แก้ปัญหา PM2.5 ด้วยกลไกตลาด เชียงรายดึงเอกชนรับซื้อฟางและซังข้าวโพด 20 ล้านบาท ตั้งเป้า 3 พันล้านใน 5 ปี
Summary
- กระทรวง อว. ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวโครงการ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง @ พื้นที่เชียงราย” ที่ อ.แม่จัน
- ดึง 4 บริษัทเอกชนลงนามแสดงเจตจำนงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท
- ชูโมเดล “Zero Burn to Earn” เปลี่ยนฟางข้าวและซังข้าวโพดเป็นพลังงานชีวมวลและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก
- กำหนดแนวทางจำกัดรัศมีขนส่งรอบจุดรวบรวมประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อลดภาระต้นทุนโลจิสติกส์ของเกษตรกร
- วางเป้าหมายระยะยาว 5 ปี สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาดมากกว่า 3,000 ล้านบาท
พลิกตำราดับฝุ่น อว.–เกษตรฯ ดึง 4 เอกชนรับซื้อขยะเกษตรเชียงราย ปั้น “Zero Burn to Earn” เปลี่ยนไม่เผาให้เป็นรายได้ ลุ้นมูลค่า 3 พันล้านใน 5 ปี
เชียงราย,30 สิงหาคม 2569 – จากเดิมที่การแก้ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือมักวนอยู่กับคำสั่งห้ามเผา การเฝ้าระวังจุดความร้อน และมาตรการควบคุมตามฤดูกาล รัฐบาลกำลังทดลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่ว่า หากเกษตรกรสามารถ “ได้เงินจากการไม่เผา” มากกว่าการกำจัดเศษวัสดุด้วยไฟ ปัญหาฝุ่นจะถูกแก้จากต้นทางด้วยกลไกตลาดได้หรือไม่
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานการแสดงเจตจำนงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในงาน “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง @ พื้นที่เชียงราย” ที่อำเภอแม่จัน โดยมีเอกชน 4 รายเข้าร่วม ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด และบริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด
ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายระบุว่า ภาคเอกชนมีข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตรมูลค่ารวม กว่า 20 ล้านบาท ขณะที่ความร่วมมือระยะ 5 ปีตั้งเป้าต่อยอดผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ มากกว่า 3,000 ล้านบาท จุดนี้ต้องแยกให้ชัดว่า 3,000 ล้านบาทยังเป็น “เป้าหมายหรือประมาณการมูลค่าเพิ่มในอนาคต” ไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่ใช่เงินที่จะไหลตรงเข้าสู่กระเป๋าเกษตรกรทั้งหมด
หัวใจของโมเดลจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า Zero Burn เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คำว่า Earn เพราะรัฐกำลังทดลองเปลี่ยนเศษวัสดุอย่างฟางข้าว ซังและต้นข้าวโพด ซึ่งเดิมมีต้นทุนในการเก็บ ขน และจัดการ ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มี “ผู้ซื้อปลายทาง” รองรับ หากกลไกนี้ทำงานจริง เกษตรกรจะมีทางเลือกใหม่ระหว่างการเผาทิ้งกับการขายหรือแปรรูปเพื่อสร้างรายได้
จากคำสั่ง “ห้ามเผา” สู่คำถามใหม่ “ไม่เผาแล้วได้เงินเท่าไร”
