แกะรอยแสงไฟแช็กใต้เรือนยอดไม้ กู้ภัยแม่สายส่งโดรนนำทางช่วย 2 ชีวิตบนดอยจ้อง ลุยค้นหาผู้สูญหายคนที่ 3
- เจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดปฏิบัติการค้นหาชาวบ้าน 3 รายที่พลัดหลงบนดอยจ้อง แนวเทือกเขาดอยนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
- ทีมกู้ภัยปรับแผนใช้โดรนตรวจจับความร้อนและส่องสว่างบินสำรวจกลางดึก จนพบเบาะแสจากแสงไฟแช็กใต้เรือนยอดไม้
- นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ก่อนทีมเดินเท้าเข้าช่วยเหลือชาวบ้านได้สำเร็จ 2 ราย
- ผู้ได้รับการช่วยเหลือคือ นายบุญสืบ ไชยหัง อายุ 57 ปี และนายศรัญญู บุญยอด อายุ 32 ปี ทั้งคู่อยู่ในสภาพปลอดภัย
- กำลังผสมยังคงตรึงพื้นที่ปูพรมค้นหานายทนง บุญยอด อายุ 39 ปี ผู้สูญหายรายที่ 3 บริเวณแนวรอยต่อบ้านผาหมีอย่างเร่งด่วน
เปิดยุทธการฝ่าดงหินผา กู้ภัยงัดโดรนส่องสว่าง–สแกนความร้อน แกะรอยไฟแช็กช่วย 2 ชีวิต ดอยจ้องยังเร่งหาอีก 1
เชียงราย, 5 ตุลาคม 2569 – ปฏิบัติการค้นหาชาวบ้าน 3 คนที่พลัดหลงบนดอยจ้อง แนวเทือกเขาดอยนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กลายเป็นภารกิจแข่งกับเวลาและภูมิประเทศ เมื่อพื้นที่ค้นหาเต็มไปด้วยป่าทึบ แนวหินปูนแหลมคม และหน้าผาสูงชัน จนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินเท้าเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยในช่วงกลางคืน ทีมค้นหาจึงต้องเปลี่ยนยุทธวิธีมาใช้โดรนตรวจจับความร้อน อุปกรณ์ไฟส่องสว่าง และลำโพงสื่อสาร กระทั่งช่วงกลางดึกพบสัญญาณต้องสงสัยจากแสงไฟแช็กใต้เรือนยอดไม้ ก่อนรุ่งเช้าจะระดมทีมภาคพื้นดินเข้าปูพรมค้นหาจนพบผู้สูญหายแล้ว 2 คน ขณะที่อีก 1 คนยังอยู่ระหว่างภารกิจค้นหาต่อเนื่อง
กลางดึกบนดอยจ้อง แสงจากไฟแช็กดวงเล็ก ๆ ใต้เรือนยอดไม้หนาทึบ กลายเป็นเบาะแสสำคัญที่สุดของภารกิจค้นหาชาวบ้านที่พลัดหลงอยู่บนแนวเทือกเขาดอยนางนอน หลังเจ้าหน้าที่พยายามใช้โดรนตรวจจับความร้อนสำรวจพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำ แต่ไม่สามารถยืนยันตำแหน่งบุคคลได้เนื่องจากความหนาแน่นของป่าและลักษณะภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหินผาและหน้าผาสูงชัน กระทั่งเวลา 02.15 น. ของวันที่ 4 ตุลาคม เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอนและมูลนิธิสยามรวมใจแม่สาย นำโดรนที่ติดทั้งไฟส่องสว่างและลำโพงสื่อสารขึ้นบินเหนือแนวเขตบ้านสันป่าสัก แม้ระบบอินฟราเรดยังไม่สามารถระบุจุดความร้อนของบุคคลได้อย่างชัดเจน แต่กลับพบแสงไฟแช็กส่งสัญญาณจากใต้ต้นไม้หนาทึบ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญว่าผู้หลงป่าอาจยังอยู่ในบริเวณดังกล่าว
สภาพพื้นที่ในคืนนั้นทำให้การพบสัญญาณไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่สามารถพุ่งเข้าช่วยเหลือได้ทันที ตรงกันข้าม การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดกลับเป็นการ “หยุด” การเดินเท้าไว้ก่อน เพราะแนวภูเขาหินปูนบนดอยนางนอนมีทั้งหินแหลมคม ร่องเขา และหน้าผาสูงหลายจุด เมื่อรวมกับความมืดสนิทและทัศนวิสัยต่ำ การฝืนส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปอาจทำให้ภารกิจช่วยผู้ประสบเหตุกลายเป็นเหตุซ้ำซ้อนกับทีมค้นหาเอง ข้อมูลจากหลายแหล่งตรงกันว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องระงับปฏิบัติการภาคพื้นดินในช่วงกลางคืน และหันมาใช้โดรนเป็น “ตาในอากาศ” เพื่อเก็บพิกัด สังเกตสัญญาณ และรักษาการติดต่อก่อนจะกลับเข้าพื้นที่เมื่อสภาพแสงเอื้ออำนวยมากขึ้น
จากเสียงเคาะไม้สู่แสงไฟแช็ก เมื่อสัญญาณเล็ก ๆ กลายเป็นเส้นนำทาง
รายงานจากทีมกู้ภัยระบุว่า ก่อนการนำโดรนขึ้นค้นหาในช่วงกลางคืน เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงเคาะไม้ดังมาจากภายในป่า ซึ่งคาดว่าเป็นความพยายามส่งสัญญาณของผู้พลัดหลง จากนั้นจึงนำโดรนตรวจจับความร้อนขึ้นบินสำรวจพื้นที่ และพบจุดต้องสงสัยซึ่งอาจสัมพันธ์กับการจุดไฟแช็ก อย่างไรก็ตาม ด้วยความมืดและแนวไม้หนาแน่น เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจุดดังกล่าวคือบุคคลหรือเป็นเพียงแหล่งความร้อนขนาดเล็กจากพื้นที่ จึงต้องประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวังแทนการตีความสัญญาณว่า “พบตัวแล้ว” ทันที
ตรงนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของงานกู้ภัยในพื้นที่ภูเขาได้ชัดเจน เพราะภารกิจไม่ได้พึ่งเพียงกำลังคนเดินเท้าหรือเสียงตะโกนเรียกเหมือนในอดีต แต่เริ่มใช้ข้อมูลจากหลายระบบประกอบกัน ทั้งตำแหน่งการติดต่อครั้งสุดท้าย เสียงเคาะไม้ แสงไฟจากภาคพื้นดิน กล้องอินฟราเรด ไฟส่องสว่างจากโดรน และลำโพงที่สามารถส่งเสียงสื่อสารลงไปยังจุดต้องสงสัยได้ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้แทนเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน แต่ช่วยลดพื้นที่ค้นหาให้แคบลง และที่สำคัญคือช่วยให้ผู้บัญชาการภารกิจตัดสินใจได้ว่าช่วงเวลาใดควรเดินหน้า ช่วงเวลาใดควรถอย และเส้นทางใดมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะส่งกำลังเข้าไป

06.30 น. เปลี่ยนจากค้นหาทางอากาศสู่การปูพรมภาคพื้นดิน
เมื่อฟ้าสางเวลา 06.30 น. ของวันที่ 4 ตุลาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงกลับมาประชุมวางแผนอีกครั้ง ทั้งมูลนิธิสยามรวมใจแม่สาย มูลนิธิกู้ภัยพรหมวิหาร ฝ่ายปกครอง กำนันตำบลโป่งผา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่อุทยาน ก่อนแบ่งกำลังออกค้นหาตามจุดที่ประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูง พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการบริเวณสวนสับปะรดแนวเขตสันป่าสัก ภารกิจช่วงเช้าจึงไม่ใช่การเดินป่ากระจายแบบไร้ทิศทาง แต่เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากคืนก่อนมาวางทับกับลักษณะภูมิประเทศ แล้วกำหนดเส้นทางค้นหาให้เจ้าหน้าที่แต่ละชุดเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายอย่างปลอดภัยที่สุด
เวลา 09.00 น. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมนายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 ลงพื้นที่ติดตามและบัญชาการปฏิบัติการ ก่อนที่เวลา 09.42 น. ชุดลาดตระเวนจะรายงานกลับมายังศูนย์บัญชาการว่า พบผู้สูญหายแล้ว 2 คน ต่อมามีการยืนยันชื่อว่าเป็นนายบุญสืบ ไชยหัง อายุ 57 ปี และนายศรัญญู บุญยอด อายุ 32 ปี ซึ่งอยู่ในบริเวณสวนกาแฟกลางป่าระหว่างบ้านผาหมีและบ้านผาฮี้ ทั้งสองยังปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงให้น้ำและอาหาร ก่อนสอบถามรายละเอียดเพื่อใช้เป็นข้อมูลต่อยอดในการค้นหาผู้สูญหายคนที่สาม
