เปิด บึงทัพฟ้า ฝูงบิน 416 สนามบินเก่าเชียงราย จัดวิ่ง Playground Run ระดมพลังสร้างสวนสาธารณะเมืองน่าอยู่
- เทศบาลนครเชียงราย ร่วมกับ ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ เปิดตัว “สนามเด็กเล่นบึงทัพฟ้า” อย่างเป็นทางการ
- ปรับเปลี่ยนพื้นที่สนามบินเก่าใจกลางเมืองเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวสำหรับครอบครัวและการออกกำลังกาย
- สมาคมขัวศิลปะและเยาวชนจิตอาสาร่วมแต่งแต้มสีสันและงานศิลปะรอบสนามเด็กเล่น
- จัดกิจกรรม 416 Playground Run วิ่งระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ระดมทุนสร้างสนามเด็กเล่นโดยไม่หักค่าใช้จ่าย
- พื้นที่บึงทัพฟ้าทำหน้าที่สองบทบาท ทั้งลานกิจกรรมนันทนาการและฐานสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิบัติ
ปลดล็อกพื้นที่สนามบินเก่าสู่พื้นที่ของเมือง เทศบาลนครเชียงรายผนึกฝูงบิน 416 เปิด “บึงทัพฟ้า” เชื่อมสนามเด็กเล่น–ทางวิ่ง สู่โมเดลพื้นที่สาธารณะของประชาชน
เชียงราย,22 สิงหาคม 2569 – มีพื้นที่ของหน่วยงานความมั่นคงกับพื้นที่สาธารณะของเมืองอาจดูเหมือนเป็นคนละโลก แต่ที่ใจกลางเชียงราย เส้นแบ่งดังกล่าวกำลังถูกทำให้ยืดหยุ่นขึ้น เมื่อฝูงบิน 416 และเทศบาลนครเชียงรายร่วมกันพัฒนาพื้นที่ “บึงทัพฟ้า” ภายในสนามบินเชียงรายเดิม ให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ทั้งการเดิน วิ่ง พักผ่อน และทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว การเปิด “สนามเด็กเล่นบึงทัพฟ้า” อย่างเป็นทางการ พร้อมกิจกรรม 416 Playground Run ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ซึ่งใช้การวิ่งเป็นกลไกระดมพลังจากภาคธุรกิจ เครือข่าย และประชาชนเพื่อร่วมสร้างพื้นที่สำหรับเด็กเชียงราย
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนางบังอร มะลิดิน รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย นายณรงค์ศักดิ์ เตือนสกุล ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล และนายวินัย โซนี่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเมือง เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีพลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธี พร้อมนาวาอากาศเอก ปราโมทย์ กุยแก้ว ผู้บังคับฝูงบิน 416 และภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการ
หากมองเพียงภาพกิจกรรม นี่อาจเป็นการเปิดสนามเด็กเล่นอีกแห่งหนึ่งของเชียงราย แต่หากมองผ่านมิติการพัฒนาเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายมากกว่านั้น เพราะเป็นตัวอย่างของการนำพื้นที่ราชการที่มีภารกิจเฉพาะมาออกแบบการใช้งานร่วมกับประชาชน โดยยังรักษาภารกิจและมาตรการความมั่นคงของกองทัพไว้ ทำให้พื้นที่หนึ่งผืนสามารถทำหน้าที่ทั้งด้านความมั่นคง การช่วยเหลือภัยพิบัติ การออกกำลังกาย และนันทนาการของเมืองได้พร้อมกัน
จากสนามบินเก่าสู่พื้นที่สาธารณะ แนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มในวันเปิดสนามเด็กเล่น
การเปิดพื้นที่ฝูงบิน 416 ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกิจในปีนี้ ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศมีแผนพัฒนาสนามบินเชียงราย หรือ “สนามบินเก่า” ให้เป็นศูนย์กลางสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนในภาคเหนือตอนบน ทั้งการค้นหาและช่วยชีวิต การลำเลียงผู้ป่วย การสนับสนุนปฏิบัติการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และการเป็นพื้นที่รองรับการปฏิบัติงานเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะเดียวกัน แผนดังกล่าวกำหนดให้ประชาชนยังสามารถเข้ามาใช้พื้นที่สำหรับเดิน วิ่ง และออกกำลังกายได้ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน
ในปี 2568 ยังมีการจัดกิจกรรมวิ่ง “416 UNTIL SUNBURN” โดยมีเป้าหมายระดมรายได้เพื่อพัฒนาและดูแลสวนสาธารณะฝูงบิน 416 รวมถึงบึงทัพฟ้า และระบุถึงความร่วมมือระหว่างฝูงบิน 416 กับเทศบาลนครเชียงรายในการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสำหรับประชาชน
เมื่อนำสองช่วงเวลามาวางต่อกัน จะเห็นว่าการเปิดสนามเด็กเล่นวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ไม่ใช่โครงการโดดเดี่ยว แต่เป็นอีกชิ้นหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนพื้นที่สนามบินเก่าให้มี “Multiple Public Functions” มากขึ้น กล่าวคือยังคงเป็นพื้นที่ปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ แต่ในช่วงและบริเวณที่เหมาะสมก็สามารถเปิดให้เมืองเข้ามาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพ นันทนาการ และกิจกรรมชุมชนได้
แนวคิดนี้สำคัญกับเมืองเชียงราย เพราะการสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการซื้อที่ดินและสร้างสวนใหม่ทุกครั้ง หากเมืองสามารถค้นหาพื้นที่ราชการเดิมที่มีศักยภาพ แล้วออกแบบกติกาการใช้ร่วมกันได้ ก็อาจเพิ่มพื้นที่ใช้งานของประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ของที่ดิน
416 Playground Run ใช้ “การวิ่ง” เปลี่ยนผู้ใช้พื้นที่ให้กลายเป็นผู้ร่วมสร้าง
กิจกรรม 416 Playground Run ถูกวางแนวคิดไว้ภายใต้ข้อความ “Every Step Builds a Playground” หรือทุกก้าวร่วมสร้างสนามเด็กเล่น โดยฝูงบิน 416 เปิดรับทั้งผู้สนับสนุนและผู้ร่วมวิ่ง และระบุว่ารายได้จากการสมัครกับเงินสนับสนุนจะถูกนำไปใช้ก่อสร้างสนามเด็กเล่นบึงทัพฟ้าโดยไม่หักค่าใช้จ่ายในการจัดงาน
ความน่าสนใจของโมเดลนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ระยะวิ่ง 2.5 กิโลเมตร แต่อยู่ที่การทำให้คนที่เข้ามาใช้พื้นที่ไม่ได้มีบทบาทเพียง “ผู้รับบริการ” จากรัฐ แต่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ด้วย เงินสนับสนุน แรงกาย งานอาสา และความร่วมมือของภาคธุรกิจถูกเชื่อมเข้ากับเป้าหมายที่จับต้องได้ คือสนามเด็กเล่นที่เด็กสามารถใช้จริงหลังจบกิจกรรม
ในเชิง City Development นี่เป็นรูปแบบหนึ่งของ Participatory Placemaking หรือการสร้างพื้นที่เมืองผ่านการมีส่วนร่วมของคนหลายกลุ่ม แทนที่หน่วยงานรัฐจะเป็นผู้คิด ออกงบ สร้าง และส่งมอบพื้นที่เพียงฝ่ายเดียว โครงการเปิดพื้นที่ให้กองทัพ ท้องถิ่น เอกชน ศิลปิน เยาวชน และประชาชนเข้าไปมีบทบาทคนละส่วน และสุดท้ายเกิดเป็นพื้นที่ที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมมากขึ้น
แต่การจะเรียกว่าเป็น “โมเดล” ได้เต็มรูปแบบ จำเป็นต้องติดตามต่อหลังวันเปิดใช้งานว่า ใครจะเป็นผู้ดูแลสนามในระยะยาว มีงบซ่อมบำรุงอย่างไร เวลาเปิด–ปิดเป็นอย่างไร และประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ต่อเนื่องเพียงใด เพราะความสำเร็จของพื้นที่สาธารณะไม่ได้วัดจากความคึกคักในวันเปิด แต่ต้องวัดจากการถูกใช้งานจริงในอีก 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า

ศิลปะเข้ามาเติมสิ่งที่เครื่องเล่นอย่างเดียวให้ไม่ได้
