ท่าเรือเชียงแสนตู้สินค้าพุ่งเกือบ 74 เปอร์เซ็นต์ รมช.คมนาคมเร่งปั้นเชียงรายสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง
Summary
- ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนรายงานปริมาณตู้สินค้าปีงบประมาณ 2569 ขยายตัวพุ่งสูงถึงร้อยละ 73.95
- รมช.คมนาคม ลงพื้นที่แกะรอยระบบขนส่งชายแดน หวังผลักดันเชียงรายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง
- ปัจจัยหลักเกิดจากจีนอนุญาตนำเข้าผักผลไม้สดทางเรือผ่านท่ากวนเหล่ย ช่วยลดต้นทุนได้ตู้ละ 25,000 บาท
- ต่างจากท่าเรือเชียงของที่ปริมาณเรือลดลงเนื่องจากผู้ส่งออกเปลี่ยนไปใช้เส้นทางบก R3A ผ่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4
- กระทรวงคมนาคมสั่งวางแผนแยกบทบาทสองท่าเรือใหญ่ให้เกื้อหนุนกัน ควบคู่กับการคุมเข้มสแกนสิ่งผิดกฎหมาย
โฮงยาใกล้บ้านเชียงราย ยอดใช้บริการกว่า 2.9ท่าเรือเชียงแสนตู้สินค้าพุ่งเกือบ 74 เปอร์เซ็นต์ รมช.คมนาคมเร่งปั้นเชียงรายสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง
เชียงราย,13 กรกฎาคม 2569 – การเคลื่อนตัวของตู้สินค้าริมแม่น้ำโขงที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนกำลังสะท้อนบทบาทใหม่ของจังหวัดเชียงราย จากเมืองชายแดนทางเหนือสู่จุดเชื่อมสำคัญของการค้าไทยกับจีนตอนใต้ สปป.ลาว และเมียนมา หลังปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73.95 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ระบบขนส่ง และการพัฒนาโลจิสติกส์ชายแดน โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ
จุดหมายแรกของการลงพื้นที่อยู่ที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน อำเภอเชียงแสน ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญบนแม่น้ำโขง เชื่อมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะท่าเรือกวนเหล่ยในมณฑลยูนนานของจีน รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อทางบก R3A และ R3B
ข้อมูลผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2569 ระบุว่า ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนมีเรือเข้าใช้บริการ 2,737 เที่ยว มีปริมาณสินค้าผ่านท่า 195,574 ตัน และมีตู้สินค้าผ่านท่า 7,010 TEU เพิ่มขึ้นจาก 4,030 TEU ในปี 2568 หรือเติบโตร้อยละ 73.95
ท่าเรือเชียงแสนเปลี่ยนจากทางเลือกสู่เส้นทางหลักของผลไม้ไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาจากการทำตลาดร่วมกับท่าเรือกวนเหล่ยของจีน และการที่ศุลกากรจีนอนุญาตให้นำเข้าผักและผลไม้ผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน สามารถขนส่งด้วยตู้สินค้าทางแม่น้ำโขงเข้าสู่จีนตอนใต้ได้โดยตรงมากขึ้น
สำหรับผลไม้สด เวลาเดินทางและความต่อเนื่องของระบบควบคุมอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาโดยตรง หากสินค้าติดค้างระหว่างทางนานเกินไป คุณภาพอาจลดลงก่อนถึงตลาดปลายทาง การเพิ่มเส้นทางทางน้ำจึงช่วยให้ผู้ส่งออกมีทางเลือกมากขึ้นในช่วงที่เส้นทางถนนมีรถหนาแน่น โดยเฉพาะฤดูส่งออกทุเรียน ลำไย มังคุด และผลไม้ตามฤดูกาล
ท่าเรือเชียงแสนยังสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งหลายรูปแบบ โดยสินค้าสามารถเดินทางทางถนนจากแหล่งผลิตมาถึงท่าเรือ ก่อนเปลี่ยนเป็นการขนส่งทางน้ำไปยังจีนตอนใต้ หรือเชื่อมต่อกับเครือข่ายใน สปป.ลาว และเมียนมา
ระบบเช่นนี้ช่วยลดการพึ่งพาเส้นทางเดียว หากถนนสายหลักเกิดความแออัด ด่านชายแดนมีข้อจำกัด หรือค่าขนส่งทางบกเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการยังสามารถพิจารณาใช้เรือเป็นเส้นทางสำรองได้
รมช.คมนาคมชี้ต้องพัฒนาทั้งท่าเรือและระบบบริการ
นายสรรเพชญกล่าวว่า ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเป็นประตูการค้าสำคัญระหว่างไทยกับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของระบบโลจิสติกส์ ภาครัฐจึงต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการ และบริการให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย
การเพิ่มจำนวนเรือหรือตู้สินค้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากท่าเรือยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่พักสินค้า เครื่องมือยกขน จุดตรวจสินค้า ระบบศุลกากร หรือการเชื่อมต่อรถบรรทุก การวางแผนระยะยาวจึงต้องพิจารณาตั้งแต่หน้าท่าเทียบเรือไปจนถึงถนน คลังสินค้า ห้องเย็น และด่านตรวจที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยระบุว่า ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของเป็นท่าเรือในกำกับของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมพื้นที่ภาคเหนือกับประเทศเพื่อนบ้าน
หากปริมาณตู้สินค้ายังคงเติบโตในระดับสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมกำลังคน เครื่องจักร ระบบจองคิว การตรวจปล่อยสินค้า และพื้นที่รองรับตู้ควบคุมอุณหภูมิให้เพียงพอ เพราะความล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจสร้างความเสียหายต่อสินค้ามูลค่าสูงได้
เชียงของสะท้อนการแข่งขันระหว่างถนนกับแม่น้ำโขง
ช่วงเวลา 12.45 น. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเดินทางต่อไปยังท่าเรือเชียงของ อำเภอเชียงของ เพื่อติดตามความพร้อมของระบบขนส่งสินค้า รับฟังปัญหาอุปสรรค และพิจารณาแนวทางใช้ประโยชน์จากพื้นที่ท่าเรือในอนาคต
สถานการณ์ของท่าเรือเชียงของแตกต่างจากท่าเรือเชียงแสน หลังการแพร่ระบาดของโควิด ผู้ประกอบการจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางถนนผ่านสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 มากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกและเชื่อมต่อกับเส้นทาง R3A ผ่านห้วยทราย หลวงน้ำทา บ่อเต็น และโมฮ่านเข้าสู่จีน
นอกจากนี้ ข้อกำหนดด้านภาษีนำเข้าของแขวงบ่อแก้วสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเกิน 5,000 บาท ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ปริมาณเรือและสินค้าผ่านท่าเรือเชียงของลดลง ส่งผลให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องศึกษารูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่ใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการขนส่งที่เปลี่ยนไป
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างท่าเรือสองแห่ง แต่เป็นการแข่งขันระหว่างการขนส่งทางน้ำและทางถนน ผู้ประกอบการจะเลือกเส้นทางจากต้นทุน เวลา ความแน่นอน กฎระเบียบ และความเสี่ยงต่อสินค้า
ท่าเรือที่ต้องการกลับมามีบทบาทจะต้องสร้างข้อได้เปรียบให้ชัด เช่น ลดค่าบริการ เพิ่มความเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า สร้างตารางเดินเรือที่แน่นอน หรือเชื่อมบริการขนส่งหลายรูปแบบให้ผู้ประกอบการใช้งานได้ง่ายขึ้น
ผลไม้ผ่านเชียงของเกือบ 8.8 แสนตัน
แม้บทบาทของท่าเรือเชียงของจะลดลง แต่ภาพรวมการค้าผักและผลไม้ผ่านด่านศุลกากรเชียงของยังมีปริมาณสูง
ข้อมูลปีงบประมาณ 2568 ระบุว่า มีการส่งออกผลไม้ผ่านด่านมากกว่า 543,805 ตัน และนำเข้ามากกว่า 335,656 ตัน รวมปริมาณผลไม้ทั้งสองทิศทางเกือบ 880,000 ตัน สะท้อนว่าเชียงของยังคงเป็นประตูสำคัญของการค้าผลไม้ระหว่างไทยกับจีน
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า สะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 และเส้นทาง R3A ยังคงมีบทบาทสูงต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะผลไม้จากภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคเหนือที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการขนส่งทางถนนมากเกินไปอาจสร้างปัญหาคอขวดได้ในช่วงฤดูผลไม้ หากรถบรรทุกจำนวนมากเดินทางพร้อมกัน ด่านศุลกากร จุดตรวจพืช และพื้นที่พักรถอาจรองรับไม่ทัน
การรักษาทางเลือกทางน้ำจึงยังมีความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ แม้บางช่วงจะมีปริมาณใช้งานลดลง เพราะสามารถช่วยกระจายความหนาแน่นของระบบและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดียว
ขนส่งทางน้ำประหยัดกว่าทางถนนบางเส้นทาง
ผลการศึกษาด้านโลจิสติกส์ที่นำเสนอระหว่างการลงพื้นที่ระบุว่า การขนส่งสินค้าทางแม่น้ำโขงสามารถประหยัดต้นทุนได้เฉลี่ยประมาณ 20,000 ถึง 25,000 บาทต่อตู้สินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งทางถนน และสามารถเดินเรือเชื่อมต่อไปยังท่าเรือกวนเหล่ยของจีนได้ตลอดทั้งปี
ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการที่ขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า จุดเริ่มต้น ปลายทาง ราคาน้ำมัน ค่าบริการท่าเรือ ระยะเวลารอ และรูปแบบการขนส่งของผู้ประกอบการแต่ละราย จึงไม่ควรตีความว่าการขนส่งทางน้ำจะมีราคาต่ำกว่าทุกกรณี
อย่างไรก็ตาม หากสามารถจัดเที่ยวเรือให้มีความสม่ำเสมอและมีสินค้าขาไปกับขากลับเพียงพอ ต้นทุนต่อหน่วยย่อมลดลง และช่วยให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันในตลาดจีนได้ดีขึ้น
ในทางกลับกัน หากเรือต้องรอรวบรวมสินค้านาน หรือกระบวนการเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างรถกับเรือซับซ้อน ผู้ประกอบการอาจเลือกใช้ถนนแม้มีต้นทุนสูงกว่า เพราะต้องการความรวดเร็วและความแน่นอน
โจทย์สำคัญของภาครัฐจึงไม่ใช่การบังคับให้ผู้ประกอบการเลือกทางน้ำ แต่ต้องทำให้การขนส่งทางน้ำมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเป็นตัวเลือกจริงในเชิงธุรกิจ


สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 ยังเป็นเส้นเลือดหลักของ R3A
หลังตรวจท่าเรือเชียงของ นายสรรเพชญและคณะเดินทางไปยังสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 เพื่อตรวจติดตามการขนส่งขาเข้าและขาออก รวมถึงการใช้งานเครื่องเอกซเรย์สินค้า
สะพานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมอำเภอเชียงของกับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว และต่อเนื่องไปยังจีนตอนใต้ผ่านเส้นทาง R3A การเพิ่มประสิทธิภาพบริเวณด่านจึงส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และเกษตรกรที่พึ่งพาตลาดจีน
เครื่องเอกซเรย์สินค้าเป็นส่วนสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความรวดเร็วและความมั่นคง เพราะการค้าชายแดนปริมาณมากอาจถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ต้องเปิดตรวจทุกตู้ด้วยวิธีทางกายภาพ ย่อมทำให้กระบวนการล่าช้าและกระทบสินค้าที่เน่าเสียง่าย
การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบ การวิเคราะห์ความเสี่ยง และระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลล่วงหน้าจึงช่วยให้สินค้าปกติผ่านด่านได้เร็ว ขณะเดียวกันยังเพิ่มโอกาสตรวจพบสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง
สองท่าเรือควรมีบทบาทต่างกันแต่เชื่อมกัน
เชียงรายมีทั้งท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ สะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 ด่านแม่สาย และเส้นทาง R3A กับ R3B ทำให้จังหวัดมีโครงสร้างการค้าชายแดนที่หลากหลายกว่าหลายพื้นที่
โอกาสสำคัญอยู่ที่การวางบทบาทของแต่ละจุดให้เสริมกัน ไม่ใช่แข่งขันกันเองโดยไม่มีทิศทาง ท่าเรือเชียงแสนอาจเน้นการขนส่งตู้สินค้าทางแม่น้ำโขงไปจีนตอนใต้ ท่าเรือเชียงของอาจปรับบทบาทเป็นพื้นที่สนับสนุนโลจิสติกส์ คลังสินค้า หรือบริการเฉพาะทาง ขณะที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 รองรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วทางถนน
ด่านแม่สายและเส้นทาง R3B ซึ่งเพิ่งได้รับการผลักดันให้ใช้ส่งออกผลไม้สดไปจีนผ่านเมียนมา ยังเพิ่มทางเลือกใหม่ให้ผู้ประกอบการ แต่อาจมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความแน่นอนของเส้นทางมากกว่า
ระบบที่มีหลายเส้นทางช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารความเสี่ยง หากจุดหนึ่งเกิดความแออัด น้ำในแม่น้ำเปลี่ยนแปลง หรือด่านชายแดนมีข้อจำกัด ยังสามารถปรับไปใช้เส้นทางอื่นได้
โอกาสของชุมชนต้องมากกว่ารถบรรทุกผ่านจังหวัด
การพัฒนาโลจิสติกส์จะมีความหมายต่อเชียงรายอย่างแท้จริง เมื่อรายได้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับบริษัทขนส่งหรือผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่กระจายสู่คนในพื้นที่
การเติบโตของท่าเรือสามารถสร้างความต้องการคลังสินค้า ห้องเย็น อู่ซ่อมรถ ร้านอาหาร ที่พัก แรงงานยกขน บริการเอกสาร และระบบขนส่งระยะสั้น ขณะที่สินค้าเกษตรของเชียงราย เช่น ชา กาแฟ ลำไย ลิ้นจี่ และผลิตภัณฑ์แปรรูป อาจเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้สะดวกขึ้น
แต่หากรถสินค้าเพียงผ่านจังหวัดโดยไม่มีการใช้บริการหรือซื้อสินค้าท้องถิ่น ผลประโยชน์ที่ตกถึงชุมชนอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ ภาครัฐจึงควรเชื่อมการลงทุนท่าเรือกับการพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ มาตรฐานสินค้า ห้องเย็น และศูนย์รวบรวมผลผลิต
เมืองท่าที่เติบโตยังต้องรับมือผลกระทบด้านจราจร ความปลอดภัย เสียง มลพิษ และการใช้ที่ดิน หากไม่มีการวางแผน รถบรรทุกจำนวนมากอาจสร้างภาระให้ชุมชนริมเส้นทางมากกว่าสร้างโอกาส
จากประตูชายแดนสู่ศูนย์กลางต้องพิสูจน์ด้วยประสิทธิภาพ
การเติบโตของตู้สินค้าที่ท่าเรือเชียงแสนเกือบ 74 เปอร์เซ็นต์เป็นสัญญาณสำคัญว่า การขนส่งทางแม่น้ำโขงยังมีศักยภาพ และสามารถกลับมาแข่งขันกับถนนได้เมื่อมีตลาดและกฎระเบียบรองรับ
แต่การก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขงไม่ได้เกิดจากจำนวนตู้สินค้าเพียงปีเดียว ต้องอาศัยความต่อเนื่องของปริมาณสินค้า ตารางเดินเรือที่แน่นอน ระบบตรวจปล่อยที่รวดเร็ว และความร่วมมือกับท่าเรือและหน่วยงานศุลกากรของประเทศเพื่อนบ้าน
เชียงรายยังต้องวางแผนให้ท่าเรือ ถนน สะพาน ด่านศุลกากร และคลังสินค้าเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาความปลอดภัยและลดผลกระทบต่อชุมชน
หากทำได้ ท่าเรือเชียงแสนจะไม่ใช่เพียงจุดเทียบเรือริมแม่น้ำโขง แต่จะเป็นประตูส่งผลไม้และสินค้าไทยเข้าสู่จีนตอนใต้ ขณะที่เชียงของจะยังคงเป็นฐานสำคัญของเส้นทาง R3A และการค้าผักผลไม้ปริมาณเกือบล้านตันต่อปี
คำถามหลังการลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลจะลงทุนเพิ่มเท่าไร แต่คือจะทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่สร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับชีวิตของประชาชนเชียงรายได้จริง
เพราะศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนรถ เรือ หรือตู้สินค้าเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความรวดเร็ว ความปลอดภัย ความสามารถในการแข่งขัน และผลประโยชน์ที่เดินทางกลับไปถึงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชนชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม



เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย ข้อมูลการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ณ ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ และสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 วันที่ 13 กรกฎาคม 2569
- การท่าเรือแห่งประเทศไทย ข้อมูลสถานะท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของในฐานะท่าเรือภายใต้การกำกับของการท่าเรือแห่งประเทศไทย
- ข้อมูลผลการดำเนินงานท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ปีงบประมาณ 2569 จำนวนเรือ 2,737 เที่ยว สินค้าผ่านท่า 195,574 ตัน และตู้สินค้า 7,010 TEU เพิ่มขึ้นร้อยละ 73.95
- ข้อมูลด่านศุลกากรเชียงของ ปีงบประมาณ 2568 การส่งออกผลไม้ 543,805 ตัน และนำเข้า 335,656 ตัน