะลิ้นจี่แม่ใจซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ด้านรสชาติและกลิ่น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลไม้สดกิโลกรัมละหลักสิบบาท ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้นเมื่อผ่านการคัดคุณภาพ แปรรูป และสร้างแบรนด์

ภายใต้แนวทาง Lanna Food Future ยังมีการพัฒนาสินค้าเกษตรมากกว่า 50 ผลิตภัณฑ์ เช่น กราโนล่ารสมะม่วง ข้าวบดผงสำหรับชงดื่ม และข้าวตังหน้าลิ้นจี่ ข้อมูลประกอบระบุว่าผลิตภัณฑ์บางรายการสามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวันได้แล้ว

ตัวอย่างของพะเยาสะท้อนให้เห็นว่า สินค้าเกษตรไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่การขายวัตถุดิบ หากสามารถเชื่อมการวิจัย พัฒนาสูตร ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และสร้างตลาดใหม่ได้ ผลผลิตท้องถิ่นก็สามารถกลายเป็นสินค้าอาหารสมัยใหม่ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลายกลุ่ม

แพร่ต่อยอดหม้อห้อม ไม้สัก และภูมิปัญญาชุมชน

แพร่มีภาพจำสำคัญจากผ้าหม้อห้อม งานไม้สัก และผ้าตีนจก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน การพัฒนาในปัจจุบันจึงไม่ได้มุ่งผลิตสินค้ารูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มนำแนวคิดแฟชั่น การออกแบบ และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับสิ่งทอและงานไม้

ผ้าหม้อห้อมสามารถพัฒนาเป็นเสื้อผ้าร่วมสมัย กระเป๋า ของใช้ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ขณะที่ไม้สักถูกต่อยอดเป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ออกแบบให้เหมาะกับบ้านยุคใหม่

ข้อมูลประกอบยังกล่าวถึงสินค้าจากชุมชนในตำบลสะเอียบ อำเภอสอง ซึ่งสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจและภาษีให้ภาครัฐจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสินค้าทุกประเภทจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมาย มาตรฐานการผลิต และเงื่อนไขการจำหน่ายอย่างเคร่งครัด

หัวใจสำคัญของแพร่จึงอยู่ที่การรักษาทักษะของช่างฝีมือ พร้อมปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดใหม่ โดยไม่ทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสูญเสียตัวตนไปกับการผลิตจำนวนมาก

น่านนำหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านสร้างมูลค่า

น่านมีทุนวัฒนธรรมโดดเด่นทั้งผ้าทอไทลื้อลายน้ำไหล งานเครื่องเงิน งานจักสาน และเครื่องปั้นดินเผาห้วยบ่อสวก รวมถึงกาแฟและสินค้าเกษตรแปรรูปที่เริ่มได้รับการยอมรับในตลาดระดับประเทศ

งานหัตถกรรมของน่านมีคุณค่าไม่ได้อยู่เฉพาะรูปลักษณ์ แต่มีเรื่องราวของช่างฝีมือ ชุมชน วัตถุดิบ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน การนำสินค้าเข้าสู่ตลาดใหญ่จึงต้องสื่อสารคุณค่าดังกล่าวให้ผู้บริโภคเข้าใจ ไม่เช่นนั้นงานที่ใช้เวลาผลิตหลายวันอาจถูกเปรียบเทียบกับสินค้าจากโรงงานด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

แนวทางของน่านจึงมุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการยกระดับแบรนด์สินค้า เพื่อทำให้ผู้ซื้อไม่ได้เพียงครอบครองผลิตภัณฑ์ แต่เข้าใจที่มาและช่วยสนับสนุนการดำรงอยู่ของชุมชนผู้ผลิตด้วย

Soft Power ต้องเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้จริง

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวถึงการใช้ Soft Power ว่าเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม เมื่อผสมผสานกับการออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ก็จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก พร้อมรักษามรดกทางวัฒนธรรมและถ่ายทอดภูมิปัญญาไปสู่คนรุ่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม Soft Power จะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบทั้งคุณภาพสินค้า มาตรฐาน การออกแบบ การเล่าเรื่อง การตลาด ช่องทางจำหน่าย และความสามารถในการผลิตอย่างสม่ำเสมอ

หากสินค้าสวยแต่ผลิตส่งตามคำสั่งซื้อไม่ได้ โอกาสทางธุรกิจก็อาจหยุดลง หากผลิตได้มากแต่ไม่มีมาตรฐาน ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อก็จะลดลง หรือหากมีมาตรฐานแต่ไม่มีเรื่องราวที่แตกต่าง สินค้าก็อาจต้องแข่งขันด้วยราคา

งานอุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออกจึงถูกวางให้เป็นเวทีทดสอบว่า ผู้ประกอบการสามารถแปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด โดยไม่ลดทอนคุณค่าของภูมิปัญญาเดิม

จับคู่ธุรกิจกับค้าปลีกใหญ่ หวังต่อยอดหลังจบงาน

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ซื้อ นักลงทุน และองค์กรธุรกิจ โดยข้อมูลประกอบระบุถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น เซ็นทรัล กรุ๊ป เดอะมอลล์ กรุ๊ป ไอคอนสยาม เครือสหพัฒน์ กลุ่มโรงแรม และธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่