สนามเด็กเล่นบึงทัพฟ้ายังมีอีกองค์ประกอบสำคัญคือการเข้ามาของสมาคมขัวศิลปะ โดยนายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ พร้อมศิลปินและเยาวชนศิลปินจิตอาสา ร่วมออกแบบ วาดภาพ และระบายสีพื้นที่สนามเด็กเล่นระหว่างวันที่ 13–20 สิงหาคม ก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 สิงหาคม
บทบาทของศิลปินทำให้พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะการนำเครื่องเล่นมาตั้งในพื้นที่ว่าง แต่พยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่มีสีสัน จินตนาการ และการเรียนรู้ร่วมอยู่ด้วย เด็กที่เข้ามาใช้จึงไม่ได้พบเพียงชิงช้าหรือเครื่องเล่น แต่ได้สัมผัสงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นโดยศิลปินและเยาวชนจากเมืองเดียวกัน
ประเด็นนี้มีความหมายในเชิง Placemaking เพราะพื้นที่สาธารณะที่ดีไม่ได้เกิดจากขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “คุณภาพของประสบการณ์” ที่คนได้รับเมื่อเข้ามาใช้ หากสนามเด็กเล่นสามารถทำให้เด็กอยากกลับมา ผู้ปกครองรู้สึกปลอดภัย และครอบครัวสามารถใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้นานขึ้น พื้นที่ก็จะเริ่มสร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมา
ในอีกด้านหนึ่ง การให้เยาวชนร่วมสร้างงานศิลปะยังทำให้เด็กและคนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับพื้นที่ที่ผู้ใหญ่สร้างให้ แต่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตพื้นที่นั้นด้วย ซึ่งเป็นมิติการมีส่วนร่วมที่น่าสนใจหากจะต่อยอดไปยังสวนสาธารณะหรือพื้นที่ว่างอื่นของเชียงราย
ทำไมพื้นที่แบบบึงทัพฟ้าจึงสำคัญกับ “เมืองน่าอยู่”
แนวคิด Liveable City หรือเมืองน่าอยู่ ไม่ได้วัดจากถนนใหญ่ อาคารใหม่ หรือมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคำถามพื้นฐานว่า คนสามารถเดิน ออกกำลังกาย พาลูกไปเล่น พบปะคนอื่น และใช้ชีวิตนอกบ้านได้สะดวกและปลอดภัยเพียงใด
สำหรับพื้นที่เมืองเชียงราย บึงทัพฟ้ามีจุดเด่นตรงที่ตั้งอยู่ในโครงสร้างพื้นที่สนามบินเก่าซึ่งอยู่ในเขตเมือง ทำให้มีศักยภาพต่างจากสวนสาธารณะที่อยู่ไกลชุมชน การมีเส้นทางเดิน–วิ่งประมาณ 2.5 กิโลเมตรควบคู่กับพื้นที่สำหรับเด็กและครอบครัว ทำให้ผู้ใช้หลายช่วงวัยสามารถเข้ามาทำกิจกรรมในเวลาเดียวกันได้
พ่อหรือแม่อาจออกกำลังกาย ขณะที่เด็กใช้สนามเด็กเล่น ผู้สูงอายุอาจมาเดินหรือพักผ่อน และพื้นที่เดียวกันยังสามารถรองรับกิจกรรมชุมชนในบางช่วง นี่คือแนวคิด Multi-generational Public Space หรือพื้นที่สาธารณะที่รองรับคนหลายวัย ซึ่งต่างจากพื้นที่ที่ออกแบบเพื่อคนกลุ่มเดียว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะระบุขนาดพื้นที่สีเขียวทั้งหมด จำนวนผู้ใช้ต่อวัน หรือผลด้านสุขภาพของประชาชน จึงยังไม่ควรสรุปว่าบึงทัพฟ้าทำให้เชียงรายมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์หรือช่วยลดปัญหาสุขภาพได้เท่าใด หากต้องการวัดผลในเชิงเมืองจริง เทศบาลและฝูงบิน 416 ควรเริ่มเก็บ Baseline เหล่านี้หลังเปิดใช้งาน
Civil-Military Synergy เมื่อ “กำแพงราชการ” ถูกแทนด้วยการใช้พื้นที่ร่วม
อีกมิติที่เด่นกว่าตัวสนามเด็กเล่นคือความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงรายกับกองทัพอากาศ เพราะหน่วยงานทั้งสองมีภารกิจและระบบบริหารแตกต่างกันอย่างมาก ฝ่ายหนึ่งดูแลบริการสาธารณะและคุณภาพชีวิตของคนเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมีภารกิจด้านความมั่นคง การบิน และการช่วยเหลือประชาชน
สิ่งที่เกิดขึ้นในฝูงบิน 416 แสดงให้เห็นว่า ความแตกต่างของภารกิจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแยกพื้นที่ออกจากกันทั้งหมด หากมีการกำหนดขอบเขตความปลอดภัย เวลาใช้งาน และความรับผิดชอบที่ชัด พื้นที่ของหน่วยงานความมั่นคงบางส่วนก็สามารถสร้าง Public Value หรือคุณค่าสาธารณะเพิ่มเติมให้เมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนภารกิจหลักของกองทัพ
กองทัพอากาศเองเคยระบุชัดในการวางแผนพัฒนาสนามบินเชียงรายว่า แม้พื้นที่จะถูกยกระดับให้รองรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนและอากาศยาน แต่ประชาชนยังสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ออกกำลังกายได้ ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย
ดังนั้น คำว่า “ปลดล็อกค่ายทหาร” ในเชิงพาดหัวควรเข้าใจว่าเป็น การเปิดประโยชน์สาธารณะของพื้นที่บางส่วนภายใต้กติกาความมั่นคง ไม่ใช่การเปลี่ยนพื้นที่ฝูงบิน 416 ทั้งหมดให้เป็นสวนสาธารณะ และไม่ใช่การยกเลิกสถานะหรือภารกิจทางทหารของสนามบินเก่า
พื้นที่เดียวทำได้ทั้ง Playground และ Disaster Infrastructure
จุดที่ทำให้กรณีฝูงบิน 416 แตกต่างจากสวนสาธารณะทั่วไป คือพื้นที่แห่งนี้ยังมีบทบาทเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภารกิจฉุกเฉินของภาคเหนือตอนบน กองทัพอากาศวางสนามบินเชียงรายเป็นฐานรองรับการค้นหาและช่วยชีวิต การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และการรวบรวม–กระจายสิ่งของเมื่อเกิดภัยพิบัติ
นี่ทำให้เกิดแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับการวางผังเมือง คือพื้นที่สาธารณะไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่เดียว ในวันปกติ ประชาชนสามารถเดิน วิ่ง พักผ่อน และพาเด็กมาเล่น แต่เมื่อเกิดวิกฤต บางส่วนของพื้นที่สามารถกลับเข้าสู่ภารกิจด้านการช่วยเหลือและโลจิสติกส์ฉุกเฉินได้
ในศาสตร์การพัฒนาเมือง แนวคิดลักษณะนี้ใกล้กับ Multi-functional Urban Infrastructure ซึ่งพยายามใช้ทรัพยากรที่ดินราคาแพงในเมืองให้สร้างคุณค่าได้หลายด้าน แทนที่จะปล่อยพื้นที่ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวตลอดทั้งปี
แต่การใช้งานสองระบบร่วมกันต้องมีแผนบริหารที่ชัดเจนมาก โดยเฉพาะกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ประชาชนต้องรู้ว่าพื้นที่ใดจะปิด จุดไหนเป็นเขตปฏิบัติการ และกิจกรรมใดต้องหยุดทันที เพื่อไม่ให้ Public Use ไปขัดกับ Mission-Critical Use ของสนามบิน

จากสนามเด็กเล่นหนึ่งแห่ง สู่คำถามใหญ่เรื่องพื้นที่สาธารณะเชียงราย
สิ่งที่เทศบาลนครเชียงรายควรนำไปต่อยอดจึงไม่ใช่การสร้างสนามเด็กเล่นแบบเดียวกันทุกพื้นที่ แต่คือการสำรวจว่าเมืองยังมี Underused Public Assets หรือทรัพย์สินรัฐที่ใช้งานไม่เต็มศักยภาพอยู่ที่ใดอีก ทั้งพื้นที่ของหน่วยงานรัฐ ริมน้ำ ลานว่าง หรือพื้นที่เชื่อมระหว่างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
บางพื้นที่อาจเหมาะกับสนามเด็กเล่น บางแห่งเหมาะกับสวนขนาดเล็ก ลานกีฬา ตลาดชุมชน หรือพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ หากแต่ละหน่วยงานสามารถทำข้อตกลงการใช้พื้นที่ร่วมกับเทศบาลได้ ก็อาจเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้เมืองโดยไม่ต้องเริ่มจากการจัดหาที่ดินใหม่ทุกโครงการ
แนวคิดนี้จะยิ่งมีน้ำหนักหากมี “Public Space Map” ของนครเชียงราย ระบุว่าสวน สนามกีฬา ลานกิจกรรม ทางเดิน–วิ่ง และพื้นที่สำหรับเด็กอยู่ตรงไหน ประชากรแต่ละชุมชนเดินทางถึงได้ภายในกี่นาที และพื้นที่ใดยังขาดแคลน จากนั้นจึงใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานในการเลือกลงทุน
นั่นจะทำให้คำว่า Liveable City เปลี่ยนจากสโลแกนไปเป็นสิ่งที่วัดผลได้ว่า คนเชียงรายสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะคุณภาพดีใกล้บ้านได้มากขึ้นจริงหรือไม่
อย่าวัดความสำเร็จแค่ “สร้างเสร็จ” ต้องดูว่าเด็กและประชาชนกลับมาใช้หรือไม่
หลังพิธีเปิด สิ่งที่ควรติดตามต่อคือจำนวนผู้ใช้สนามในวันธรรมดาและวันหยุด ช่วงเวลาที่มีคนใช้มากที่สุด สัดส่วนเด็ก ผู้สูงอายุ และครอบครัว รวมถึงเรื่องพื้นฐานอย่างความสะอาด ห้องน้ำ แสงสว่าง ความปลอดภัย การจราจร และการบำรุงรักษาเครื่องเล่น
สนามเด็กเล่นที่สีสวยในวันเปิดสามารถเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็วหากไม่มีเจ้าภาพดูแลต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากพื้นที่ดีแต่เวลาเปิดใช้งานไม่สอดคล้องกับชีวิตประชาชน หรือการเข้า–ออกซับซ้อนเกินไป ศักยภาพของพื้นที่ก็อาจถูกใช้ไม่เต็มที่
การประเมินหลังเปิดใช้ 6 เดือนและ 1 ปีจึงสำคัญไม่แพ้การลงทุนก่อสร้าง เพราะจะตอบได้ว่าโมเดล Civil-Military Synergy นี้สามารถทำงานในชีวิตจริงได้หรือไม่ และองค์ประกอบใดควรถูกนำไปใช้กับพื้นที่อื่น
ถ้าพบว่าประชาชนใช้พื้นที่ต่อเนื่อง เด็กและครอบครัวเข้าถึงได้จริง และภารกิจของฝูงบินไม่ได้รับผลกระทบ ก็จะเป็นหลักฐานที่แข็งแรงกว่าคำประชาสัมพันธ์ใด ๆ ว่า “พื้นที่ร่วม” ระหว่างเมืองกับกองทัพสามารถเกิดขึ้นได้
จาก “สนามบินเก่า” สู่ Shared Space ของเมือง โดยไม่ทิ้งภารกิจความมั่นคง
ภาพของสนามเด็กเล่นบึงทัพฟ้าในวันที่ 22 สิงหาคมจึงมีความหมายมากกว่าสีสันบนเครื่องเล่นหรือเหรียญจากงานวิ่ง เพราะสิ่งที่กำลังถูกทดลองคือคำถามใหญ่ของเมืองว่า พื้นที่หนึ่งผืนสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้มากกว่าหนึ่งหน้าที่หรือไม่
คำตอบเบื้องต้นจากฝูงบิน 416 คือ สามารถทำได้ หากกองทัพ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ศิลปิน เยาวชน และประชาชนยอมออกแบบพื้นที่ร่วมกัน โดยยังรักษาเส้นแบ่งด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบให้ชัดเจน
สำหรับเทศบาลนครเชียงราย นี่จึงเป็นโอกาสที่จะขยับแนวคิดเมืองน่าอยู่จากการสร้างโครงการใหม่ ไปสู่การ “มองทรัพย์สินเดิมของเมืองใหม่” ว่าพื้นที่ใดสามารถสร้าง Public Value เพิ่มขึ้นได้อีก
และสำหรับฝูงบิน 416 สนามบินเก่าไม่ได้สูญเสียบทบาทด้านความมั่นคงหรือการช่วยเหลือประชาชน แต่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง คือการเป็นพื้นที่ที่คนเชียงรายสามารถเข้ามาวิ่ง พาลูกมาเล่น พบกัน และใช้ชีวิตร่วมกัน
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ “บึงทัพฟ้า” จึงไม่ควรวัดจากจำนวนคนที่มาร่วมพิธีเปิดหรือจำนวนภาพที่ถูกแชร์บนโซเชียล แต่ควรวัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า หลังจากงานจบไปแล้ว เด็กยังกลับมาเล่นหรือไม่ ครอบครัวยังกลับมาใช้พื้นที่หรือไม่ และคนเชียงรายรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของพวกเขามากขึ้นหรือไม่
หากคำตอบคือ “ใช่” สนามเด็กเล่นแห่งนี้ก็อาจมีคุณค่ามากกว่าการเป็น Playground เพราะมันกำลังพิสูจน์ว่า พื้นที่ของรัฐสามารถกลายเป็นพื้นที่ร่วมของเมืองได้ โดยไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างภารกิจของหน่วยงานกับคุณภาพชีวิตของประชาชน


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เทศบาลนครเชียงราย
- ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