เมื่อเวลา 12.45 น. นายศรัญญูถูกนำตัวเดินเท้าลงถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอนในสภาพอ่อนเพลีย และได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ขณะที่นายบุญสืบยังคงอยู่ร่วมกับทีมค้นหาเพื่อช่วยชี้ข้อมูลเส้นทางและตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับนายทนง บุญยอด อายุ 39 ปี ซึ่งยังไม่พบตัวในขณะนั้น การตัดสินใจใช้ข้อมูลจากผู้ที่เพิ่งได้รับการช่วยเหลือมีความสำคัญอย่างมาก เพราะในภูมิประเทศที่มีทางแยก ร่องเขา และแนวหน้าผาจำนวนมาก “ความทรงจำของคนที่อยู่ในเหตุการณ์” สามารถช่วยลดพื้นที่ค้นหาได้ดีกว่าการใช้แผนที่เพียงอย่างเดียว
ภูมิประเทศดอยนางนอนทำให้ภารกิจนี้ไม่ใช่แค่การเดินตามรอย
ดอยจ้องอยู่ในแนวเทือกเขาดอยนางนอน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาหินปูนที่มีความซับซ้อนสูง ลักษณะพื้นที่ประกอบด้วยแนวลาดชัน หินแหลม ร่องเขา หน้าผา และป่าที่มีเรือนยอดหนาแน่น บางจุดแม้ทีมค้นหาจะอยู่ไม่ห่างจากเป้าหมายในระยะทางแนวราบ แต่เส้นทางจริงอาจต้องอ้อมตามสันเขาหรือหลีกเลี่ยงผาชัน ทำให้ระยะเวลาเข้าถึงแตกต่างจากที่เห็นบนแผนที่อย่างมาก รายงานภาคสนามยังระบุด้วยว่าเหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นหลังกลุ่มชาวบ้านเข้าไปหาของป่า ก่อนเกิดการพลัดหลงและขาดการติดต่อ ซึ่งยิ่งเพิ่มความยากเพราะตำแหน่งที่แต่ละคนแยกจากกันอาจไม่ใช่จุดเดียวกัน
นี่คือเหตุผลที่ “พบสัญญาณ” กับ “เข้าช่วยเหลือได้” เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ในงานกู้ภัยภูเขา ความเสี่ยงไม่ได้อยู่เฉพาะผู้ประสบเหตุ แต่กระจายไปถึงทุกคนที่เดินเข้าไปช่วย หากเจ้าหน้าที่บาดเจ็บจากการลื่นตกหน้าผา หลงทาง หรือหมดแรงกลางเส้นทาง กำลังอีกส่วนหนึ่งจะต้องถูกดึงออกไปช่วยเหลือทีมของตนเองทันที การตัดสินใจยุติการเดินเท้าในเวลากลางคืนจึงไม่ใช่การชะลอภารกิจ แต่เป็นหลักการจัดการความเสี่ยงที่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อยังสามารถใช้เทคโนโลยีทางอากาศคอยติดตามสัญญาณและรักษาภาพรวมของพื้นที่ไว้ได้
เมื่อโดรนไม่ได้มีหน้าที่แค่ถ่ายภาพ แต่กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารและประเมินความเสี่ยง
จุดที่ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ คือการใช้โดรนหลายหน้าที่ในภารกิจเดียว ตั้งแต่กล้องตรวจจับความร้อนสำหรับค้นหาความผิดปกติของอุณหภูมิในพื้นที่ป่า ไฟส่องสว่างสำหรับเพิ่มทัศนวิสัย ไปจนถึงลำโพงที่สามารถส่งเสียงลงไปยังพื้นดินเพื่อให้ผู้พลัดหลงรับรู้ว่าทีมค้นหากำลังอยู่ใกล้ การทำงานลักษณะนี้มีข้อได้เปรียบในพื้นที่ภูเขา เพราะโดรนสามารถเข้าไปตรวจแนวผาหรือพื้นที่สูงชันที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ยากโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตคนในทุกครั้ง แม้ระบบอินฟราเรดจะมีข้อจำกัดเมื่อมีเรือนยอดไม้หนาแน่นหรือแหล่งความร้อนขนาดเล็กถูกบดบัง แต่เมื่อนำข้อมูลมารวมกับเสียงหรือแสงจากพื้นดิน ก็สามารถช่วยยืนยันพื้นที่เป้าหมายได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไปทั้งหมด กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่ากล้องตรวจจับความร้อนไม่สามารถระบุตัวผู้หลงป่าได้ในทันที แม้จะมีสัญญาณอื่นประกอบ เจ้าหน้าที่จึงยังต้องพึ่งความรู้ภูมิประเทศของคนในพื้นที่ ทีมเดินเท้า และการวางแผนจากศูนย์บัญชาการเป็นหลัก ความสำเร็จของภารกิจจึงเกิดจากการผสาน “เทคโนโลยี” เข้ากับ “ประสบการณ์ภาคสนาม” มากกว่าจะฝากความหวังไว้กับอุปกรณ์เพียงชนิดเดียว

พบ 2 คนแล้ว แต่ภารกิจยังไม่จบ
ช่วงบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสั่งตั้งศูนย์อำนวยการค้นหาผู้พลัดหลงในเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอนอย่างเป็นทางการ และนำข้อมูลจากผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วมาประเมินพื้นที่ค้นหาใหม่ โดยคาดว่านายทนงอาจอยู่บริเวณเนิน 1096 ฝั่งซ้ายของดอยจ้องและแนวบ้านผาหมี จึงเตรียมส่งชุดปฏิบัติการเข้าค้นหาอีกครั้งในช่วงกลางคืน พร้อมใช้โดรนตรวจจับความร้อนจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 และมูลนิธิสยามรวมใจสนับสนุนจากทางอากาศ หากยังไม่พบตัว แผนสำรองคือการระดมกำลังจากมณฑลทหารบกที่ 37 ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และหน่วยกู้ภัย เข้าเสริมในช่วงเช้าวันที่ 5 ตุลาคม
ข้อมูลล่าสุดที่ตรวจสอบได้ในช่วงเช้ามืดวันที่ 5 ตุลาคมยังระบุว่า พบผู้สูญหายแล้ว 2 คน แต่อีก 1 คนยังอยู่ระหว่างการค้นหา และเจ้าหน้าที่เตรียมสนธิกำลังเข้าปูพรมพื้นที่อีกครั้งหลังรุ่งสาง ข้อมูลบางสำนักข่าวมีความคลาดเคลื่อนกันทั้งเรื่องเวลาเริ่มสูญหาย การสะกดชื่อ และการระบุว่าพบครบทั้ง 3 คนแล้วหรือไม่ จึงควรยึดข้อมูลจากการอำนวยการค้นหาและการยืนยันของหน่วยงานหลักเป็นสำคัญ โดยสถานะที่สอดคล้องกับรายงานทางการล่าสุดคือพบแล้ว 2 ราย และยังเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 1 ราย
สิ่งที่เกิดขึ้นบนดอยจ้องจึงไม่ได้สะท้อนเพียงความยากของการค้นหาคนหลงป่า แต่แสดงให้เห็นพัฒนาการของงานกู้ภัยสมัยใหม่ที่ต้องใช้ทั้งข้อมูล เทคโนโลยี และวินัยด้านความปลอดภัยควบคู่กัน แสงไฟแช็กใต้เรือนยอดไม้ที่ดูเล็กมากในความมืด กลายเป็นหนึ่งในเบาะแสที่ช่วยกำหนดพื้นที่ค้นหา แต่การนำคนออกมาอย่างปลอดภัยยังต้องอาศัยการประเมินภูมิประเทศ การแบ่งชุดเดินเท้า และการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือหยุดในจังหวะใด ภารกิจนี้จึงไม่ได้วัดความเป็นมืออาชีพจากการเข้าไปให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การรู้ว่าเมื่อใดควรเสี่ยง และเมื่อใดต้องถอยเพื่อรักษาชีวิตทั้งผู้ประสบเหตุและผู้ช่วยเหลือ
ตราบใดที่นายทนงยังไม่ถูกพบ ปฏิบัติการบนดอยจ้องก็ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 3 ต่อเนื่องถึงวันที่ 4 ตุลาคม ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ในภูมิประเทศที่ความมืด ป่าทึบ และหน้าผาสามารถกลืนทั้งเสียงและสัญญาณโทรศัพท์ เทคโนโลยีอย่างโดรนตรวจจับความร้อน ไฟส่องสว่าง และระบบลำโพงสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างคนบนพื้นดินกับผู้สูญหายได้ ขณะที่การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดของทุกภารกิจ เพราะเป้าหมายของงานกู้ภัยไม่ใช่เพียงค้นหาให้พบ แต่ต้องพาทุกคนกลับลงมาจากภูเขาให้ได้อย่างปลอดภัย




เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ข้อมูลการค้นหาผู้สูญหายดอยจ้อง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ผ่านรายงานของนายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย กรมประชาสัมพันธ์