อบจ.เชียงราย จับมือจังหวัดคยองซังนัมโดเกาหลีใต้ วางรากฐานวัฒนธรรมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์สู่ระดับสากล
-
อบจ.เชียงราย ประชุมร่วมกับจังหวัดคยองซังนัมโด เกาหลีใต้ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม
-
มุ่งกำหนดแผนงานปี 2569-2570 ผ่านโครงการศิลปินพำนัก (Artists-in-Residence) และนิทรรศการออนไลน์ 3 ภาษา
-
ดึงองค์ความรู้จากเมืองจินจู เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก เพื่อพัฒนาแบรนด์และการบริหารพื้นที่ศิลปะ
-
ใช้กลไกการทูตระดับท้องถิ่นขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์และท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์โดยตรง ไม่ต้องรอส่วนกลาง
-
ตั้งเป้าหมายกระจายรายได้สู่ช่างฝีมือชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงรายอย่างจับต้องได้
อบจ.เชียงรายจับมือคยองซังนัมโด วางรากฐานความร่วมมือศิลปวัฒนธรรมไทย–เกาหลี ดันซอฟต์พาวเวอร์สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
เชียงราย,16 มิถุนายน 2569 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเดินหน้าขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านการหารือโครงการแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรมกับจังหวัดคยองซังนัมโด สาธารณรัฐเกาหลี โดยมุ่งนำจุดแข็งด้านศิลปะ หัตถกรรม และทุนวัฒนธรรมของทั้งสองพื้นที่มาต่อยอดสู่กิจกรรมที่สร้างประโยชน์แก่ศิลปิน ชุมชน ผู้ประกอบการ และภาคการท่องเที่ยว
การประชุมจัดขึ้น ณ ห้องประชุมธรรมรับอรุณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมการหารือ พร้อมด้วยนางอุบลรัตน์ พ่วงภิญโญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานวางแผนและงบประมาณ
ฝ่ายจังหวัดคยองซังนัมโดนำโดยนายชเว ยงซอก ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมและศิลปะแห่งจังหวัดคยองซังนัมโด การประชุมครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการพบปะเชิงพิธีการ เพราะทั้งสองฝ่ายได้เริ่มวางกรอบความร่วมมือระยะต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม
จากห้องประชุมสู่โอกาสใหม่ของเชียงราย
สาระสำคัญของการหารือครอบคลุมการเตรียมต้อนรับคณะผู้แทนจากคยองซังนัมโด การกำหนดเส้นทางศึกษาดูงาน และการพิจารณาจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงกิจกรรมที่จะดำเนินการในช่วงปี 2569 ถึง 2570 ได้แก่ นิทรรศการออนไลน์ โครงการศิลปินพำนัก และกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างศิลปินไทยกับเกาหลีใต้
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า เชียงรายกำลังใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้อาจเปิดพื้นที่ใหม่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ นักออกแบบ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการชุมชนได้เรียนรู้มาตรฐานการทำงานในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากจำนวนกิจกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าศิลปินและชุมชนสามารถเข้าถึงโอกาสได้มากเพียงใด รวมถึงผลงานที่เกิดขึ้นสามารถสร้างรายได้และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริงหรือไม่
คยองซังนัมโดกับต้นทุนด้านวัฒนธรรมระดับสากล
จุดแข็งสำคัญของจังหวัดคยองซังนัมโดอยู่ที่เมืองจินจู ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน เมื่อปี 2562 ข้อมูลของยูเนสโกระบุว่า จินจูมีประวัติด้านงานหัตถกรรมและอุตสาหกรรมผ้าไหมยาวนาน เมืองยังมีช่างฝีมือและผู้ประกอบการที่สืบทอดงานไม้ งานโลหะ มีดประดับ และศิลปะพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จินจูยังใช้เทศกาลและกิจกรรมสร้างสรรค์เชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเมือง
การร่วมมือกับคยองซังนัมโดจึงอาจช่วยให้เชียงรายได้เรียนรู้มากกว่ารูปแบบการจัดแสดงงาน เพราะเกาหลีใต้มีประสบการณ์ในการสร้างระบบบริหารวัฒนธรรม ตั้งแต่การพัฒนาศิลปิน การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสื่อสารสู่ตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกัน เชียงรายมีฐานทุนทางวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งศิลปะล้านนา งานออกแบบร่วมสมัย สถาปัตยกรรม งานหัตถกรรม และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์
เมื่อเชื่อมทุนวัฒนธรรมสองพื้นที่เข้าด้วยกัน ผลลัพธ์จึงอาจเกิดเป็นผลงานรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำศิลปะสองชาติมาวางคู่กัน แต่เป็นการร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ นิทรรศการ และประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเรื่องราวร่วมกัน
เชียงรายมีต้นทุนพร้อม แต่ต้องสร้างระบบรองรับ
เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะร่วมสมัยมาอย่างยาวนาน ทั้งวัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น วัดห้วยปลากั้ง และพื้นที่สร้างสรรค์ของกลุ่มศิลปินในจังหวัด นอกจากนี้ เชียงรายยังมีทุนวัฒนธรรมชุมชนจำนวนมาก ตั้งแต่งานปักผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ งานทอผ้า งานเครื่องเงิน งานจักสาน ไปจนถึงวัฒนธรรมกาแฟบนพื้นที่สูง ต้นทุนเหล่านี้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูง แต่การเติบโตในตลาดต่างประเทศจำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการออกแบบ การควบคุมคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ การจดทรัพย์สินทางปัญญา และช่องทางจำหน่าย
ดังนั้น การแลกเปลี่ยนกับคยองซังนัมโดควรมุ่งสร้างความรู้ที่นำกลับมาใช้ในพื้นที่ได้จริง ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเดินทางศึกษาดูงาน หรือการจัดแสดงผลงานระยะสั้น ตัวอย่างเช่น ช่างฝีมือเชียงรายอาจร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์กับนักออกแบบเกาหลีใต้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากจินจูอาจถ่ายทอดแนวทางการจัดนิทรรศการ การบริหารพื้นที่ศิลปะ และการสร้างแบรนด์เมือง
โครงการศิลปินพำนักอาจเป็นหัวใจสำคัญ
หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับการหารือ คือโครงการศิลปินพำนัก หรือ Artists-in-Residence ซึ่งเปิดโอกาสให้ศิลปินเดินทางไปใช้ชีวิตและสร้างผลงานในอีกพื้นที่หนึ่ง โครงการลักษณะนี้มีคุณค่ามากกว่าการฝึกอบรม เพราะศิลปินจะได้สัมผัสวิถีชีวิต วัตถุดิบ เทคนิค และความคิดของชุมชนเจ้าบ้านโดยตรง
ศิลปินเชียงรายอาจนำลวดลายล้านนา งานไม้ หรือวัสดุท้องถิ่นไปทดลองร่วมกับเทคนิคงานหัตถกรรมของจินจู ขณะเดียวกัน ศิลปินเกาหลีใต้อาจเรียนรู้การตีความพุทธศิลป์ งานปักชาติพันธุ์ หรือภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติจากเชียงราย หากมีการจัดทำหลักสูตรและเป้าหมายชัดเจน โครงการศิลปินพำนักอาจสร้างผลงานต้นแบบที่ต่อยอดเป็นนิทรรศการ สินค้าศิลปะ หรือคอลเลกชันร่วมระหว่างสองประเทศได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดหลักเกณฑ์คัดเลือกอย่างโปร่งใส พร้อมเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่และช่างฝีมือจากชุมชนเข้าร่วมอย่างทั่วถึง


นิทรรศการออนไลน์ขยายผู้ชมข้ามพรมแดน
อีกแนวทางหนึ่งคือการจัดนิทรรศการออนไลน์ เพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปินเชียงรายและคยองซังนัมโดสู่ผู้ชมในต่างประเทศ นิทรรศการดิจิทัลช่วยลดข้อจำกัดด้านสถานที่และต้นทุนการขนส่ง ขณะเดียวกัน ผู้ชมสามารถเข้าถึงเรื่องราวของผลงานได้ทุกเวลา อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มออนไลน์จะสร้างประโยชน์ได้มากขึ้น เมื่อเชื่อมโยงกับระบบขายสินค้า การนัดหมายทางธุรกิจ และข้อมูลติดต่อของศิลปิน เนื้อหาบนแพลตฟอร์มควรนำเสนออย่างน้อยสามภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมและผู้ซื้อในระดับนานาชาติ
นอกจากนี้ ควรจัดทำฐานข้อมูลศิลปินและงานหัตถกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมระบุแหล่งที่มา วัสดุ เทคนิค และเรื่องราวของชุมชนอย่างชัดเจน แนวทางนี้จะช่วยให้ผลงานของเชียงรายถูกค้นพบผ่านระบบค้นหา รวมถึงมีโอกาสปรากฏในคำตอบของระบบปัญญาประดิษฐ์และแพลตฟอร์มค้นหาสมัยใหม่
ศิลปวัฒนธรรมเชื่อมเศรษฐกิจได้อย่างไร
คำถามสำคัญคือ ความร่วมมือทางวัฒนธรรมจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้อย่างไร
ประการแรก กิจกรรมแลกเปลี่ยนสามารถเพิ่มจำนวนนักเดินทางกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่สนใจศิลปะ งานออกแบบ อาหาร และวิถีชุมชน ประการต่อมา งานหัตถกรรมที่ได้รับการพัฒนาด้านดีไซน์และมาตรฐาน อาจเข้าถึงตลาดเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ เรื่องราว และความประณีตของสินค้า
นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ยังช่วยเพิ่มทักษะของผู้ประกอบการเชียงราย ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การถ่ายภาพสินค้า ไปจนถึงการตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รายได้ที่เกิดขึ้นจึงอาจกระจายไปยังหลายกลุ่ม ทั้งศิลปิน ช่างฝีมือ ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร และธุรกิจนำเที่ยว อย่างไรก็ตาม หน่วยงานควรกำหนดตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจสอบได้ เช่น จำนวนศิลปินที่เข้าร่วม มูลค่าการซื้อขายสินค้า จำนวนผู้เข้าชมนิทรรศการ และรายได้ที่เกิดขึ้นในชุมชน
ซอฟต์พาวเวอร์ต้องสร้างรายได้และความเชื่อมั่น
ในระดับโลก เกาหลีใต้ยังคงมีสถานะโดดเด่นด้านซอฟต์พาวเวอร์ โดยดัชนี Global Soft Power Index 2026 จัดให้เกาหลีใต้อยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 ได้คะแนน 45.0 จาก 100 คะแนน และมีจุดแข็งด้านอาหาร ความสนุก ผู้คน และวัฒนธรรม
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า วัฒนธรรมสามารถสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือให้ประเทศได้ แต่การเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้กลายเป็นรายได้จำเป็นต้องมีนโยบาย ระบบตลาด และความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างเชียงรายกับคยองซังนัมโดจึงมีความหมายในฐานะการทูตระดับท้องถิ่น เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ตรงกับทุนและความต้องการของพื้นที่
แนวทางนี้ยังช่วยให้การพัฒนาไม่ต้องรอนโยบายจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพราะจังหวัดสามารถสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนาโครงการร่วมกับต่างประเทศได้โดยตรง ภายใต้กรอบกฎหมายและแผนพัฒนาท้องถิ่น
เส้นทางวัฒนธรรมอาจต่อยอดการท่องเที่ยวคุณภาพ
การเตรียมเส้นทางศึกษาดูงานสำหรับคณะผู้แทนคยองซังนัมโดถือเป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะเส้นทางดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ เส้นทางอาจเชื่อมพื้นที่ศิลปะสำคัญกับชุมชนหัตถกรรม แหล่งกาแฟ และวิถีชาติพันธุ์ โดยไม่ควรเน้นเฉพาะสถานที่ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น ชุมชนควรมีบทบาทในการออกแบบกิจกรรม เล่าเรื่อง และกำหนดรูปแบบการต้อนรับ เพื่อป้องกันไม่ให้วัฒนธรรมถูกนำเสนออย่างผิวเผิน ขณะเดียวกัน รายได้จากการท่องเที่ยวควรกระจายไปยังผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นไกด์ท้องถิ่น กลุ่มแม่บ้าน ช่างฝีมือ หรือเจ้าของโฮมสเตย์ หากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เชียงรายอาจพัฒนาเส้นทางศิลปวัฒนธรรมไทย–เกาหลี ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว นักศึกษา ศิลปิน และผู้สนใจงานออกแบบจากทั้งสองประเทศ
ความท้าทายอยู่ที่การเปลี่ยนแผนให้เกิดผลจริง
แม้กรอบความร่วมมือมีศักยภาพสูง แต่หลายประเด็นยังต้องติดตาม ทั้งรายละเอียดของ MOU งบประมาณ ระยะเวลาดำเนินงาน และกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ ควรมีคณะทำงานร่วมที่ประกอบด้วยภาครัฐ ศิลปิน สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และตัวแทนชุมชน เพื่อให้การตัดสินใจครอบคลุมหลายมิติ
การสื่อสารความคืบหน้าต่อสาธารณะก็มีความสำคัญ เพราะประชาชนควรทราบว่าแต่ละกิจกรรมใช้งบประมาณเท่าใด มีเป้าหมายอย่างไร และสร้างผลลัพธ์อะไรให้จังหวัด ส่วนการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลควรคำนึงถึงความต่อเนื่อง เนื่องจากหลายโครงการมักหยุดดำเนินงานหลังสิ้นสุดงบประมาณ ดังนั้น ระบบที่พัฒนาขึ้นควรมีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน พร้อมแผนดูแลข้อมูลและสร้างเนื้อหาใหม่อย่างสม่ำเสมอ
ก้าวแรกของความร่วมมือที่ต้องจับตามอง
การประชุมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ถือเป็นก้าวแรกของการเชื่อมโยงเชียงรายกับจังหวัดคยองซังนัมโดผ่านศิลปวัฒนธรรม หากแผนงานในช่วงปี 2569 ถึง 2570 เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือนี้อาจสร้างทั้งผลงานศิลปะใหม่ โอกาสทางการตลาด และเส้นทางท่องเที่ยวที่แตกต่างจากเดิม ประโยชน์สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เพียงภาพถ่ายการประชุม หรือการลงนามในเอกสาร แต่คือการทำให้ศิลปิน ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการเชียงรายสามารถยกระดับผลงาน เข้าถึงตลาดใหม่ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง จากศิลปะล้านนาสู่หัตถกรรมจินจู ระยะทางระหว่างเชียงรายกับคยองซังนัมโดอาจไกลหลายพันกิโลเมตร แต่ความร่วมมือครั้งนี้กำลังทำให้สองพื้นที่เข้าใกล้กันผ่านภาษาเดียวกัน นั่นคือภาษาแห่งความคิดสร้างสรรค์
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
-
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลการประชุมโครงการความร่วมมือแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรม วันที่ 16 มิถุนายน 2569
-
องค์การยูเนสโก ข้อมูลเมืองจินจูในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ สืบค้นวันที่ 16 มิถุนายน 2569
-
Brand Finance รายงาน Global Soft Power Index 2026 และข้อมูลอันดับของประเทศไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี เผยแพร่เดือนมกราคม 2569