อุตสาหกรรมการบินเชียงราย โครงการอุโมงค์ขัวแคร่เริ่มแล้ว จับตา MRO และภาษีสนามบินใหม่

[Sassy_Social_Share]


Summary


สนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ก้าวสู่ฮับโลจิสติกส์นานาชาติ อุโมงค์ขัวแคร่ 649 ล้านเริ่มแล้ว MRO-ล้านนา-PSC ปมร้อนที่อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญพร้อมกัน

เชียงราย/กรุงเทพฯ,15 มิถุนายน 2569 — เมื่อรันเวย์ของเชียงรายกำลังพาเมืองชายแดนสู่เวทีโลกในห้วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2569 คลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่กำลังซัดเข้าหาอุตสาหกรรมการบินภาคเหนือพร้อมกันหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังก่อสร้าง การลงทุนจากญี่ปุ่นที่หลั่งไหลเข้ามา และการถกเถียงด้านนโยบายที่ส่งผลถึงนักเดินทางทุกคน

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย (ทชร.) วันนี้ไม่ใช่แค่สนามบินชายแดน แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นชิ้นส่วนสำคัญในกระดานหมากรุกเศรษฐกิจภาคเหนือที่ใหญ่กว่าที่เห็น

อุโมงค์ขัวแคร่ 649 ล้านบาท ทางเข้าสนามบินที่ต้องรอ 3 ปี

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายราชัณย์ น้อยชื่น รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 ฝ่ายปฏิบัติการ เป็นประธานการประชุมแผนการจัดการจราจรระหว่างก่อสร้างโครงการอุโมงค์ทางลอดที่สี่แยกขัวแคร่ จุดตัดระหว่างทางหลวงหมายเลข 1 กับทางหลวงหมายเลข 1418 ซึ่งเป็นทางเข้าสู่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย

สี่แยกขัวแคร่เป็นจุดที่ชาวเชียงรายรู้จักดีในฐานะคอขวดจราจรที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากมาเนิ่นนาน เพราะเป็นทั้งเส้นทางขนส่งสินค้าหนักและเส้นทางหลักสู่สนามบิน กรมทางหลวงจึงดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดเพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร โดยมีบริษัท อุดมศักดิ์ เชียงใหม่ จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เริ่มสัญญาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 สิ้นสุดวันที่ 21 มกราคม 2572 ระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน มูลค่าค่างานรวม 649,500,000 บาท

ในที่ประชุม ได้ร่วมกันพิจารณาแผนผังการติดตั้งป้ายและเครื่องหมายจราจรระหว่างก่อสร้าง รวมถึงแนวทางการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างและเสาไฟฟ้าบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เชียงราย 2 เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุดในระหว่างก่อสร้าง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรบนถนนพหลโยธิน ลดอุบัติเหตุ และทำให้การเดินทางเข้าสู่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสนามบิน

MRO เชียงราย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่รออยู่เบื้องหลัง

ระหว่างวันที่ 25 ถึง 27 พฤษภาคม 2569 นายสันติเวช ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่ ได้ต้อนรับคณะจากสำนักบริหารโครงการเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ กองวิศวกรรมระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ และกองออกแบบและติดตั้งระบบวิศวกรรม ในการประชุมติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาสนามบิน 3 รายการพร้อมกัน ได้แก่ ความคืบหน้าการพัฒนาโครงการสนามบินล้านนา การเตรียมการรองรับโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน MRO ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และการเตรียมการรองรับแผนการขยายความยาวทางวิ่งสนามบินลำปาง

โครงการ MRO ที่เชียงรายถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ภาคเหนือ เพราะนอกจากจะสร้างงานและรายได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับ ทชร. จากสนามบินที่รับ-ส่งผู้โดยสาร ไปสู่ศูนย์กลางธุรกิจโลจิสติกส์การบินระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ นาวาอากาศเอกสกรรจ์ อุดล รักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ได้นำเสนอในเวทีระดับโลก

เชียงรายในเวที ACI โลก ทชร. ประกาศ Smart and Green Airport

ในวันที่ 12 ถึง 14 พฤษภาคม 2569 นาวาอากาศเอกสกรรจ์ อุดล ได้เข้าร่วมการประชุม Airports Council International Asia-Pacific and Middle East Regional Assembly, Conference and Exhibition 2026 (ACI APAC and MID RACE) ซึ่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน และนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์ โดยมีตัวแทนจากอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวกว่า 400 ราย จาก 44 ประเทศและสนามบินกว่า 600 แห่งทั่วโลกเข้าร่วม

การประชุมภายใต้หัวข้อ “Airports as Engines of Shared Prosperity” มุ่งนำเสนอบทบาทของท่าอากาศยานในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว โดย ทชร. ได้ประกาศยุทธศาสตร์การเป็นธุรกิจโลจิสติกส์การบินระดับนานาชาติ พร้อมนำ Smart and Green Airport Technology มาใช้เพื่อลด Carbon Footprint ตามมาตรฐาน ACI และมุ่งสู่การให้บริการแบบ Seamless Passenger Experience หรือการเดินทางไร้รอยต่อ

ญี่ปุ่นทุ่ม 2,600 ล้าน ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานส่งโลก ไทยคือ Global Core Factory

ขณะที่สนามบินกำลังยกระดับตัวเอง อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานก็กำลังส่งสัญญาณบวกชัดเจน บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด ในเครือมินีแบมิตซูมิ ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวอาคารโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดลพบุรีในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2,600 ล้านบาท ภายใต้การสนับสนุนจากบีโอไอ เพื่อผลิตชิ้นส่วนอากาศยานที่มีความแม่นยำสูง เช่น Ball, Race Bush, Bolt และ Sleeve บนพื้นที่โรงงาน 16,500 ตารางเมตร พร้อมระบบออโตเมชั่นสำหรับผลิตชิ้นส่วนขับเคลื่อนและโครงสร้างเครื่องบิน

สิ่งที่ทำให้การลงทุนครั้งนี้น่าจับตามากกว่าการขยายโรงงานธรรมดา คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่าไทยจะเป็น “ฐานการผลิตหลักระดับโลก” สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่มบริษัท พร้อมแผนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

มินีแบมิตซูมิไม่ใช่หน้าใหม่ในไทย บริษัทเลือกไทยเป็นฐานการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นที่สำคัญที่สุดมาตั้งแต่ปี 2525 มีการลงทุนสะสมทะลุ 115,000 ล้านบาท ผ่าน 65 โครงการ จ้างงานคนไทยกว่า 31,000 คน และครองแชมป์ฐานการผลิต Miniature Ball Bearings ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยผลิตภัณฑ์ด้านอากาศยานได้รับการรับรองจากทั้ง Airbus และ Boeing มาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ

คัตสึฮิโกะ โยชิดะ ประธาน COO และ CFO ของกลุ่มมินีแบมิตซูมิ อธิบายเหตุผลที่เลือกไทยว่า “ท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงานในต่างประเทศที่กำลังบีบรัดและสร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเชนการบินทั่วโลก ประเทศไทยกลับสามารถรักษาเสถียรภาพการผลิตได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หาได้ยากในภูมิทัศน์การผลิตโลกยุคปัจจุบัน”

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มองว่าการตัดสินใจนี้ส่งสัญญาณบวกชัดเจนถึงศักยภาพของไทยว่า “นี่คือก้าวสำคัญที่จะช่วยอัปสเกลอุตสาหกรรมไทยไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สร้างงานที่มีคุณภาพ และเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บุคลากรในประเทศ”

โทนี่ เฟอร์นานเดส ส่งสัญญาณเตือน PSC 1,120 บาท อาจทำลาย Demand นักเดินทาง

ท่ามกลางภาพการพัฒนาที่สดใส มีเสียงเตือนสำคัญดังขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้งกลุ่มแอร์เอเชียและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแคปิตอล เอ ออกมาเสนอให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ทบทวนการปรับอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) เป็น 1,120 บาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

กรุงเทพธุรกิจ เผยโทนี่ชี้ว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันไม่เหมาะกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม เพราะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น และผู้บริโภคแบกภาระสูงอยู่แล้ว การเพิ่ม PSC จะยิ่งกดดันความต้องการเดินทาง โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารสายการบินราคาประหยัดที่ค่าตั๋วอยู่เพียงหลักร้อยถึงหลักพัน

“คนบินเฟิร์สคลาสด้วยบัตรโดยสารหลักแสน ค่า PSC ที่เพิ่มมาเป็น 1,120 บาทอาจไม่ได้มากมาย แต่สำหรับผู้โดยสารหรือนักท่องเที่ยวที่บินโลวคอสต์ที่ค่าบัตรโดยสารราคาหลักร้อยหรือหลักพันต้น การปรับเพิ่มนี้ย่อมส่งผลสำคัญและกระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง” โทนี่กล่าว

ข้อเสนอของโทนี่มีสองประเด็นหลัก ชะลอการปรับขึ้น PSC ออกไป 1 ปีเพื่อให้ตลาดฟื้นตัวเต็มที่ก่อน และปรับโครงสร้าง PSC ให้ยืดหยุ่นตามประเภทสายการบินและสนามบิน แทนที่จะเก็บอัตราเดียวทุกแห่ง โดยเขายกตัวอย่างเปรียบเทียบว่าผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสบินไปลอนดอนกับผู้โดยสารโลวคอสต์บินไปสิงคโปร์ใช้บริการต่างกันมาก แต่กลับจ่าย PSC เท่ากัน ซึ่งไม่สะท้อนความเป็นจริง

ถ้าดูจากภาพรวมแล้ว จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และหาดใหญ่คือเมืองที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากโครงสร้าง PSC แบบเหมาเข่ง เพราะผู้โดยสารที่บินมายังสนามบินภูมิภาคเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้สายการบินราคาประหยัด หาก PSC สูงเกินไปก็จะทำให้เมืองท่องเที่ยวเหล่านี้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

โทนี่ยังแนะให้ ทอท. เร่งพัฒนาระบบคลังสินค้า (Cargo) และโลจิสติกส์ ซึ่งขณะนี้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้สิงคโปร์ไปเป็นจำนวนมาก พร้อมระบุว่ากลุ่มแอร์เอเชียมีความพร้อมลงทุนในธุรกิจ MRO และบริการอาหารในไทย ซึ่ง ทอท. สามารถสร้างรายได้จากส่วนนี้ได้มากกว่าการเก็บ PSC เพิ่ม





สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]

Most popular