การพบผู้ซื้อโดยตรงช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจเงื่อนไขตลาดสมัยใหม่ ทั้งปริมาณการผลิต ราคาขายส่ง การควบคุมคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ อายุสินค้า ระบบขนส่ง และข้อกำหนดด้านเอกสาร

แม้การเจรจาจะยังไม่รับประกันว่าจะเกิดคำสั่งซื้อทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าต้องปรับปรุงส่วนใดก่อนเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่

ผลลัพธ์ที่กลุ่มจังหวัดคาดหวังจึงมีทั้งยอดขายระหว่างงาน การเปิดตลาดใหม่ การสร้างเครือข่าย และการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่องหลังงานสิ้นสุดลง

ช็อกโกแลตหนึ่งกล่องเชื่อมอัตลักษณ์ 4 จังหวัด

สินค้าแนวคิดพิเศษที่ถูกนำเสนอในข้อมูลประกอบคือช็อกโกแลต “เลอ บัว” ซึ่งพยายามผสานองค์ประกอบจากทั้ง 4 จังหวัดไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว ได้แก่ เมล็ดบัวจากพะเยา กาแฟจากเชียงราย กล่องบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมกับงานไม้สักจากแพร่ และงานเครื่องเงินจากน่าน โดยกำหนดราคาจำหน่าย 3,499 บาท

ผลิตภัณฑ์นี้สะท้อนแนวคิดการสร้างมูลค่าข้ามจังหวัด แทนที่จะให้แต่ละพื้นที่แยกกันขายวัตถุดิบของตนเอง การรวมเรื่องราว วัตถุดิบ งานออกแบบ และบรรจุภัณฑ์เข้าด้วยกันสามารถสร้างสินค้าที่มีความแตกต่างและมีโอกาสเข้าสู่ตลาดของขวัญระดับพรีเมียม

อย่างไรก็ตาม สินค้าราคาสูงจำเป็นต้องอธิบายคุณค่าที่ผู้ซื้อได้รับอย่างชัดเจน ทั้งคุณภาพวัตถุดิบ ฝีมือการผลิต จำนวนจำกัด เรื่องราว และประโยชน์ที่กลับไปสู่ชุมชน มิฉะนั้นราคาจะกลายเป็นอุปสรรคมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์พรีเมียม

ห้าวันเต็มทั้งแฟชั่น นวัตกรรม วัฒนธรรม และคอนเสิร์ต

ตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 สิงหาคม 2569 ผู้เข้าชมจะได้พบกับสินค้าอัตลักษณ์จากผู้ประกอบการกว่า 100 กิจการ โซนจำหน่ายสินค้าจากโรงงาน นิทรรศการและการสาธิตผลิตภัณฑ์ การแสดงเครื่องจักรกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม แฟชั่นโชว์ผ้าไทยและผ้าชาติพันธุ์ รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมและมินิคอนเสิร์ต

เอกสารประชาสัมพันธ์ยังระบุว่าจะมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการตลาดภายในงาน

การจัดกิจกรรมหลายรูปแบบมีเป้าหมายดึงผู้บริโภคหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่ต้องการซื้ออาหารและเครื่องดื่ม ผู้สนใจผ้าไทย นักสะสมงานหัตถกรรม ผู้ประกอบการที่มองหาคู่ค้า และประชาชนที่ต้องการรับชมการแสดง

ตลาดใหญ่คือโอกาส แต่คุณภาพต้องพาผู้ประกอบการไปต่อ

งานอุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก 2026 เป็นมากกว่างานรวมสินค้าจากเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เพราะกำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับตลาดผู้บริโภค ผู้ซื้อ และนักลงทุนระดับประเทศ

การนำสินค้ากว่า 100 กิจการเข้าสู่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทดสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่เติบโตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถแข่งขันในตลาดเมืองใหญ่ได้เพียงใด และต้องปรับตัวเรื่องใดเพื่อเดินต่อหลังจบงาน

ความสำเร็จจึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนคนเดินงานหรือยอดจำหน่ายใน 5 วันเท่านั้น แต่ต้องดูว่ามีผู้ประกอบการกี่รายได้รับคำสั่งซื้อใหม่ กี่รายเข้าสู่ระบบค้าปลีก กี่รายพัฒนาบรรจุภัณฑ์หรือมาตรฐานเพิ่มเติม และรายได้ถูกส่งกลับไปถึงช่างฝีมือ เกษตรกร และคนในชุมชนมากน้อยเพียงใด

เชียงราย พะเยา แพร่ และน่านมีทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง แต่ทุนเหล่านี้จะสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน เมื่อเชื่อมกับตลาด เทคโนโลยี การออกแบบ และระบบธุรกิจที่เป็นธรรม

วันที่ 12 ถึง 16 สิงหาคม 2569 จึงไม่ใช่เพียงช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการล้านนาตะวันออกนำสินค้าไปจำหน่ายในกรุงเทพฯ แต่เป็นช่วงเวลาที่ภูมิปัญญาของ 4 จังหวัดจะถูกทดสอบบนตลาดจริง ว่าสามารถเปลี่ยนจากสินค้าดีในชุมชน ไปสู่แบรนด์ที่ผู้บริโภคอยากครอบครอง และสร้างรายได้ระยะยาวให้ท้องถิ่นได้หรือไม่

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :