เชียงแสนฟื้นพิธีไหว้สาอารักษ์หลวง หลังเลือนหายกว่า 200 ปี เชื่อมรากล้านนาสู่เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชียงราย
Summary
- จังหวัดเชียงรายรื้อฟื้นพิธีโบราณ “ไหว้สาอารักษ์หลวงเมืองเชียงแสน” ณ วัดป่าสัก หลังเลือนหายไปนานกว่า 200 ปี
- พิธีดังกล่าวขาดช่วงไปนับตั้งแต่เหตุการณ์เชียงแสนแตกเมื่อ พ.ศ. 2347
- การจัดงานครั้งนี้มีผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการ และประชาชนร่วมถวายเครื่องสักการะแด่บรรพกษัตริย์ล้านนา
- วัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้นำพิธีกรรมนี้มาเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 5 ชุมชน
- มุ่งหวังให้เกิดการเรียนรู้มรดกประวัติศาสตร์ควบคู่กับการสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
โฮเชียงแสนฟื้นพิธีไหว้สาอารักษ์หลวง หลังเลือนหายกว่า 200 ปี เชื่อมรากล้านนาสู่เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชียงราย
เชียงราย,26 กรกฎาคม 2569 – เสียงประกอบพิธีดังขึ้นท่ามกลางแนวอิฐเก่าและเจดีย์โบราณของวัดป่าสัก เมืองเชียงแสน เมื่อผู้แทนหน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนร่วมกันถวายเครื่องสักการะแด่บรรพกษัตริย์และบรรพชนล้านนา พิธีกรรมที่เคยเลือนหายไปจากพื้นที่หลังเหตุการณ์เชียงแสนแตกเมื่อ พ.ศ. 2347 ถูกนำกลับมาประกอบอีกครั้งบนสถานที่ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การสร้างบ้านแปงเมืองมาอย่างยาวนาน
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายร่วมกับหน่วยงานในอำเภอเชียงแสนจัดพิธีบวงสรวงฟื้นฟูประเพณีโบราณ “ไหว้สาอารักษ์หลวงเมืองเชียงแสน” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณโบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของบรรพกษัตริย์และบรรพชนล้านนา ตลอดจนฟื้นองค์ความรู้ด้านพิธีกรรมที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในเมืองโบราณแห่งนี้
การรื้อฟื้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจัดพิธีในวันเดียว แต่ถูกเชื่อมเข้าสู่แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงราย ซึ่งนำชุมชน วัด โบราณสถาน วิถีเกษตร และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาร้อยเรียงเป็นเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อให้นักเดินทางได้สัมผัสเชียงรายผ่านเรื่องราวของผู้คน มากกว่าการเดินทางไปถ่ายภาพสถานที่แล้วจากไป
ผู้นำท้องถิ่นและชุมชนร่วมรื้อฟื้นพิธีโบราณ
พิธีครั้งนี้มีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม
ผู้ร่วมพิธีประกอบพิธีบวงสรวงและถวายเครื่องสักการะแด่บรรพกษัตริย์และบรรพชนล้านนา เพื่อแสดงความกตัญญูและรำลึกถึงผู้มีบทบาทในการสร้างเมืองเชียงแสน ตลอดจนรักษาความทรงจำของชุมชนที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์เมืองมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายวรพล จันทร์คง นักวิชาการวัฒนธรรมและผู้ประสานงานวัฒนธรรมอำเภอเชียงแสน เข้าร่วมพิธีและสนับสนุนการดำเนินงาน
องค์ประกอบสำคัญของพิธีประกอบด้วยการขึ้นท้าวทั้งสี่ การสร้างผาม และการจัดเตรียมเครื่องสักการะตามแบบโบราณ แต่ละขั้นตอนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงรูปแบบประกอบพิธี หากยังสะท้อนระบบความเชื่อของผู้คนล้านนาที่มองเมืองเป็นพื้นที่ซึ่งมีทั้งมนุษย์ ธรรมชาติ บรรพชน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ร่วมกัน
คำว่า “ไหว้สา” ในบริบทล้านนามีความหมายถึงการแสดงความเคารพ ระลึกถึง และสำนึกในบุญคุณ ส่วนอารักษ์หลวงเมืองหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจคุ้มครองเมืองตามคติความเชื่อดั้งเดิม การประกอบพิธีจึงเป็นทั้งการบูชาตามความเชื่อและการยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับรากเหง้าของเมือง
พิธีที่เลือนหายหลังเชียงแสนแตก