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันวางแนวคิดของโครงการไว้บนหลักเศรษฐศาสตร์ โดยมองว่าการลดการเผาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเกษตรกรเห็นผลประโยชน์ที่ชัดกว่าเดิม ไม่ใช่ต้องพึ่งการอุดหนุนหรือการบังคับใช้มาตรการจากรัฐตลอดเวลา แนวคิดจึงเป็นการเชื่อมเกษตรกร งานวิจัย ภาคเอกชน และตลาดเข้าเป็น Value Chain เดียวกัน เพื่อให้วัสดุเหลือใช้จากไร่นาเดินทางไปต่อเป็นพลังงานทดแทน วัสดุชีวภาพ หรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลกแทนการถูกเผาในแปลง
นี่เป็นการเปลี่ยนสมมติฐานของนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในอดีตต้นทุนการไม่เผามักตกอยู่กับเกษตรกร ตั้งแต่ค่าแรงเก็บเศษวัสดุ ค่าอัดก้อน ค่าเครื่องจักร ไปจนถึงค่าขนส่ง หากผลผลิตเหล่านี้ไม่มีตลาดรองรับ การเผาจึงอาจเป็นทางเลือกที่ถูกและรวดเร็วที่สุดในทางปฏิบัติ แม้จะสร้างต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้สังคมในวงกว้าง
โมเดล Zero Burn to Earn พยายามกลับด้านสมการดังกล่าว โดยทำให้เศษวัสดุมีราคา มีผู้ซื้อ และมีระบบขนส่งที่ลดภาระต้นทาง หากทำได้จริง การลดการเผาจะไม่ใช่พฤติกรรมที่รัฐต้อง “ขอความร่วมมือ” เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐกิจที่เกษตรกรมีแรงจูงใจทำเอง
อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังต้องตอบให้ชัดที่สุดคือ เกษตรกรจะได้รับเงินจริงกิโลกรัมหรือตันละเท่าไร เพราะข้อมูลการเปิดโครงการที่เชียงรายยังไม่ได้ระบุราคากลางของฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือต้นข้าวโพดแต่ละชนิดอย่างชัดเจน จึงยังไม่ควรสื่อสารว่าชาวบ้านจะมีรายได้เพิ่มเท่าใดต่อไร่จนกว่าจะมีตารางรับซื้อจริง
20 ล้านบาทคือ “ตลาดก้อนแรก” แต่ยังต้องแกะว่าใครซื้ออะไร ปริมาณเท่าไร
ตัวเลขกว่า 20 ล้านบาทเป็นหนึ่งในจุดที่มีน้ำหนักที่สุดของโครงการ เพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ได้เสนอเพียงงานวิจัยหรือแนวคิด แต่มีเอกชนเข้ามาแสดงเจตจำนงด้าน Demand จริง โดย 4 บริษัทที่เข้าร่วมมีศักยภาพนำเศษวัสดุไปต่อยอดในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม
แต่ในเชิงตรวจสอบ ตัวเลข 20 ล้านบาทยังต้องเปิดรายละเอียดต่อว่า แบ่งเป็นคำสั่งซื้อหรือข้อตกลงของแต่ละบริษัทเท่าไร รับซื้อวัตถุดิบชนิดใด จำนวนกี่ตัน ราคาอ้างอิงเท่าไร และมีกรอบเวลาส่งมอบเมื่อใด เพราะคำว่า “ข้อตกลงรับซื้อ” มีความหมายต่างจากยอดซื้อที่ชำระเงินจริงแล้ว
หากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ ประชาชนจะรู้เพียงว่ามีตลาด 20 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าเงินจะกระจายถึงเกษตรกรกี่ราย หรือพื้นที่ใดได้ประโยชน์มากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากผู้รับซื้อเน้นฟางข้าว พื้นที่ปลูกข้าวย่อมได้ประโยชน์ต่างจากพื้นที่ข้าวโพด และหากต้องการวัตถุดิบที่ผ่านการอัดหรือแปรรูปก่อน เกษตรกรที่ไม่มีเครื่องจักรก็อาจไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้โดยตรง
ดังนั้น “20 ล้านบาท” ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิด Contract Map มากกว่าตัวเลขประชาสัมพันธ์เพียงก้อนเดียว โดยอย่างน้อยควรเปิดให้เห็น ผู้ซื้อ–วัตถุดิบ–ปริมาณ–พื้นที่–ราคา–ช่วงส่งมอบ เพื่อพิสูจน์ว่าตลาดนี้เกิดขึ้นจริงที่ระดับไร่นา
รัศมี 20 กิโลเมตรคือหัวใจ เพราะชีวมวลแพ้ค่าขนส่ง
หนึ่งในบทเรียนจากโมเดลเชียงใหม่ที่ถูกนำมาปรับใช้กับเชียงรายคือปัญหาโลจิสติกส์ เนื่องจากเศษวัสดุเกษตรจำนวนมากมีน้ำหนักและปริมาตรสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าต่อหน่วย หากต้องขนไกล ต้นทุนรถ น้ำมัน และการจัดการสามารถกินรายได้เกษตรกรหรือกำไรของผู้รับซื้อจนโมเดลไม่คุ้มทุน
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันจึงระบุแนวทางเชื่อมแหล่งวัตถุดิบกับผู้ใช้หรือผู้รับซื้อในรัศมีประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและทำให้ Supply Chain อยู่ใกล้พื้นที่ผลิตมากที่สุด
แนวคิดนี้มีความสำคัญมากกว่าตัวเลขระยะทาง เพราะหากโครงการต้องพึ่งโรงงานที่อยู่ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอาจถูกหักกลับด้วยค่าขนส่ง แต่หากสร้างจุดรวบรวม แปรรูป หรือผู้ใช้ชีวมวลใกล้แหล่งผลิต เงินส่วนหนึ่งจะยังหมุนอยู่ในท้องถิ่น ตั้งแต่คนรวบรวม เจ้าของเครื่องอัด ไปจนถึงผู้ขนส่งและโรงงานขนาดกลาง
อย่างไรก็ตาม รัศมี 20 กิโลเมตรเป็นแนวทางที่ประกาศสำหรับการ Matching ไม่ได้หมายความว่าวัตถุดิบทุกชนิดหรือทุกพื้นที่ต้องอยู่ภายใน 20 กิโลเมตรตายตัว เพราะข้อมูลของ บพข.ในช่วงนำร่องเชียงใหม่ยังใช้รูปแบบขนส่งหลายระดับ และมีระบบ Backhauling เพื่อใช้รถเที่ยวเปล่าลดต้นทุนในกรณีที่ต้องเดินทางไกลกว่าเดิม

เชียงใหม่คือห้องทดลอง ก่อนขยายโจทย์มาที่เชียงราย
โครงการ Zero Burn to Earn ไม่ได้เริ่มที่เชียงราย โดย บพข.เปิดโครงการตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2569 และเริ่มทดลองในพื้นที่เชียงใหม่ก่อน ก่อนจัดกิจกรรมขยายผลเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ซึ่งในช่วงนั้นรายงานว่ามีเครือข่ายพันธมิตรเพิ่มจาก 28 เป็นกว่า 40 องค์กร และพัฒนาเป็น “3 โมเดล 6 เส้นทาง” เพื่อสร้างตลาดให้วัสดุเกษตร
โมเดลแรกคือการวนกลับให้ชุมชน โดยใช้ฟางข้าวและซังข้าวโพดจากเชียงรายไปแปรรูปเป็นแผ่นคลุมดิน ปุ๋ย และไบโอชาร์ โมเดลที่สองคือตลาดพลังงานทดแทน นำชีวมวลไปผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่วนโมเดลที่สามคือตลาดผลิตภัณฑ์รักษ์โลก เช่น เยื่อพืช บรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และฉนวนจากต้นข้าวโพด
ข้อมูลช่วงเดือนพฤษภาคมยังตั้งเป้าว่า ภายใน 5 ปี ระบบจะสามารถรองรับเศษวัสดุเกษตรมากกว่าแสนตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่น่าสนใจ เพราะทำให้สามารถตรวจย้อนกลับได้ว่าโครงการขยายจาก Pilot ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมจริงหรือไม่
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันเองยอมรับในการลงพื้นที่เชียงรายว่า จากการทดลองในเชียงใหม่มีทั้งรูปแบบที่ใช้ได้จริงและบางส่วนที่ต้องปรับปรุง จึงไม่ควรนำคำว่า “โมเดลสำเร็จ” มาใช้กับเชียงรายเร็วเกินไป เพราะพื้นที่เพาะปลูก ชนิดวัสดุ ความลาดชัน ระยะทาง และโครงสร้างผู้ซื้อของแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน
3,000 ล้านบาทต้องอ่านว่า “เป้าหมายมูลค่าเพิ่ม” ไม่ใช่เงินกองกลาง
อีกตัวเลขที่สร้างแรงดึงดูดคือเป้าหมาย มากกว่า 3,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดที่ภาคเอกชนและเครือข่ายคาดว่าจะต่อยอดได้
สิ่งที่ไม่ควรทำคือเขียนว่า “โครงการมีงบ 3,000 ล้านบาท” หรือ “เกษตรกรเชียงรายจะได้เงิน 3,000 ล้านบาท” เพราะข้อมูลไม่ได้ระบุเช่นนั้น ตัวเลขนี้คือประมาณการ Economic Value ที่อาจเกิดจากทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบ มูลค่าการแปรรูป ผลิตภัณฑ์พลังงาน สินค้า Green Product และกิจกรรมทางธุรกิจของผู้ประกอบการ
หากต้องการพิสูจน์เป้าหมายดังกล่าว ควรกำหนด Baseline ตั้งแต่ปีแรก เช่น ปริมาณวัสดุที่เข้าสู่ระบบจริง มูลค่าที่เกษตรกรได้รับ ยอดซื้อจากเอกชน มูลค่าผลิตภัณฑ์หลังแปรรูป และจำนวนจุดเผาที่ลดลง เมื่อครบ 5 ปีจึงจะสามารถตอบได้ว่า 3,000 ล้านบาทเกิดจากส่วนใดและกระจายประโยชน์ไปยังใครบ้าง
ไม่เช่นนั้น ตัวเลขใหญ่จะเป็นเพียง Target ทางการตลาดที่ตรวจสอบไม่ได้
“เป๋าตุง” จะเกิดจริงหรือไม่ ต้องดูต้นทุนสุทธิหลังหักเก็บ–อัด–ขน
สำหรับชาวสวนและเกษตรกร แก่นของโครงการไม่ได้อยู่ที่มูลค่าผลิตภัณฑ์ปลายทาง แต่คือเงินสุทธิที่เหลือหลังหักต้นทุน หากขายฟางหรือซังข้าวโพดได้เงินแต่ต้องจ่ายค่าแรงเก็บ ค่าอัด ค่ารถ และค่าขนมากกว่า รายได้ใหม่ก็อาจไม่สร้างแรงจูงใจให้หยุดเผา
ดังนั้น ทีมภาคสนามควรเก็บข้อมูลจากเกษตรกรอย่างน้อย 5 ตัวเลข ได้แก่ ราคาที่ผู้ซื้อรับจริงต่อกิโลกรัมหรือตัน ต้นทุนเก็บรวบรวม ต้นทุนอัดหรือแปรรูปเบื้องต้น ต้นทุนขนส่ง และรายได้สุทธิต่อไร่หลังหักทุกค่าใช้จ่าย จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับวิธีจัดการวัสดุแบบเดิม
ประเด็นนี้สำคัญเพราะคำว่า “ของเหลือทิ้งเป็นเงิน” อาจฟังง่าย แต่เศษวัสดุการเกษตรไม่ได้อยู่รวมเป็นกองพร้อมขายตั้งแต่ต้น หากแปลงกระจายอยู่บนภูเขาหรือรถเข้าไม่ถึง ต้นทุนเก็บและขนยิ่งสูง การออกแบบจุดรวบรวมในรัศมีใกล้พื้นที่ผลิตจึงเป็น Critical Infrastructure ของโมเดล
จนกว่าจะมีข้อมูลราคาซื้อจริงในเชียงราย ข่าวไม่ควรใส่ตัวเลขรายได้ต่อกิโลกรัมจากการคาดการณ์ แม้จะมีราคาในพื้นที่นำร่องอื่นก็ตาม เพราะชนิดวัตถุดิบ คุณภาพ ความชื้น และเงื่อนไขการส่งมอบอาจต่างกัน
แพลตฟอร์ม Matching คือ “ตลาดกลาง” ที่ต้องพิสูจน์ว่าคนบนดอยใช้ได้จริง
บพข.เคยเปิด Matching System เพื่อให้เกษตรกรลงทะเบียนวัสดุเหลือใช้ และสามารถเปลี่ยนเศษวัสดุเป็น PMUC Point สำหรับแลกนวัตกรรม เช่น แผงโซลาร์เซลล์มือสอง น้ำมันไบโอดีเซล หรือวัสดุคลุมดิน โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มยังถูกใช้วิเคราะห์ Demand และ Supply เพื่อออกแบบนโยบายต่อไป
แนวคิดนี้ช่วยให้ระบบมองเห็นว่า วัตถุดิบอยู่ที่ไหน มีปริมาณเท่าไร และผู้ซื้อรายใดอยู่ใกล้ที่สุด แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Technology Platform เพียงอย่างเดียว หากเกษตรกรต้องลงทะเบียนเองผ่านระบบออนไลน์ มีข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ต หรือไม่รู้วิธีบันทึกปริมาณวัสดุ ระบบก็อาจเก็บข้อมูลได้เฉพาะกลุ่มที่เข้าถึงเทคโนโลยี
ดังนั้น ในเชียงรายต้องจับตาว่าจะมีใครเป็น “ตัวกลางหน้างาน” ทั้งองค์กรเกษตร สหกรณ์ ผู้นำชุมชน หรือศูนย์รวบรวม เพื่อช่วยเกษตรกรเข้าสู่ระบบและรับรองปริมาณวัตถุดิบจริง
หากส่วนนี้ทำงานได้ Matching System จะไม่ใช่เพียงเว็บไซต์ แต่กลายเป็น Data Infrastructure ที่ทำให้เอกชนตัดสินใจลงทุนเครื่องจักรและตั้งจุดแปรรูปตามแหล่งชีวมวลจริงได้
จากเศษวัสดุสู่พลังงานและ Green Product ต้องระวังว่า “แปรรูป” ไม่ได้แปลว่าไร้มลพิษ
แนวทางของโครงการครอบคลุมทั้งพลังงานทดแทนและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ตั้งแต่ไบโอชาร์ วัสดุคลุมดิน ไปจนถึงชีวมวลอัดและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกปลายทางของวัตถุดิบให้มากกว่าการเผากลางแจ้ง
แต่ในเชิงสิ่งแวดล้อม ต้องแยกคำว่า “ลดการเผาในพื้นที่เกษตร” ออกจากคำว่า “Zero Emission” เพราะการนำชีวมวลไปใช้ผลิตพลังงานหรือผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมยังมีการใช้พลังงานและอาจมีการปล่อยก๊าซหรือมลพิษตามเทคโนโลยีที่ใช้
ดังนั้น หากจะต่อยอดไปถึง Carbon Credit ต้องมีระบบวัดตลอดวงจรชีวิต หรือ Life Cycle Assessment ตั้งแต่การเก็บ ขนส่ง แปรรูป จนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อพิสูจน์ว่าการลดการเผากลางแจ้งให้ผลด้านคาร์บอนและคุณภาพอากาศสุทธิเท่าไร
จากข้อมูลที่ประกาศในเชียงรายครั้งนี้ ยังไม่มีรายละเอียดว่ามีคาร์บอนเครดิตออกแล้ว หรือเกษตรกรจะได้รับรายได้จากคาร์บอนเครดิตในอัตราใด จึงไม่ควรนำ Carbon Credit มาเขียนเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สามารถวางเป็น “โอกาสระยะถัดไป” ที่ต้องพัฒนาระบบ MRV ให้รองรับ
ของที่ส่งมอบวันนี้ช่วยลดต้นทุน แต่ไม่ใช่รายได้จากการขายขยะโดยตรง
ภายในงาน กระทรวง อว. และ บพข.ยังส่งมอบระบบโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตรให้กับเครือข่ายด้านเกษตรในจังหวัดเชียงราย ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ระบุถึงการมอบต้นกล้ากาแฟโรบัสต้า 15,000 ต้นเพื่อสนับสนุนทางเลือกด้านรายได้ของเกษตรกรด้วย
สิ่งเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานหรือสร้างทางเลือกทางการผลิต แต่ต้องแยกออกจาก “รายได้จากการรับซื้อวัสดุเกษตร” เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจว่าการนำวัสดุเข้าสู่ระบบจะได้รับโซลาร์เซลล์หรือไบโอดีเซลทุกกรณีโดยอัตโนมัติ
รายละเอียดสิทธิประโยชน์ควรเปิดให้ชัดว่า เกษตรกรต้องสะสม PMUC Point อย่างไร วัตถุดิบแต่ละชนิดคิดแต้มเท่าไร และมีเงื่อนไขการแลกอุปกรณ์แบบใด เพราะนี่คือกลไกที่กำหนดว่าผลประโยชน์จากโครงการจะกระจายอย่างเท่าเทียมหรือไม่
ฤดูฝุ่นปลายปีคือ Deadline แรกของโมเดลเชียงราย
หนึ่งในจุดที่น่าสนใจคือรัฐบาลไม่ได้รอให้ฝุ่นกลับมาหนักแล้วจึงเริ่มมาตรการ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันระบุว่า ช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมคือช่วงเตรียมระบบ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม โดยจะประสานจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้ข้อมูลพื้นที่ที่มีการเผาสูงในปีก่อนเป็นเป้าหมาย
หากแนวทางนี้เดินตามข้อมูลจริง จะช่วยเปลี่ยนการทำงานจากการตอบสนองหลังเกิด Hotspot ไปเป็น Preventive Market Intervention กล่าวคือ เข้าไปสร้างตลาดและระบบเก็บวัสดุก่อนถึงฤดูเผา
ตัวชี้วัดที่สำคัญจึงควรเป็นจำนวนตันของเศษวัสดุที่ถูกดึงออกจากพื้นที่เสี่ยง จำนวนเกษตรกรเข้าร่วม พื้นที่ไร่ที่ไม่เผา และจำนวน Hotspot ที่ลดลงเมื่อเทียบกับ Baseline เดิม ไม่ใช่วัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือจำนวน MOU
หากช่วงต้นปี 2570 จำนวนจุดความร้อนในพื้นที่เป้าหมายไม่ลดลง แม้มีการซื้อวัสดุจำนวนมาก นั่นหมายความว่าต้องกลับไปตรวจว่าโครงการเข้าถึงพื้นที่เผาจริงหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่นที่ยังไม่ถูกแก้
โจทย์ใหญ่คือทำให้ “เลิกเผา” แข่งขันได้กับต้นทุนจริงของเกษตรกร
โมเดล Zero Burn to Earn มีข้อได้เปรียบตรงที่ไม่มองเกษตรกรเป็นเพียงผู้ก่อปัญหา แต่ยอมรับว่าการจัดการเศษวัสดุมีต้นทุน และพยายามเปลี่ยนเศษวัสดุเหล่านั้นให้มีราคาในตลาด นี่เป็นการเปลี่ยนจาก Enforcement-led Policy ไปสู่ Incentive-led Policy ที่อาจสร้างความร่วมมือได้มากกว่าในระยะยาว
แต่ความสำเร็จจะไม่เกิดจากการมีเอกชน 4 รายหรือ MOU 20 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว หากราคาซื้อไม่สูงพอ จุดรวบรวมอยู่ไกล เครื่องจักรไม่พอ หรือเกษตรกรต้องแบกต้นทุนต้นทางมากเกินไป พฤติกรรมการเผาก็อาจไม่เปลี่ยน
จากนี้จึงต้องติดตามว่า ในแม่จันและพื้นที่เชียงรายจะมีจุดรับซื้อจริงกี่แห่ง เปิดเมื่อใด รับวัตถุดิบอะไร ราคากี่บาทต่อกิโลกรัม รองรับได้กี่ตันต่อวัน และเงินถูกจ่ายให้เกษตรกรภายในกี่วัน เพราะตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งที่จะพิสูจน์คำว่า “เป๋าตุง” มากกว่ามูลค่ารวมระดับพันล้าน
อีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนต้องพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ปลายทางมีตลาดซื้อจริงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รับซื้อเพียงช่วงโครงการนำร่อง เพราะหาก Demand หายไปหลังหมดงบหรือหมดแรงสนับสนุนจากรัฐ ระบบก็จะย้อนกลับไปสู่ปัญหาเดิมทันที
จาก 20 ล้านวันนี้ สู่ 3 พันล้านใน 5 ปี ต้องมี Dashboard ให้ประชาชนตามได้
หากรัฐบาลต้องการให้โครงการนี้เป็นต้นแบบระดับประเทศ วิธีสร้างความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดคือเปิด Dashboard ติดตามผลตั้งแต่ต้น โดยแสดงปริมาณวัสดุที่รับซื้อรายเดือน มูลค่าที่จ่ายถึงเกษตรกร จำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนผู้ซื้อ ระยะทางเฉลี่ยในการขนส่ง และผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตจากวัตถุดิบเหล่านั้น
ควรมีข้อมูลสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย เช่น จำนวนพื้นที่เผาที่ลดลง Hotspot ในพื้นที่โครงการ และการลดการปล่อยมลพิษที่ประเมินด้วยวิธีมาตรฐาน เพราะเป้าหมายของโครงการไม่ใช่เพียงสร้างเศรษฐกิจใหม่ แต่ต้องพิสูจน์ว่าช่วยลด PM2.5 ได้จริง
ในทางเศรษฐกิจ ตัวเลข 3,000 ล้านบาทควรถูกแตกออกเป็นรายปีและราย Value Chain เพื่อดูว่าเกษตรกรได้ส่วนแบ่งเท่าไร ผู้รวบรวมและขนส่งได้เท่าไร และส่วนใดเป็นมูลค่าเพิ่มของโรงงานหรือผลิตภัณฑ์ปลายทาง หากเปิดรายละเอียดนี้ได้ จะทำให้คำว่า Circular Economy ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่กลายเป็นระบบที่ตรวจสอบการกระจายรายได้ได้จริง
“Zero Burn to Earn” จะสำเร็จเมื่อไฟหายจากไร่และเงินเข้ากระเป๋าชาวบ้านพร้อมกัน
การลงนามรับซื้อวัสดุเกษตรวันที่ 29 สิงหาคมทำให้เชียงรายก้าวเข้าสู่การทดลองครั้งสำคัญ เพราะเป็นการเอากลไกตลาดเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างปัญหาฝุ่นกับปากท้อง แทนที่จะพยายามแก้สองเรื่องแยกจากกัน
วันนี้มีผู้ซื้อ 4 ราย มีข้อตกลงรับซื้อกว่า 20 ล้านบาท มีแนวคิดจำกัดรัศมีขนส่งราว 20 กิโลเมตร และมีเป้าหมายต่อยอดมูลค่าเพิ่มมากกว่า 3,000 ล้านบาทใน 5 ปี ข้อมูลเหล่านี้ทำให้โครงการมีองค์ประกอบมากกว่าการรณรงค์งดเผาแบบเดิม
แต่คำตอบสำคัญยังอยู่หน้างานว่า ชาวบ้านจะขายฟางหรือซังข้าวโพดได้ราคาเท่าไร ต้องขนไปที่ไหน เงินสุทธิหลังหักต้นทุนเหลือเท่าไร และพื้นที่ที่เคยมี Hotspot สูงจะลดการเผาลงจริงหรือไม่
ดังนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะเรียกโมเดลนี้ว่า “แก้ PM2.5 สำเร็จ” แต่เพียงพอที่จะเรียกว่าเป็น การเปลี่ยนวิธีคิด จากการบอกเกษตรกรว่า “ห้ามเผา” ไปสู่การสร้างเหตุผลทางเศรษฐกิจให้เขาเลือก “ไม่เผา” ด้วยตัวเอง
ปลายทางของโครงการจึงไม่ควรวัดจากจำนวน MOU หรือมูลค่าเป้าหมาย 3,000 ล้านบาทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากสองตัวเลขที่ง่ายและตรงที่สุด คือ ไฟในไร่ลดลงเท่าไร และเงินสุทธิในกระเป๋าเกษตรกรเพิ่มขึ้นเท่าไร
หากสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน “Zero Burn to Earn” ก็อาจกลายเป็นมากกว่าแคมเปญแก้ฝุ่นของเชียงราย แต่เป็นต้นแบบใหม่ของการใช้เศรษฐศาสตร์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาคเกษตรของประเทศ.





เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม