วิกฤตมลพิษน้ำข้ามพรมแดนเชียงราย พบสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐานบางจุด แต่ประปายังปลอดภัย

[Sassy_Social_Share]


Summary


เชียงรายเร่งรับมือมลพิษน้ำข้ามพรมแดน ย้ำน้ำประปายังปลอดภัย แต่ระบบนิเวศต้องติดตามระยะยาว

เชียงราย,16 มิถุนายน 2569 – สถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในจังหวัดเชียงรายติดตามอย่างใกล้ชิด หลังผลตรวจหลายรอบพบสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินค่ามาตรฐานในบางจุด ทำให้เกิดคำถามสำคัญทั้งเรื่องความปลอดภัยของน้ำประปา การบริโภคปลา การใช้น้ำในชีวิตประจำวัน และผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

จังหวัดเชียงรายจึงระดมหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน ร่วมเวทีเสวนาวิชาการสาธารณะเรื่อง หนึ่งปีของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง บทเรียนสากล สถานการณ์จริง พิษวิทยา และอนาคตพืชอาหาร เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่ออธิบายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ลดความสับสน และกำหนดแนวทางติดตามผลกระทบในระยะยาว

ประเด็นสำคัญจากเวทีครั้งนี้คือ การยืนยันว่าน้ำประปาที่ผ่านกระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพยังสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ตามปกติ ขณะที่น้ำจากแหล่งธรรมชาติโดยตรงยังต้องผ่านการบำบัดก่อนนำมาใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ตรวจพบโลหะหนักเกินมาตรฐาน รายละเอียดจากเวทีและข้อมูลประกอบข่าวปรากฏในเอกสารที่ผู้ใช้จัดส่งมา

จากความกังวลของประชาชนสู่การเปิดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

ปัญหามลพิษน้ำข้ามพรมแดนได้รับความสนใจต่อเนื่อง หลังมีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในลำน้ำที่ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำเข้าสู่ประเทศไทย รวมถึงข้อกังวลต่อกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำจึงไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องคุณภาพน้ำ แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของปลา พืชผลทางการเกษตร และสุขภาพของคนในชุมชน

การประเมินสถานการณ์ดังกล่าวไม่สามารถอาศัยผลตรวจเพียงครั้งเดียว เพราะคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล ปริมาณฝน ระดับน้ำ การไหลของตะกอน และตำแหน่งที่เก็บตัวอย่าง ผลตรวจจากจุดหนึ่งจึงไม่ควรถูกนำไปเหมารวมว่าแม่น้ำทั้งสายมีระดับความเสี่ยงเท่ากัน

ข้อมูลที่ประชาชนต้องการจึงควรมีความชัดเจนว่า จุดใดพบสารชนิดใด มีค่าเท่าใด เกินมาตรฐานมากน้อยเพียงใด และน้ำในจุดนั้นถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด การรายงานเพียงว่าพบสารหนูเกินมาตรฐานอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก แต่การอธิบายบริบทอย่างครบถ้วนจะช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

ปลาแค้มีก้อนแผลไม่ใช่มะเร็ง แต่ยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือกรณีปลาแค้ที่พบตุ่มหรือก้อนแผลตามลำตัว จนเกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นโรคมะเร็งหรือเกิดจากการสะสมสารก่อมะเร็ง

ผลการศึกษาที่นำเสนอโดย Prof. Danny D. Reible จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสเทค สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ความผิดปกติดังกล่าวไม่ได้เกิดจากมะเร็ง แต่เกี่ยวข้องกับการติดพยาธิและการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยได้รับการยืนยันจากการผ่าพิสูจน์และการตรวจทางโลหิตวิทยา

อย่างไรก็ตาม ผลตรวจดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าระบบนิเวศไม่มีปัญหา เนื่องจากปลาแค้เป็นปลาหน้าดินที่มีความแข็งแรงและใช้ชีวิตใกล้ตะกอน การพบปลาป่วยอาจสะท้อนว่าสภาพแวดล้อมทางน้ำกำลังเปลี่ยนแปลง จนทำให้ภูมิคุ้มกันของปลาอ่อนแอลงและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

ปลาหน้าดินจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนของระบบนิเวศ แม้สาเหตุของแผลจะไม่ใช่มะเร็ง แต่ยังจำเป็นต้องตรวจสอบต่อว่า ตะกอนมีสารปนเปื้อนหรือไม่ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลาลดลงหรือไม่ และอัตราการเกิดความผิดปกติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

นักวิชาการจึงเสนอให้ติดตามทั้งคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ควรพิจารณาผลตรวจน้ำเพียงด้านเดียว เพราะโลหะหนักบางชนิดอาจมีปริมาณต่ำในน้ำ แต่สะสมอยู่ในตะกอนหรือในอวัยวะของสัตว์น้ำได้

แม่น้ำกกพบสารหนูเกินมาตรฐานบางจุด

กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยผลติดตามคุณภาพน้ำผิวดินครั้งที่ 19 จากการเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 19 ถึง 22 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวม 22 จุด

ผลตรวจพบว่าโลหะหนักหลายชนิด ได้แก่ แคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี และปรอท ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานน้ำผิวดินที่กำหนดไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางพื้นที่

แม่น้ำกกพบสารหนูเกินมาตรฐาน 4 จุด ได้แก่ สะพานท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ พบ 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร สะพานมิตรภาพแม่นาวางถึงท่าตอน พบ 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร สะพานมิตรภาพแม่ยาวถึงดอยฮาง จังหวัดเชียงราย พบ 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร และสะพานข้ามแม่น้ำกกในจังหวัดเชียงราย พบ 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร

ค่าที่พบสูงกว่ามาตรฐานในระดับแตกต่างกัน จึงต้องติดตามแนวโน้มต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนัก น้ำหลาก และหลังน้ำลด เพราะการพัดพาตะกอนอาจทำให้ระดับสารปนเปื้อนเปลี่ยนแปลงได้

แม่น้ำสายพบทั้งสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส

พื้นที่ที่ต้องจับตามองมากเป็นพิเศษคือแม่น้ำสาย เนื่องจากผลตรวจบางจุดพบโลหะหนักมากกว่าหนึ่งชนิดเกินค่ามาตรฐาน

บริเวณบ้านหัวฝาย อำเภอแม่สาย พบสารหนู 0.041 มิลลิกรัมต่อลิตร และตะกั่ว 0.056 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานตะกั่วต้องไม่เกิน 0.050 มิลลิกรัมต่อลิตร

บริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2 พบสารหนู 0.037 มิลลิกรัมต่อลิตร และตะกั่ว 0.052 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนบ้านป่าซางงาม ตำบลเกาะช้าง พบสารหนู 0.039 มิลลิกรัมต่อลิตร ตะกั่ว 0.056 มิลลิกรัมต่อลิตร และแมงกานีส 1.40 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไม่เกิน 1.00 มิลลิกรัมต่อลิตร

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่แม่น้ำสายจำเป็นต้องมีมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้น โดยเฉพาะการใช้น้ำธรรมชาติโดยตรง การขุดลอกตะกอน และการจัดการตะกอนหลังน้ำท่วม เพื่อป้องกันไม่ให้สารปนเปื้อนถูกกระจายเข้าสู่ชุมชนหรือพื้นที่เกษตร

ในช่วงเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคง จังหวัดเชียงราย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เร่งซ่อมแซมพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรตลอดแนวลำน้ำสาย โดยงานมีความคืบหน้ามากกว่าร้อยละ 60 เพื่อป้องกันน้ำล้นตลิ่งในช่วงฤดูฝน อย่างไรก็ตาม การป้องกันน้ำท่วมและการจัดการมลพิษต้องดำเนินไปพร้อมกัน เพราะหากน้ำหลากพัดพาตะกอนเข้าสู่บ้านเรือน ผลกระทบอาจยังคงอยู่หลังน้ำลด

แม่น้ำรวกยังต้องเฝ้าระวัง ส่วนแม่น้ำโขงรอบนี้ผ่านเกณฑ์

ผลตรวจในแม่น้ำรวกพบสารหนูเกินมาตรฐาน 2 จุด ได้แก่ บริเวณสถานีสูบน้ำเกาะช้างของการประปาส่วนภูมิภาค พบ 0.020 มิลลิกรัมต่อลิตร และบริเวณตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน พบ 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร

สำหรับแม่น้ำโขง ผลตรวจในรอบเดียวกันไม่พบสารหนูหรือโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ของแต่ละลำน้ำแตกต่างกัน ไม่ควรสรุปกว้าง ๆ ว่าแม่น้ำทุกสายในภาคเหนือมีการปนเปื้อนในระดับเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การไม่พบค่าเกินมาตรฐานในรอบหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยตลอดเวลา เพราะคุณภาพน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการไหลของน้ำและตะกอน ข้อมูลทุกครั้งจึงต้องระบุวันเก็บตัวอย่าง จุดตรวจ และประเภทของตัวอย่างอย่างชัดเจน

น้ำธรรมชาติกับน้ำประปาต้องแยกออกจากกัน

ประเด็นที่ประชาชนสับสนมากที่สุดคือ ความแตกต่างระหว่างน้ำในแม่น้ำกับน้ำประปา น้ำจากแม่น้ำเป็นน้ำดิบที่ยังไม่ได้ผ่านระบบผลิต จึงอาจมีตะกอน เชื้อโรค และสารปนเปื้อนตามธรรมชาติหรือจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะที่น้ำประปาต้องผ่านการตกตะกอน การกรอง การฆ่าเชื้อ และการตรวจคุณภาพก่อนจ่ายเข้าสู่บ้านเรือน

การประปาส่วนภูมิภาคยืนยันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ว่าน้ำประปาที่ผลิตและจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังยังผ่านเกณฑ์มาตรฐาน สามารถใช้เพื่ออุปโภคบริโภคได้ พร้อมจัดสรรงบประมาณมากกว่า 9.25 ล้านบาท สำหรับตรวจโลหะหนักและสารปนเปื้อน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพระบบผลิตน้ำ

ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือหยุดใช้น้ำประปา หากผลตรวจจากหน่วยงานยังยืนยันว่าผ่านมาตรฐาน แต่ควรติดตามประกาศใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากหรือเกิดความผิดปกติในแหล่งน้ำดิบ

ส่วนน้ำจากแม่น้ำ บ่อ หรือน้ำผิวดิน ไม่ควรนำมาดื่มหรือประกอบอาหารโดยตรง แม้น้ำจะดูใสและไม่มีกลิ่น เพราะโลหะหนักหลายชนิดไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

การต้มน้ำไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้

ดร.ยุทธพงษ์ ทองพบ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ระบุว่า การต้มน้ำไม่สามารถกำจัดสารหนูหรือตะกั่วได้ เนื่องจากโลหะหนักไม่หายไปเมื่อน้ำเดือด และหากน้ำระเหยออก อาจทำให้สารที่เหลือมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น

ครัวเรือนที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติควรใช้ระบบกรองที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดโลหะหนักโดยเฉพาะ พร้อมตรวจสอบและเปลี่ยนวัสดุกรองตามกำหนด การติดตั้งเครื่องกรองโดยไม่บำรุงรักษาอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรือเกิดการสะสมของสารปนเปื้อนในระบบ

ประชาชนควรเลือกใช้น้ำประปาหรือน้ำดื่มบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตสำหรับดื่มและประกอบอาหาร ส่วนการใช้น้ำธรรมชาติเพื่อซักล้างหรือทำกิจกรรมอื่น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานในพื้นที่

สารหนูและตะกั่วเสี่ยงจากการสะสมระยะยาว

นักวิชาการอธิบายว่า สารหนูและตะกั่วสามารถสะสมในผิวหนัง เส้นผม ปอด ตับ และไต รวมถึงส่งผลต่อระบบประสาท ระบบหัวใจ และหลอดเลือด ผลกระทบส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการได้รับสารซ้ำ ๆ ในระยะยาวประมาณ 5 ถึง 10 ปี มากกว่าการเกิดพิษเฉียบพลันจากการสัมผัสเพียงครั้งเดียว

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ จุดด่างดำบนผิวหนัง อาการชาปลายมือปลายเท้า อ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้อง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ควรวินิจฉัยตนเองว่าได้รับสารหนู เพราะอาการอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้ จำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินร่วมกับประวัติการใช้น้ำ อาหาร อาชีพ และระยะเวลาที่สัมผัส

กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ชาวประมง และผู้ที่สัมผัสน้ำหรือตะกอนจากแม่น้ำเป็นประจำ จังหวัดจึงควรจัดทำระบบติดตามสุขภาพในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรรอให้มีผู้ป่วยจำนวนมากก่อนเริ่มตรวจสอบ

เนื้อปลาส่วนใหญ่ยังผ่านเกณฑ์ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องใน

ผลตรวจที่นำเสนอในเวทีระบุว่า ในช่วงประมาณหนึ่งปี พบตัวอย่างเนื้อปลาเกินมาตรฐานเพียง 1 ตัวอย่าง ขณะที่เครื่องในปลาพบเกินมาตรฐานประมาณร้อยละ 30 เนื่องจากอวัยวะภายใน เช่น ตับและไต เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกรองและสะสมสาร จึงมีแนวโน้มพบโลหะหนักสูงกว่าเนื้อปลา

นักวิชาการจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลาจากพื้นที่เฝ้าระวัง และเลือกปลาจากแหล่งที่สามารถตรวจสอบที่มาได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าปลาทุกตัวในแม่น้ำมีการปนเปื้อน หรือปลาจากเชียงรายทั้งหมดไม่ปลอดภัย

หน่วยงานประมงควรเปิดเผยผลตรวจโดยระบุชนิดปลา จุดจับปลา จำนวนตัวอย่าง และวันที่เก็บตัวอย่าง เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม การสื่อสารแบบเหมารวมอาจกระทบชาวประมง ร้านอาหาร และผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งผลตรวจยังผ่านเกณฑ์

สำหรับการหุงข้าว นักวิชาการเสนอให้ล้างข้าวหลายครั้ง หรืออาจต้มข้าวในน้ำเดือดประมาณ 5 นาทีแล้วเทน้ำแรกทิ้งก่อนหุงต่อ วิธีดังกล่าวอาจช่วยลดสารหนูบางส่วนได้ แต่ต้องใช้น้ำสะอาด เพราะหากน้ำที่ใช้มีสารปนเปื้อน ข้าวอาจดูดซึมสารเพิ่มขึ้นแทน

เตรียมพัฒนาฐานข้อมูลออนไลน์และ QR Code

ทีมวิจัยมีแผนจัดทำเว็บไซต์และระบบตรวจสอบข้อมูลผ่าน QR Code เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงผลคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน และสารปนเปื้อนในสัตว์น้ำได้สะดวกขึ้น พร้อมเตรียมลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในช่องว่างระหว่างตะกอนในเดือนกรกฎาคม 2569 รวมถึงติดตามความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลาและผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร

ระบบดังกล่าวควรแสดงข้อมูลในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจง่าย เช่น แผนที่จุดตรวจ วันที่เก็บตัวอย่าง ค่าที่ตรวจพบ ค่ามาตรฐาน และคำแนะนำสำหรับการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ โดยต้องแยกให้ชัดว่าเป็นผลตรวจน้ำดิบ น้ำประปา ตะกอน หรือสัตว์น้ำ เพราะแต่ละประเภทใช้เกณฑ์ประเมินแตกต่างกัน

การเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดข่าวลือและสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการประกาศเพียงว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย ประชาชนควรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าแต่ละจุดมีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลง และหน่วยงานดำเนินมาตรการอะไรหลังพบค่าเกินมาตรฐาน

เชียงรายเดินหน้าทั้งแผนรับน้ำท่วมและการจัดการน้ำระยะยาว

นอกจากปัญหามลพิษ จังหวัดเชียงรายยังเร่งเตรียมรับมือน้ำท่วมฤดูฝน 2569 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นด่านหน้าใน 3 ระยะ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมก่อนน้ำหลาก การรับมือระหว่างเกิดเหตุ และการเยียวยาหลังน้ำลด

มาตรการสำคัญครอบคลุมการขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตรวจสอบเครื่องสูบน้ำ ซักซ้อมแผนอพยพ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน และเร่งจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะพื้นที่แม่สายที่ได้รับผลกระทบหนักจากอุทกภัยปี 2567

จังหวัดเชียงรายยังได้รับการส่งมอบแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะ 5 ปี พร้อมโครงการต้นแบบ 4 โครงการ ได้แก่ แผนที่ความเสียหายจากน้ำท่วมเขตเมือง ระบบเตือนภัยน้ำท่วมระดับท้องถิ่น การปรับปรุงฝายเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุน และระบบกำจัดสารหนูสำหรับน้ำอุปโภคบริโภค

การเชื่อมแผนรับน้ำท่วมเข้ากับแผนเฝ้าระวังมลพิษมีความสำคัญ เพราะน้ำหลากไม่ได้พัดพาเพียงน้ำและโคลน แต่สามารถกระจายตะกอนที่มีสารปนเปื้อนไปยังบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และแหล่งน้ำชุมชนได้ด้วย





สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]

Most popular