ข้อมูลของผู้จัดงานระบุว่า พิธีไหว้สาอารักษ์หลวงเมืองเชียงแสนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาในอดีต แต่เลือนหายไปนับตั้งแต่เหตุการณ์เชียงแสนแตกเมื่อ พ.ศ. 2347 โดยมีหลักฐานและเรื่องราวปรากฏอยู่ในวรรณกรรมล้านนาเรื่อง “คร่าวเชียงแสนแตก”
เหตุการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมืองเชียงแสน ผู้คนจำนวนมากถูกโยกย้ายออกจากเมือง โครงสร้างชุมชนเดิมแตกกระจาย และพิธีกรรมหลายส่วนขาดผู้สืบทอดอย่างต่อเนื่อง การรื้อฟื้นประเพณีในปี 2569 จึงเกิดขึ้นหลังช่วงเวลาที่พิธีไม่ได้ดำรงอยู่ในพื้นที่เป็นเวลามากกว่าสองศตวรรษ
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูพิธีกรรมโบราณจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะประเพณีที่ขาดช่วงยาวนานอาจเหลือหลักฐานไม่ครบทุกองค์ประกอบ ผู้จัดงานจึงระบุว่าการดำเนินงานครั้งนี้อาศัยข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการศึกษารูปแบบพิธีกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างรายละเอียดใหม่ที่ไม่สัมพันธ์กับรากเดิม
ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การอ้างว่าพิธีในปัจจุบันเหมือนกับอดีตทุกประการ แต่อยู่ที่การนำหลักฐาน ความทรงจำของชุมชน และองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมมาประกอบกัน เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้และส่งต่อความหมายของพิธีให้คนรุ่นใหม่
วัดป่าสัก พื้นที่ซึ่งประวัติศาสตร์ยังมองเห็นได้
การเลือกโบราณสถานวัดป่าสักเป็นสถานที่ประกอบพิธีมีความหมายอย่างยิ่ง เนื่องจากวัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของเมืองเชียงแสน ตั้งอยู่นอกแนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก
ข้อมูลของกรมศิลปากรอ้างหลักฐานจากชินกาลมาลีปกรณ์ว่า วัดป่าสักสร้างขึ้นภายหลังพญาแสนภูสร้างกำแพงเมืองเชียงแสนเสร็จประมาณ 4 ปี โดยสันนิษฐานว่าอยู่ราว พ.ศ. 1875 เมื่อมีภิกษุจากเมืองปาฏลีบุตรนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย พญาแสนภูจึงโปรดให้สร้างพระอารามเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และให้ปลูกต้นสักล้อมรอบวัดจำนวน 300 ต้น จึงเป็นที่มาของชื่อวัดป่าสัก
เจดีย์ประธานของวัดเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด ซึ่งมีลวดลายปูนปั้นโดดเด่น ทั้งรูปครุฑ กินรี ลายกนก ลายดอกไม้ และองค์ประกอบทางศิลปกรรมที่สะท้อนการแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปะล้านนากับอิทธิพลจากพื้นที่อื่น กรมศิลปากรจัดให้วัดป่าสักเป็นโบราณสถานสำคัญของภาคเหนือตอนบน และได้จัดทำเอกสารศึกษาประวัติศาสตร์กับรูปแบบศิลปกรรมไว้โดยเฉพาะ
เมื่อพิธีไหว้สาถูกประกอบขึ้นท่ามกลางโบราณสถาน ผู้เข้าร่วมจึงไม่ได้เพียงรับฟังเรื่องราวจากคำบอกเล่า แต่สามารถมองเห็นร่องรอยของเมืองผ่านกำแพง เจดีย์ และลวดลายที่ยังหลงเหลืออยู่ สถานที่ทำหน้าที่เสมือนหลักฐานซึ่งเชื่อมเรื่องเล่าเข้ากับพื้นที่จริง

การฟื้นประเพณีต้องไม่กลายเป็นเพียงฉากท่องเที่ยว
การนำพิธีกรรมกลับมาจัดใหม่สามารถสร้างความสนใจด้านการท่องเที่ยวได้ แต่ความท้าทายคือการรักษาสมดุลระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้
หากเน้นเพียงภาพถ่ายหรือการแสดงเพื่อดึงดูดผู้ชม พิธีอาจถูกลดทอนเหลือเพียงกิจกรรมบนเวที ขณะที่คนในพื้นที่กลายเป็นผู้แสดงให้คนนอกชม แต่หากชุมชนมีบทบาทตั้งแต่การศึกษาข้อมูล ออกแบบพิธี ถ่ายทอดความหมาย และกำหนดขอบเขตที่เหมาะสม การท่องเที่ยวสามารถช่วยสนับสนุนให้ประเพณีมีผู้สืบทอดและมีทรัพยากรดูแลต่อไปได้
การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวจึงควรอธิบายว่าแต่ละขั้นตอนหมายถึงอะไร เหตุใดต้องสร้างผาม เหตุใดจึงมีการขึ้นท้าวทั้งสี่ และผู้เข้าชมควรปฏิบัติตนอย่างไร ไม่ใช่เปิดพื้นที่ให้ถ่ายภาพโดยไม่มีบริบท
เด็กและเยาวชนในเชียงแสนควรได้รับโอกาสมีส่วนร่วมมากกว่าการยืนชมพิธี เช่น การเรียนรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ การบันทึกคำศัพท์ล้านนา การจัดทำสื่ออธิบายประวัติศาสตร์ หรือการสำรวจความทรงจำของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับเมืองเก่า กระบวนการเหล่านี้จะทำให้การอนุรักษ์เกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว
จากพิธีไหว้สาสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายยังประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
ข้อมูลจากสื่อประชาสัมพันธ์ระบุชุมชนในเส้นทางจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ชุมชนบ้านศรีดอนชัย อำเภอเวียงชัย ชุมชนบ้านเมืองรวง อำเภอเมืองเชียงราย ชุมชนพระธาตุผาเงา บ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน ชุมชนวัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมืองเชียงราย และชุมชนบ้านสันทางหลวง อำเภอแม่จัน
แต่ละพื้นที่มีทุนทางวัฒนธรรมแตกต่างกัน ตั้งแต่เรือนไม้และวิถีชุมชน งานหัตถกรรม ตลาดพื้นถิ่น การเกษตร วัดสำคัญ ตำนานเมือง ไปจนถึงภูมิทัศน์ริมแม่น้ำและพื้นที่ชนบท การนำมาร้อยเรียงเป็นเส้นทางเดียวกันช่วยให้ผู้เดินทางมองเห็นเชียงรายในหลายมิติ มากกว่าการรู้จักจังหวัดผ่านแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง
แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์แตกต่างจากการชมสถานที่โดยทั่วไป เพราะนักท่องเที่ยวควรได้ลงมือทำ เรียนรู้ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของวัฒนธรรม เช่น เรียนรู้งานทอผ้า ทำอาหารพื้นเมือง ทดลองงานหัตถกรรม เดินชมแปลงเกษตร ฟังเรื่องเล่าของชุมชน หรือร่วมกิจกรรมตามวิถีท้องถิ่น
หัวใจสำคัญคือรายได้ต้องกระจายถึงคนในชุมชน ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มแม่บ้าน ช่างฝีมือ เกษตรกร คนขับรถ ร้านอาหาร และเยาวชนที่ทำหน้าที่สื่อความหมาย ไม่ใช่กระจุกอยู่กับผู้จัดทัวร์หรือธุรกิจนอกพื้นที่
พระธาตุผาเงาช่วยเชื่อมเมืองเก่ากับชุมชนริมโขง
หนึ่งในจุดหมายของเส้นทางคือชุมชนพระธาตุผาเงา บ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีทั้งมรดกศาสนา ประวัติศาสตร์เมือง และภูมิทัศน์แม่น้ำโขง
การเชื่อมพิธีไหว้สาอารักษ์หลวงกับพื้นที่พระธาตุผาเงา วัดป่าสัก กำแพงเมือง คูเมือง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองได้อย่างเป็นระบบ
กรมศิลปากรเคยกำหนดเส้นทางศึกษามรดกเชียงแสนซึ่งเชื่อมวัดพระธาตุผาเงา วัดพระธาตุจอมกิตติ กำแพงเมือง คูเมือง โบราณสถานวัดพระเจ้าล้านทอง วัดเจดีย์หลวง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน วัดป่าสัก และพื้นที่ริมแม่น้ำโขงไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เหล่านี้สามารถพัฒนาเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวต่อเนื่องได้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสนยังจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิสถานเมืองเชียงแสน โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลวดลายปูนปั้นจากวัดป่าสัก พระพุทธรูปศิลปะล้านนา และศิลาจารึกที่พบในจังหวัดเชียงราย ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้เดินทางเข้าใจพื้นที่ก่อนออกไปชมโบราณสถานจริง
เส้นทางวัฒนธรรมต้องเชื่อมกันด้วยเรื่องราว
แม้แผนที่ประชาสัมพันธ์จะนำชุมชนทั้ง 5 แห่งมาอยู่ในภาพเดียวกัน แต่การสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่ใช้งานได้จริงจำเป็นต้องมีรายละเอียดมากกว่ารายชื่อสถานที่
ผู้เดินทางต้องทราบว่าแต่ละชุมชนเปิดรับนักท่องเที่ยววันใด มีกิจกรรมอะไร ใช้เวลาเท่าใด ต้องจองล่วงหน้าหรือไม่ รองรับนักท่องเที่ยวได้กี่คน และมีค่าใช้จ่ายอย่างไร หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ เส้นทางอาจทำหน้าที่ได้เพียงสื่อสร้างการรับรู้ แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการเดินทางและรายได้ของชุมชนได้เต็มที่
อีกประเด็นคือระยะทางระหว่างพื้นที่ เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ในหลายอำเภอ การจัดเส้นทางควรแบ่งเป็นช่วงหรือธีม เช่น เส้นทางเมืองเชียงราย เส้นทางวิถีเกษตร เส้นทางศรัทธา หรือเส้นทางเมืองโบราณเชียงแสน เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าทำกิจกรรม
การใช้เรื่องราวเป็นแกนกลางจะช่วยให้แต่ละจุดไม่แยกขาดจากกัน ตัวอย่างเช่น เริ่มจากการเรียนรู้เรือนไม้และวิถีชุมชน ต่อด้วยอาหารและผลิตผลท้องถิ่น แล้วจบด้วยประวัติศาสตร์เมืองกับพิธีกรรมล้านนา นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องและเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ และวัฒนธรรมได้ชัดเจนกว่าเดิม
ชุมชนต้องเป็นเจ้าของการท่องเที่ยวของตนเอง
การท่องเที่ยวโดยชุมชนจะยั่งยืนได้เมื่อคนในพื้นที่มีสิทธิกำหนดทิศทาง ไม่ใช่เพียงรับแผนจากหน่วยงานภายนอก ชุมชนควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าพื้นที่ใดเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ กิจกรรมใดเหมาะสม จำนวนผู้มาเยือนต่อครั้งควรอยู่ที่เท่าใด และรายได้จะถูกจัดสรรอย่างไร
โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมและความเชื่อ ต้องมีขอบเขตชัดเจนระหว่างส่วนที่เปิดให้สาธารณชนเรียนรู้ กับส่วนที่สงวนไว้สำหรับคนในชุมชน การเคารพข้อกำหนดเหล่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้วัฒนธรรมถูกนำไปใช้โดยปราศจากความเข้าใจ
ชุมชนยังควรมีระบบติดตามผลหลังเปิดเส้นทาง เช่น จำนวนผู้มาเยือน รายได้ที่เกิดขึ้น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความพึงพอใจของคนในพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมดั้งเดิม หากพบว่าการท่องเที่ยวทำให้ขยะเพิ่ม รบกวนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือรายได้กระจุกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม ต้องปรับรูปแบบก่อนปัญหาจะสะสม
หน่วยงานวัฒนธรรมและท้องถิ่นสามารถสนับสนุนด้านการอบรมมัคคุเทศก์ชุมชน การพัฒนาสื่อหลายภาษา การจัดการความปลอดภัย การตลาดออนไลน์ และมาตรฐานบริการ โดยไม่เข้าไปแทนที่บทบาทการตัดสินใจของเจ้าของพื้นที่
การฟื้นพิธีกรรมคือการฟื้นความทรงจำของเมือง
การกลับมาของพิธีไหว้สาอารักษ์หลวงเมืองเชียงแสนหลังเลือนหายไปกว่า 200 ปี ไม่ได้ทำให้อดีตกลับมาเหมือนเดิมทุกประการ แต่เปิดพื้นที่ให้คนเชียงแสนกลับมาตั้งคำถามว่าเมืองของตนถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ใครคือผู้สร้างบ้านแปงเมือง และเหตุใดความทรงจำเหล่านี้จึงมีความหมายต่อปัจจุบัน
การประกอบพิธีท่ามกลางโบราณสถานวัดป่าสักทำให้เจดีย์และซากอาคารไม่ได้เป็นเพียงวัตถุเก่า แต่กลับมาเชื่อมโยงกับผู้คนอีกครั้ง ขณะที่การนำเรื่องราวเข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนช่วยให้มรดกวัฒนธรรมมีโอกาสสร้างทั้งการเรียนรู้ รายได้ และความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนภาพที่ถูกเผยแพร่หรือจำนวนนักท่องเที่ยวในวันพิธีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าคนรุ่นใหม่เข้าใจความหมายของประเพณีเพิ่มขึ้นหรือไม่ ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของมากเพียงใด และรายได้จากการท่องเที่ยวถูกนำกลับมาดูแลโบราณสถานกับองค์ความรู้ท้องถิ่นหรือไม่
หากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พิธีไหว้สาอารักษ์หลวงเมืองเชียงแสนอาจไม่ใช่เพียงการรื้อฟื้นสิ่งที่สูญหาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างโบราณสถานกับชุมชน และระหว่างการอนุรักษ์กับเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่เคารพรากเหง้าของพื้นที่



เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
- กรมศิลปากร