เช็กก่อนเชื่อ! “มีคดีพัวพันยาเสพติด ต้องโอนเงินตรวจสอบ-ห้ามบอกผู้ปกครอง” คือข่าวปลอมจากแก๊งสแกมเมอร์ พบมุ่งเป้าหลอกนักศึกษาและคนรุ่นใหม่
- ตำรวจไซเบอร์เตือนนักศึกษาระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างพัวพันคดีอาญาเพื่อหลอกควบคุมพฤติกรรมทางไกล
- มิจฉาชีพใช้วิดีโอคอลปลอมและหมายจับปลอม บังคับเหยื่อให้ย้ายไปพักที่โรงแรมและเปิดกล้องทิ้งไว้
- เหยื่อถูกสั่งให้ถ่ายภาพตัวเองในสภาพหวาดกลัว เพื่อนำไปข่มขู่ครอบครัวลวงว่าเป็นเหตุลักพาตัวเรียกค่าไถ่
- ยืนยันหน่วยงานรัฐและตำรวจจริงจะไม่มีการสอบสวนผ่านวิดีโอคอลหรือสั่งโอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์
- หากหลงเชื่อโอนเงินให้รีบโทรแจ้งสายด่วน AOC 1441 ของศูนย์ปฏิบัติการฯ เพื่อดำเนินการอายัดบัญชีโดยเร็ว
โฮงตำรวจไซเบอร์เตือนนักศึกษา ระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างมีคดี ควบคุมเหยื่อทางไกล สูญเงินและเสี่ยงถูกจัดฉากลักพาตัว
เชียงราย, 31 กรกฎาคม 2569 – ภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจากการโทรศัพท์หลอกให้โอนเงินแบบเดิม ไปสู่การควบคุมเหยื่อผ่านโทรศัพท์และวิดีโอคอลอย่างเป็นระบบ โดยมิจฉาชีพจะสร้างความหวาดกลัว อ้างว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ก่อนบังคับให้แยกตัวออกจากครอบครัว ปิดโทรศัพท์ เดินทางไปพักในโรงแรม หรือเปิดกล้องไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายติดต่อขอความช่วยเหลือ
กลุ่มที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ นักเรียน นักศึกษา และคนวัยเริ่มต้นทำงาน ซึ่งแม้จะคุ้นเคยกับเทคโนโลยี แต่ยังอาจขาดประสบการณ์ในการตรวจสอบกระบวนการทำงานของหน่วยงานราชการ เมื่อถูกข่มขู่ว่าชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ หรือบัญชีธนาคารพัวพันกับยาเสพติด ฟอกเงิน หรือคดีอาชญากรรม จึงอาจตกใจและปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่ทันตรวจสอบ
ตำรวจไซเบอร์เตือนว่า หน่วยงานรัฐ ตำรวจ ธนาคาร และผู้ให้บริการโทรศัพท์ จะไม่โทรศัพท์หรือวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนประชาชน ไม่ส่งหมายจับผ่านแอปพลิเคชันสนทนา และไม่สั่งให้ประชาชนโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าวให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการหลอกลวง และควรวางสายทันที
เริ่มจากพนักงานค่ายมือถือ ก่อนโอนสายหาตำรวจปลอม
รูปแบบการหลอกลวงที่พบในปัจจุบันมักเริ่มต้นจากบุคคลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทโทรคมนาคม ธนาคาร บริษัทขนส่ง หรือหน่วยงานของรัฐ
มิจฉาชีพอาจแจ้งว่า หมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อถูกนำไปเปิดใช้งานในพื้นที่อื่น มีบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินผิดกฎหมาย หรือมีพัสดุต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกับคดี จากนั้นจะเสนอให้โอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตรวจสอบ
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ สายจะถูกส่งต่อไปยังตำรวจปลอม ซึ่งอาจแต่งเครื่องแบบ มีฉากหลังคล้ายสถานีตำรวจ หรือแสดงเอกสารราชการ หมายเรียก และหมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล
การสร้างฉากดังกล่าวมีเป้าหมายให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังอยู่ในกระบวนการสอบสวนจริง ก่อนที่มิจฉาชีพจะเริ่มออกคำสั่งให้เปิดกล้องตลอดเวลา ห้ามวางสาย ห้ามพูดคุยกับบุคคลอื่น และห้ามแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัว
บางกรณีมีการบอกให้เหยื่อย้ายไปพักที่โรงแรมหรือสถานที่เงียบเพื่อสอบสวนเป็นการลับ โดยอ้างว่าเป็นคดีสำคัญและห้ามเปิดเผยข้อมูล การแยกเหยื่อออกจากบุคคลใกล้ชิดทำให้มิจฉาชีพสามารถควบคุมพฤติกรรมและสร้างแรงกดดันได้มากขึ้น
จากหลอกโอนเงินสู่การจัดฉากลักพาตัว
วิธีการที่น่ากังวลไม่ได้จบลงเพียงการหลอกให้โอนเงิน บางขบวนการอาจสั่งให้เหยื่อถ่ายภาพหรือวิดีโอในลักษณะถูกควบคุมตัว ถูกมัดมือ ปิดตา หรืออยู่ในสภาพหวาดกลัว ก่อนนำภาพเหล่านั้นไปใช้ข่มขู่ครอบครัว
ญาติอาจได้รับข้อความหรือคลิปที่ทำให้เข้าใจว่าเหยื่อถูกลักพาตัว พร้อมเรียกเงินค่าไถ่ ทั้งที่ความจริงเหยื่อกำลังถูกควบคุมทางจิตวิทยาผ่านโทรศัพท์และพักอยู่ในสถานที่ตามคำสั่งของมิจฉาชีพ
กลวิธีนี้ทำให้เกิดผู้เสียหายสองชั้น คนแรกคือนักศึกษาหรือเหยื่อที่ถูกควบคุมพฤติกรรม ส่วนอีกกลุ่มคือครอบครัวที่ถูกหลอกให้เชื่อว่าบุตรหลานกำลังตกอยู่ในอันตราย
เมื่อทุกฝ่ายอยู่ในภาวะตื่นตระหนก โอกาสตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบจะลดลง และมิจฉาชีพสามารถเร่งกดดันให้มีการโอนเงินภายในเวลาอันสั้น
ห้ามโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี
หนึ่งในประโยคที่มิจฉาชีพใช้บ่อยคือ ขอให้โอนเงินไปยังบัญชีกลางเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือเพื่อพิสูจน์ว่าเงินไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ในความเป็นจริง ไม่มีหน่วยงานรัฐใดดำเนินกระบวนการตรวจสอบความบริสุทธิ์ด้วยการให้ประชาชนโอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคลหรือบัญชีที่เจ้าหน้าที่แจ้งผ่านโทรศัพท์
หากบัญชีธนาคารของบุคคลใดเกี่ยวข้องกับคดี เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย มีหมายเรียก หนังสือแจ้ง หรือการติดต่อผ่านช่องทางทางการ ไม่ใช่การสั่งให้ย้ายเงินทั้งหมดออกจากบัญชีทันที
ผู้ที่ได้รับสายลักษณะดังกล่าวจึงควรยุติการสนทนาและติดต่อหน่วยงานที่ถูกแอบอ้างด้วยตนเอง โดยค้นหาหมายเลขจากเว็บไซต์หรือช่องทางทางการ ไม่ใช้หมายเลขที่ผู้โทรเป็นผู้ให้
นักศึกษาต้องไม่แยกตัวจากครอบครัว
คำสั่งให้ปิดโทรศัพท์ ลบแอปพลิเคชัน ห้ามติดต่อผู้ปกครอง หรือเดินทางไปยังโรงแรม เป็นสัญญาณสำคัญของการหลอกลวง
มิจฉาชีพรู้ดีว่า หากเหยื่อได้พูดคุยกับผู้ปกครอง อาจารย์ เพื่อน หรือเจ้าหน้าที่จริง เรื่องหลอกลวงจะถูกเปิดเผยอย่างรวดเร็ว จึงพยายามตัดช่องทางสื่อสารทั้งหมด
เมื่อนักศึกษารู้สึกตกใจ ควรติดต่อบุคคลใกล้ชิดทันที ไม่ควรเก็บเรื่องไว้เป็นความลับ แม้ผู้โทรจะอ้างว่าการบอกผู้อื่นจะทำให้คดีร้ายแรงขึ้น
การขอความช่วยเหลือไม่ใช่การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นวิธีหยุดการควบคุมทางจิตวิทยาและลดโอกาสสูญเสียทรัพย์สิน
พบกรณีจับผู้ต้องหาเครือข่ายหลอกลงทุนที่แม่จัน
ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ยังเชื่อมโยงกับขบวนการบัญชีม้าและการฟอกเงินในหลายพื้นที่ รวมถึงจังหวัดเชียงราย
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปราม จับกุมหญิงอายุ 26 ปีบริเวณหน้าบ้านแห่งหนึ่งในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ตามข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน นำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ และร่วมกันฟอกเงิน
คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่เปิดกลุ่มบนเฟซบุ๊กเพื่อชักชวนประชาชนให้ลงทุนผ่านเว็บไซต์ที่อ้างว่าเป็นแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์ พร้อมโฆษณาว่ามีโปรแกรมพิเศษช่วยสร้างผลกำไรและให้ผลตอบแทนสูง
ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเข้าระบบหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 593,400 บาท แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ และยังถูกเรียกเก็บค่าดำเนินการเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง ก่อนทราบว่าถูกหลอกและนำหลักฐานเข้าแจ้งความ
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่พบผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายรวม 9 ราย มีการรับเงินจากผู้เสียหายแล้วโอนหมุนเวียนระหว่างบัญชีหลายบัญชี ก่อนเร่งถอนเป็นเงินสดเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สิน
ลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีหรือยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตน ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับเงินแทน แต่มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีทั้งฐานร่วมฉ้อโกงและฟอกเงิน

เชียงรายติดตามแก๊งสแกมเมอร์ในมิติความมั่นคงชายแดน
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้ประชุมคณะกรรมการความมั่นคงร่วม 3 คณะ ประจำเดือนกรกฎาคม โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน
การประชุมครอบคลุมทั้งสถานการณ์ยาเสพติด ชายแดนไทย–ลาว ไทย–เมียนมา การรักษาความสงบเรียบร้อย การค้าชายแดน การตรวจคนเข้าเมือง แรงงานต่างด้าว การฟอกเงิน และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อเชียงราย เนื่องจากจังหวัดมีพรมแดนเชื่อมต่อทั้งเมียนมาและ สปป.ลาว มีการเดินทาง การค้า และการเคลื่อนย้ายบุคคลจำนวนมาก ทำให้การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติจำเป็นต้องประสานงานระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ หน่วยงานด้านการเงิน และหน่วยงานโทรคมนาคมอย่างใกล้ชิด
การประชุมมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนถนนหรือพื้นที่ชายแดน แต่สามารถเข้าถึงประชาชนผ่านโทรศัพท์มือถือและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ทุกเวลา
คดีออนไลน์เพิ่ม แต่ความเสียหายยังอยู่ระดับสูง
รายงานวิเคราะห์สถิติอาชญากรรมทางเทคโนโลยีระบุว่า ช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 30 พฤศจิกายน 2567 ประเทศไทยมีการแจ้งความคดีออนไลน์ประมาณ 305,000 เรื่อง มูลค่าความเสียหายสะสมราว 35,000 ล้านบาท
เฉพาะคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีลักษณะข่มขู่ทางโทรศัพท์ มีจำนวน 42,404 เรื่อง และสร้างความเสียหายประมาณ 9,392 ล้านบาท
ในปี 2568 จำนวนคดีออนไลน์เพิ่มเป็น 380,378 เรื่อง หรือเฉลี่ยประมาณ 1,045 คดีต่อวัน ขณะที่ความเสียหายรวมอยู่ที่ประมาณ 25,195 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 69 ล้านบาทต่อวัน
จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นแต่ความเสียหายรวมลดลง อาจสะท้อนผลจากระบบระงับบัญชีและอายัดเงินที่ทำงานรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสียหายเฉลี่ยต่อวันยังอยู่ในระดับสูง และผู้เสียหายจำนวนมากยังไม่สามารถเรียกเงินกลับคืนได้
ข้อมูลในช่วงปี 2569 ยังพบว่า คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์สามารถกลับขึ้นมาเป็นหนึ่งในคดีที่สร้างความเสียหายสูงในบางสัปดาห์ สะท้อนว่าขบวนการยังสามารถปรับรูปแบบการหลอกให้เหมาะกับสถานการณ์และกลุ่มเป้าหมายได้ตลอดเวลา
คดีคอลเซ็นเตอร์อาจมีจำนวนไม่มากที่สุด แต่เสียหายต่อรายสูง
เมื่อพิจารณาประเภทคดีออนไลน์ในปี 2568 คดีซื้อขายสินค้าหรือบริการแบบไม่เป็นขบวนการมีสัดส่วนสูงที่สุด ขณะที่คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 4.36 ของคดีทั้งหมด
แม้สัดส่วนจะดูไม่สูง แต่คดีคอลเซ็นเตอร์และคดีหลอกลงทุนมักสร้างความเสียหายต่อรายมาก เพราะผู้เสียหายอาจถูกบังคับให้โอนเงินออมทั้งหมด กู้เงิน หรือขายทรัพย์สินเพื่อทำตามคำสั่ง
บางรายถูกควบคุมต่อเนื่องหลายวัน จนไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ ขณะที่มิจฉาชีพใช้ทั้งเอกสารปลอม ข้อมูลส่วนบุคคล และความหวาดกลัวต่อคดีอาญาเป็นเครื่องมือ
ความเสียหายจึงไม่ได้มีเฉพาะจำนวนเงิน แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ในครอบครัว การเรียน และความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยี

วัยทำงานตกเป็นเหยื่อมาก แต่เยาวชนยังเป็นกลุ่มเสี่ยง
ข้อมูลการวิเคราะห์ผู้เสียหายระบุว่า กลุ่มอายุ 31–40 ปีเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด เนื่องจากมีรายได้ เงินออม และความสนใจด้านการลงทุน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปีและวัย 21–30 ปีมีความเสี่ยงจากการซื้อสินค้าออนไลน์ งานหารายได้พิเศษ และการแอบอ้างเป็นบุคคลหรือเจ้าหน้าที่รัฐ
เยาวชนและนักศึกษามักใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ สมัครงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซื้อสินค้า เติมเงินเกม หรือเข้าร่วมกลุ่มลงทุน จึงมีโอกาสพบโฆษณาหรือบัญชีปลอมจำนวนมาก
ความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยจากการหลอกลวง เพราะจุดอ่อนที่มิจฉาชีพโจมตีมักไม่ใช่ความสามารถในการใช้โทรศัพท์ แต่เป็นความกลัว ความโลภ ความเร่งรีบ และความเชื่อถือในบุคคลที่แต่งตัวหรือพูดเหมือนเจ้าหน้าที่จริง
AI และข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กลโกง
มิจฉาชีพเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้สร้างเสียงและภาพเลียนแบบบุคคลจริง รวมถึงสร้างเอกสารหรือวิดีโอที่ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
หากมีข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ เช่น ชื่อจริง ที่อยู่ สถานศึกษา หมายเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลครอบครัว มิจฉาชีพจะสามารถออกแบบบทสนทนาให้ตรงกับบุคคลนั้น และลดความสงสัยในช่วงแรก
บางกรณีอาจใช้ภาพหรือเสียงปลอมของอาจารย์ ผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ เพื่อขอให้โอนเงินเร่งด่วน
ประชาชนจึงไม่ควรใช้เพียงการได้ยินเสียงหรือเห็นใบหน้าผ่านหน้าจอเป็นหลักฐานยืนยันตัวตน แต่ควรติดต่อกลับผ่านหมายเลขเดิมที่บันทึกไว้ หรือใช้คำถามที่มีเพียงคนในครอบครัวรู้คำตอบ
SIM Box ทำให้สายจากต่างประเทศดูเหมือนเบอร์ไทย
รายงานยังระบุว่า ขบวนการสแกมเมอร์ปรับตัวจากการตั้งฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายแดน มาใช้รูปแบบกระจายอุปกรณ์ภายในประเทศ
หนึ่งในอุปกรณ์สำคัญคือ SIM Box ซึ่งสามารถแปลงสัญญาณโทรผ่านอินเทอร์เน็ตจากต่างประเทศให้แสดงเป็นหมายเลขโทรศัพท์ภายในประเทศไทย
วิธีนี้ทำให้ประชาชนอาจเห็นเบอร์โทรศัพท์ทั่วไปและเข้าใจว่าเป็นสายจากบุคคลหรือหน่วยงานในประเทศ ทั้งที่ต้นทางจริงอาจมาจากเครือข่ายอาชญากรรมต่างประเทศ
การดูเฉพาะหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอจึงไม่เพียงพอต่อการยืนยันว่าผู้โทรเป็นเจ้าหน้าที่จริง
แม้สายจะเป็นเบอร์ไทย ผู้รับควรพิจารณาเนื้อหาของการสนทนา หากมีการกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดี สั่งห้ามวางสาย ขอข้อมูลรหัสผ่าน หรือสั่งให้โอนเงิน ให้ยุติการสนทนาทันที

โทร 1441 ให้เร็วที่สุดเมื่อรู้ตัวว่าโอนเงิน
หากผู้เสียหายโอนเงินไปแล้ว สิ่งสำคัญคือความรวดเร็ว เพราะเงินอาจถูกโอนต่อผ่านบัญชีม้าหลายชั้น ถอนเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายในเวลาไม่นาน
ผู้เสียหายควรรีบติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีและโทรสายด่วนศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC หมายเลข 1441 โดยทันที
ควรเตรียมข้อมูลสำคัญ เช่น วันและเวลาที่โอนเงิน จำนวนเงิน บัญชีปลายทาง หลักฐานการสนทนา หมายเลขโทรศัพท์ ลิงก์ เว็บไซต์ และภาพหน้าจอที่เกี่ยวข้อง
ไม่ควรลบข้อความหรือปิดบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ก่อนเก็บหลักฐาน เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้เจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางเงินและเชื่อมโยงผู้ร่วมขบวนการได้
อย่างไรก็ตาม การอายัดบัญชีได้ไม่เท่ากับผู้เสียหายจะได้รับเงินคืนทั้งหมด กระบวนการคืนเงินยังขึ้นอยู่กับยอดเงินที่เหลืออยู่ในบัญชี หลักฐาน และขั้นตอนทางกฎหมาย
แนวทางป้องกันสำหรับนักเรียน นักศึกษา และครอบครัว
เมื่อได้รับสายจากบุคคลที่อ้างว่าเป็นตำรวจ ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ควรตั้งสติและวางสาย ไม่แอดไลน์ ไม่สแกนคิวอาร์โค้ด และไม่เปิดกล้องตามคำสั่ง
ไม่ควรให้ข้อมูลรหัสผ่าน รหัส OTP หมายเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลบัญชีธนาคารแก่บุคคลที่ติดต่อมา
ห้ามโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และห้ามเดินทางไปพักในสถานที่ตามคำสั่งของบุคคลที่ไม่เคยพบหน้า
นักศึกษาควรแจ้งผู้ปกครอง อาจารย์ หรือเพื่อนทันที แม้ผู้โทรจะข่มขู่ว่าเป็นความลับทางคดี
ผู้ปกครองควรมีช่องทางติดต่อสำรองกับบุตรหลาน และควรตกลงคำถามหรือรหัสลับภายในครอบครัว เพื่อใช้ตรวจสอบกรณีได้รับคลิป เสียง หรือข้อความขอเงินฉุกเฉิน
สถานศึกษาควรสื่อสารคำเตือนเป็นระยะ โดยเน้นสถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าการแจ้งเพียงว่าอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ เพราะผู้เรียนต้องรู้ว่ากลโกงเริ่มต้นอย่างไรและควรตัดวงจรตรงจุดใด
ความปลอดภัยไซเบอร์ต้องเริ่มจากการไม่อยู่ลำพัง
อาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงช่องโหว่ทางเทคนิค แต่ใช้การควบคุมความคิดและอารมณ์ของเหยื่อเป็นเครื่องมือสำคัญ
ทันทีที่เหยื่อถูกทำให้เชื่อว่าตนกำลังมีคดี ถูกสั่งให้เก็บเรื่องเป็นความลับ และถูกแยกจากบุคคลรอบข้าง มิจฉาชีพจะได้เปรียบมากขึ้นทุกนาที
หลักป้องกันที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการรู้จักแอปพลิเคชันหรือระบบธนาคาร แต่คือการกล้าหยุดการสนทนา กล้าขอความช่วยเหลือ และไม่ตัดสินใจเรื่องเงินภายใต้ความกลัว
ตำรวจจริงไม่สอบสวนผ่านวิดีโอคอล ไม่ส่งหมายจับทางไลน์ และไม่สั่งให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
เมื่อได้รับคำสั่งให้ปิดโทรศัพท์ ออกจากบ้าน ไปโรงแรม หรือห้ามติดต่อครอบครัว ให้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายและแจ้งบุคคลใกล้ชิดทันที
ภัยคอลเซ็นเตอร์อาจเริ่มจากสายโทรศัพท์เพียงไม่กี่นาที แต่สามารถเปลี่ยนเป็นความเสียหายทั้งเงินออม สุขภาพจิต และความปลอดภัยของครอบครัวได้ การหยุดสายให้เร็วที่สุดจึงอาจเป็นการป้องกันความสูญเสียที่มีประสิทธิภาพที่สุด


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
- กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง