สรรเพชญ เผยผลงาน 9 เดือน กทท. ฟันรายได้ 12,649 ล้านบาท เชียงแสนโตแรง ดันแม่น้ำโขงสู่จีนใต้
- นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เผยผลงาน 9 เดือนแรกปีงบ 2569 การท่าเรือแห่งประเทศไทยทำรายได้ 12,649 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาท
- ปริมาณสินค้าผ่านท่ารวมแตะ 97.61 ล้านตัน และตู้สินค้าผ่านท่ารวม 9.06 ล้านทีอียู
- ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 165.59%
- เส้นทางเรือแม่น้ำโขง เชียงแสน–กวนเล่ย 240 กิโลเมตร กลายเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์เลี่ยงข้อจำกัดถนน R3A
- รัฐบาลเร่งเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟทางคู่และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า ดันเชียงรายสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค
สรรเพชญเผยผลงาน 9 เดือน การท่าเรือแห่งประเทศไทยทำรายได้ 12,649 ล้านบาท เชียงแสนโตแรง ดันแม่น้ำโขงเป็นประตูการค้าไทยสู่จีนตอนใต้
เชียงราย,10 กันยายน 2569 – ท่าเรือไทยโตต่อ เชียงแสนกลายเป็นดาวเด่นภูมิภาค ท่าเรือไม่ได้เป็นเพียงจุดขนถ่ายตู้สินค้าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยในวันที่การค้าระหว่างประเทศต้องแข่งกันทั้งเวลา ต้นทุน และความแม่นยำในการส่งมอบสินค้า ล่าสุด นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผลการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 พบว่าการท่าเรือฯ มีรายได้รวม 12,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.38 เปอร์เซ็นต์ และมีกำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของรัฐวิสาหกิจด้านท่าเรือที่ยังคงเป็นกลไกสำคัญรองรับการค้าระหว่างประเทศของไทย
ในช่วงเวลาเดียวกัน มีเรือเข้าเทียบท่ารวม 11,591 เที่ยว เพิ่มขึ้น 2.76 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณสินค้าผ่านท่า 97.61 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.44 เปอร์เซ็นต์ และตู้สินค้าผ่านท่า 9.06 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 6.63 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568 โดยท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นกำลังหลักของประเทศ มีตู้สินค้าผ่านท่า 8.10 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 7.39 เปอร์เซ็นต์ แต่จุดที่น่าจับตาคือท่าเรือภูมิภาค โดยเฉพาะ ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ที่มีตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นถึง 165.59 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ท่าเรือระนองเพิ่มขึ้น 81.08 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนไม่ได้เป็นเพียงท่าเรือชายแดนริมแม่น้ำโขง แต่กำลังขยับขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของระบบโลจิสติกส์ไทยในภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการเริ่มมองหาเส้นทางขนส่งทางเลือกไปยังจีนตอนใต้ ท่ามกลางข้อจำกัดของเส้นทางบก R3A และความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารแช่แข็ง และสินค้าควบคุมอุณหภูมิ
คาดทั้งปีรายได้แตะ 16,797 ล้านบาท เดินหน้าขยายขีดความสามารถท่าเรือ
นายสรรเพชญระบุว่า ประมาณการทางการเงินตลอดปี 2569 คาดว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะมีรายได้รวม 16,797.53 ล้านบาท โดยเอกสารประมาณการระบุค่าใช้จ่าย 9,710 ล้านบาท และกำไร 7,087 ล้านบาท ก่อนพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในเดือนกันยายน รวม 562,970,016 บาท ซึ่งอาจทำให้กำไรทั้งปีปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6,524,374,466 บาท ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นประมาณการ ไม่ใช่ผลประกอบการสิ้นปีที่เกิดขึ้นแล้ว
สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป เอกสารประมาณการระบุว่า ปี 2570 การท่าเรือฯ คาดว่าจะมีรายได้ 17,145.13 ล้านบาท และกำไร 7,210 ล้านบาท ก่อนที่รายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 20,269.10 ล้านบาท และกำไร 8,272 ล้านบาทในปี 2574 ส่วนปี 2575 คาดว่าจะมีรายได้ 22,498.12 ล้านบาท และกำไร 10,092 ล้านบาท ขณะที่ปี 2580 คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 28,018.94 ล้านบาท และกำไร 12,973 ล้านบาท หรือรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 66 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับประมาณการปี 2569 โดยการเติบโตดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการและผลประกอบการจริงในแต่ละปี
นายสรรเพชญย้ำว่า จะเดินหน้ากำกับและเร่งรัดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ แก้ปัญหาคอขวดด้านการขนส่ง และผลักดันโครงการพัฒนาท่าเรือให้เป็นไปตามแผน เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น ลดเวลารอและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ
เชียงรายสามด่านการค้า เชียงแสนโตแรงหลังแม่น้ำโขงกลับมาเด่น
ข้อมูลการค้าชายแดนของจังหวัดเชียงรายที่นำเสนอในการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า มูลค่าการค้าชายแดน 3 ด่านของเชียงรายอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 5.5 หมื่นล้านบาท นำเข้า 9.7 พันล้านบาท และเกินดุลราว 4.55 หมื่นล้านบาท โดยด่านเชียงของมีมูลค่า 44,205 ล้านบาท คิดเป็น 67.82 เปอร์เซ็นต์ ด่านเชียงแสน 13,338 ล้านบาท คิดเป็น 20.46 เปอร์เซ็นต์ และด่านแม่สาย 7,640 ล้านบาท คิดเป็น 11.72 เปอร์เซ็นต์
แม้ด่านเชียงของยังเป็นสัดส่วนหลักของการค้าชายแดนเชียงรายจากบทบาทของถนน R3A และสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 แต่ท่าเรือเชียงแสนกลับมีสัญญาณเติบโตโดดเด่น โดยข้อมูลในเอกสารระบุว่าการค้าผ่านเชียงแสนเพิ่มขึ้น 110.71 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แม่สายลดลง 5.17 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้ทำให้เชียงแสนถูกมองใหม่ในฐานะ “ประตูน้ำ” ของเชียงราย ไม่ใช่เพียงจุดชายแดนด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเหมือนในอดีต
การเติบโตของเชียงแสนเกิดขึ้นในจังหวะที่ผู้ประกอบการเริ่มมองเส้นทางแม่น้ำโขงเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อจีนพัฒนาท่าเรือกวนเล่ยและเชื่อมต่อทางด่วนเข้าสู่เมืองสำคัญในสิบสองปันนา ทำให้เส้นทางน้ำสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งภายในจีนได้สะดวกขึ้น ข้อมูลจากรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ยังระบุว่า กระทรวงคมนาคมติดตามการพัฒนาท่าเรือเชียงแสนเพื่อผลักดันสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าสำคัญของภาคเหนือ เชื่อมโยงไทย จีน และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
เรือเชียงแสน กวนเล่ย เส้นทาง 240 กิโลเมตรที่ผู้ส่งออกเริ่มจับตา
เส้นทางเดินเรือแม่น้ำโขงระหว่างท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนไปยังท่าเรือกวนเล่ย ประเทศจีน ระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการโลจิสติกส์ เพราะสามารถเป็นทางเลือกเมื่อเส้นทางบก R3A ผ่านเชียงของ ลาว และจีน มีข้อจำกัดด้านสภาพถนนและน้ำหนักบรรทุก ข้อมูลในเอกสารระบุว่า เรือสินค้าสามารถบรรทุกได้มากกว่า 300 ตันต่อลำ และใช้เวลาขนส่งจากเชียงแสนถึงกวนเล่ยประมาณ 3 ถึง 4 ชั่วโมง ก่อนเชื่อมต่อทางด่วนสู่สถานีรถไฟสิบสองปันนา
ไทยพีบีเอสเคยสำรวจเส้นทางการค้าบนแม่น้ำโขงช่วงต้นปี 2569 พบว่าเส้นทางระหว่างท่าเรือเชียงแสนถึงท่าเรือกวนเล่ยมีความคึกคักของเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ โดยมีการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือบ้านโป่ง เชียงกก และสบโหล่ยในเมียนมา รวมถึงสินค้าประเภท ยางพารา สินแร่ และอุปกรณ์ก่อสร้าง ขณะที่ฝั่งกวนเล่ยพบการติดตั้งเครน เปิดท่าเต็มรูปแบบ และมีรถบรรทุกสินค้ารอเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ตอนใต้ของไทย ลาว และเมียนมา
มีรายงานด้วยว่า บริษัทเอกชนจีนหลายรายสนใจใช้การขนส่งทางเรือผ่านแม่น้ำโขง และเข้ามาเจรจากับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เพื่อขนส่งสินค้าจากจีนลงมาไทย ขณะที่เส้นทางเรือถูกมองว่าสะดวกในช่วงที่ถนน R3A หลายช่วงชำรุด และคาดว่ามูลค่าการขนส่งทางน้ำโขงจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวหลังการท่าเรือแห่งประเทศไทยติดตั้งเครนที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแล้วเสร็จ
จากปีกไก่แช่แข็งถึงอาหารทะเล โอกาสใหม่ของตู้ควบคุมอุณหภูมิ
สินค้าที่ถูกจับตามองมากในเส้นทางเชียงแสน กวนเล่ย คือกลุ่มสินค้าควบคุมอุณหภูมิ เช่น ปีกไก่แช่แข็ง อาหารทะเล ผลไม้ และสินค้าเกษตรที่ต้องรักษาคุณภาพระหว่างทาง ข้อมูลในเอกสารระบุว่า ปัจจุบันการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้นำเครนมาเพิ่มความสะดวกในการยกของและสินค้า โดยยกตัวอย่างปีกไก่แช่แข็งและอาหารทะเล ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดจีนต้องการ
จุดนี้เป็นประเด็นใหญ่สำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะตลาดจีนไม่ได้ต้องการเพียงสินค้าจำนวนมาก แต่ต้องการสินค้าที่ส่งถึงปลายทางตรงเวลา คุณภาพคงที่ และผ่านระบบตรวจปล่อยที่เชื่อถือได้ หากเส้นทางน้ำสามารถเชื่อมกับระบบตู้ควบคุมอุณหภูมิ ห้องเย็น และรถขนส่งต่อเนื่องในฝั่งจีนได้จริง ท่าเรือเชียงแสนอาจช่วยให้ผู้ส่งออกไทยมีทางเลือกมากขึ้นในการส่งสินค้าไปจีนตอนใต้ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการปริมาณขนส่งมากกว่ารถบรรทุกเที่ยวเดียว
อย่างไรก็ตาม การขนส่งทางเรือไม่ได้แทนที่ทางบกทั้งหมด เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีเงื่อนไขต่างกัน บางชนิดต้องการความเร็วแบบถึงหน้าประตูคลังสินค้า บางชนิดต้องการขนส่งจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย บางช่วงยังต้องพิจารณาระดับน้ำ ฤดูกาลเดินเรือ และขั้นตอนศุลกากร ดังนั้นเส้นทางแม่น้ำโขงจึงควรถูกมองเป็นทางเลือกเสริมที่ทำให้ระบบโลจิสติกส์เชียงรายยืดหยุ่นขึ้น ไม่ใช่ทางเลือกเดียวที่แทนทุกเส้นทาง
ถนน R3A ยังสำคัญ แต่เส้นทางน้ำช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาทางเดียว
เส้นทาง R3A ผ่านเชียงของ ลาว และจีน ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าไทยกับจีนตอนใต้ โดยเฉพาะผลไม้สดและสินค้าที่ต้องการขนส่งรวดเร็วทางบก แต่ปัญหาถนนบางช่วงที่ชำรุดและข้อจำกัดด้านน้ำหนักบรรทุกทำให้ผู้ประกอบการต้องประเมินต้นทุนใหม่อย่างจริงจัง ข้อมูลจากเอกสารระบุชัดว่า เมื่อเส้นทางบกไม่สะดวกและน้ำหนักบรรทุกผ่านสะพานมีข้อจำกัด การขนส่งทางเรือที่บรรทุกได้มากกว่า 300 ตันไปยังท่าเรือกวนเล่ยจึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น
นี่คือภาพของโลจิสติกส์ยุคใหม่ที่ไม่ได้ถามว่า ทางบกหรือทางน้ำดีกว่ากัน แต่ถามว่าสินค้าประเภทใดควรใช้เส้นทางใดจึงคุ้มค่าที่สุด หากสินค้าเป็นผลไม้สดที่ต้องแข่งเวลา เส้นทางบกอาจยังได้เปรียบในบางช่วง แต่ถ้าสินค้ามีน้ำหนักมาก ปริมาณมาก หรือสามารถบริหารตารางเรือและตู้เย็นได้ เส้นทางน้ำอาจช่วยลดต้นทุนและกระจายความเสี่ยงจากการติดขัดบนถนน
ในมุมของจังหวัดเชียงราย การมีทั้งเชียงของ เชียงแสน และแม่สาย คือจุดแข็งที่ต้องบริหารเป็นระบบเดียวกัน เชียงของเป็นประตูถนน R3A เชียงแสนเป็นประตูน้ำสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน และแม่สายยังเป็นจุดเชื่อมการค้าชายแดนกับเมียนมา หากทั้งสามด่านถูกพัฒนาให้ทำงานเชื่อมกันมากขึ้น เชียงรายจะไม่ใช่แค่จังหวัดปลายทาง แต่จะเป็นแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ของภาคเหนือ
โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้ SMEs และเกษตรกรได้ประโยชน์จริง
แม้ตัวเลขการค้าและตู้สินค้าจะสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่สดใสขึ้น แต่คำถามที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ เกษตรกร ผู้ผลิตรายย่อย และ SMEs เชียงรายได้ประโยชน์จากเส้นทางการค้าระหว่างประเทศมากน้อยแค่ไหน ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา มีการตั้งคำถามถึงพืชผักและผลิตผลทางการเกษตรจีนที่เข้ามาไทย และตั้งข้อสังเกตว่า SMEs ในเชียงรายได้รับประโยชน์จากการค้ามากน้อยเพียงใด
คำถามนี้สำคัญ เพราะการมีท่าเรือที่โตขึ้นไม่ได้แปลว่าคนตัวเล็กจะเข้าถึงโอกาสโดยอัตโนมัติ หากผู้ผลิตท้องถิ่นยังขาดมาตรฐานสินค้า ขาดห้องเย็น ขาดความรู้ด้านเอกสารส่งออก ขาดเครือข่ายผู้ซื้อ และขาดทุนหมุนเวียน เส้นทางการค้าที่เปิดเพิ่มขึ้นอาจเป็นประโยชน์ต่อรายใหญ่ก่อน ส่วนรายย่อยยังยืนดูตู้สินค้าวิ่งผ่านเมืองของตัวเอง
นายสรรเพชญกล่าวว่า เป้าหมายของการกำกับดูแลคือทำให้ความก้าวหน้าของท่าเรือส่งผลถึงการทำมาหากินของประชาชน ตั้งแต่สินค้าเกษตรที่ขนส่งถึงผู้ซื้อได้ทันเวลา ผู้ประกอบการที่ลดต้นทุนและขยายตลาดได้ ไปจนถึงแรงงานและธุรกิจในพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ประตูการค้าของประเทศเป็นประตูแห่งโอกาสที่ช่วยให้คนไทยทำมาหากินได้ดีขึ้น

โครงสร้างพื้นฐานรอบเชียงรายกำลังต่อภาพใหญ่
การเติบโตของท่าเรือเชียงแสนไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว แต่กำลังเดินคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายด้านของจังหวัดเชียงราย ข้อมูลในเอกสารระบุว่า รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนทางบกหลายโครงการมูลค่ากว่า 6,800 ล้านบาท เช่น ถนนเชื่อมเชียงใหม่ เชียงรายที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2571 รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงของ มูลค่า 8.1 หมื่นล้านบาท ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2571 และศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า มูลค่า 2,800 ล้านบาท ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
หากโครงข่ายเหล่านี้เดินหน้าได้ตามแผน เชียงรายจะมีระบบขนส่งที่เชื่อมหลายโหมดมากขึ้น ทั้งถนน ด่านชายแดน ท่าเรือ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า และรถไฟทางคู่ในอนาคต ภาพดังกล่าวจะทำให้เชียงรายเปลี่ยนจากจังหวัดชายแดนที่เป็น “ทางผ่าน” ไปสู่เมืองโลจิสติกส์ที่สามารถรวบรวม กระจาย และเพิ่มมูลค่าสินค้าก่อนส่งออกได้มากขึ้น
ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือโอกาสของภาคเหนือตอนบนที่จะเชื่อมเข้ากับจีนตอนใต้และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้ลึกกว่าเดิม แต่ในมุมปฏิบัติ ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับการบริหารด่าน การลดขั้นตอนเอกสาร การเพิ่มความพร้อมของคลังสินค้าและห้องเย็น การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น และการทำให้ต้นทุนขนส่งลดลงจริง ไม่ใช่ลดเฉพาะในแผนงาน
ประตูการค้าที่ต้องไม่ปล่อยให้โอกาสไหลผ่านไป
ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนมีประวัติยาวนานในฐานะประตูการค้าระหว่างไทยกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง แม่น้ำโขง ซึ่งมีประเทศสมาชิกประกอบด้วย ไทย จีน เมียนมา และลาว โดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2537
เอกสารระบุว่า ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1 ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2546 และต่อมาเมื่อกิจการเติบโต มีเรือสินค้าและรถบรรทุกเข้าออกจำนวนมาก กรมเจ้าท่าจึงมีแนวคิดสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ขึ้นใหม่ ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 เห็นชอบการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 วงเงิน 1,546.40 ล้านบาท และในปี 2554 มีมติให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้บริหารท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2
วันนี้ ท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 หรือท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ตั้งอยู่ที่บ้านสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2555 และกำลังกลับมาอยู่ในสมการเศรษฐกิจครั้งใหม่ของภูมิภาค
บทสรุปผลงาน 9 เดือน
การท่าเรือแห่งประเทศไทยที่มีรายได้ 12,649 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแรงของระบบท่าเรือไทยในภาพรวม แต่ตัวเลขที่ทำให้เชียงรายต้องจับตาเป็นพิเศษคือการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ทั้งในมิติของตู้สินค้าผ่านท่าที่เพิ่มขึ้น 165.59 เปอร์เซ็นต์ และการค้าผ่านด่านเชียงแสนที่เติบโตอย่างโดดเด่น
ในวันที่ถนน R3A ยังมีข้อจำกัดบางช่วง แม่น้ำโขงกำลังกลับมาเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของการค้าไทยกับจีนตอนใต้ เส้นทางเรือเชียงแสน กวนเล่ย อาจไม่ได้แทนถนนทั้งหมด แต่กำลังทำให้เชียงรายมีทางเลือกมากขึ้นในการบริหารโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่เพียงทำให้เรือเข้าเทียบท่าเพิ่มขึ้น แต่ต้องทำให้โอกาสจากประตูการค้านี้ไหลกลับไปถึงเกษตรกร ผู้ส่งออก SMEs แรงงาน คลังสินค้า ห้องเย็น และธุรกิจบริการในพื้นที่ หากทำได้ ท่าเรือเชียงแสนจะไม่ใช่แค่จุดขนส่งสินค้า แต่จะเป็นประตูเศรษฐกิจที่ทำให้คนเชียงรายและภาคเหนือตอนบนได้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อกับจีนและลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ข้อมูลจากเอกสารและภาพประกอบเรื่องผลการดำเนินงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน การค้า 3 ด่านเชียงราย และเส้นทางเรือเชียงแสน กวนเล่ย ที่ผู้ใช้แนบประกอบการจัดทำข่าว
- รัฐบาลไทย รายงานการลงพื้นที่ของนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อติดตามการพัฒนาท่าเรือเชียงแสนและผลักดันสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง เผยแพร่วันที่ 13 กรกฎาคม 2569
- การท่าเรือแห่งประเทศไทย ข่าวการมอบนโยบายพัฒนาท่าเรือและระบบขนส่งทางน้ำ ภายใต้แนวทางลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เผยแพร่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569
- ไทยรัฐออนไลน์ รายงานผลการดำเนินงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 และการเติบโตของท่าเรือภูมิภาค