โลกเตือนไทยเสี่ยงภัยพิบัติพุ่งอันดับ 23 เชียงรายเร่งดึง Nature-based Solutions ฟื้นหนองน้ำป่าชุมชนสู้ภัย

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • จังหวัดเชียงรายร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดอบรมแนวทาง Nature-based Solutions ดึงเครือข่าย ทสม. 18 อำเภอ กว่า 80 คน ร่วมวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • พื้นที่ชุ่มน้ำจะทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำธรรมชาติ ช่วยชะลอน้ำหลากในหน้าฝนและกักเก็บความชุ่มชื้นสู้ภัยแล้ง
  • นักวิชาการอ้างอิงข้อมูล NOAA ชี้โอกาสเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญช่วงปลายปี 2569 สูงถึง 100%
  • คาดการณ์ช่วงต้นปี 2570 ภาคเหนือจะเผชิญสภาพอากาศร้อนแล้งจัด อุณหภูมิสูงกว่าปกติ 1–2.5 องศาเซลเซียส เสี่ยงขาดแคลนน้ำและฝุ่น PM2.5 รุนแรง
  • รายงานระดับโลกจัดไทยอยู่อันดับ 23 ด้านความเสี่ยงภัยพิบัติ การฟื้นฟูระบบนิเวศจึงเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญในการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

เชียงรายตั้งการ์ดสู้ซูเปอร์เอลนีโญร้อยเปอร์เซ็นต์ ผนึกพลังธรรมชาติฟื้นพื้นที่ชุ่มน้ำ 18 อำเภอ สกัดแล้งและฝุ่นพิษปี 2570

เชียงราย, 20 ตุลาคม 2569  – จังหวัดเชียงรายจับมือสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระดมเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน 18 อำเภอ นำร่องใช้ธรรมชาติเป็นฐานรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว หลังแบบจำลองโลกชี้ไทยเสี่ยงภัยพิบัติพุ่งอันดับ 23

เชียงรายผนึกกำลังรับมือความท้าทายสภาพภูมิอากาศ

การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของจังหวัดทางภาคเหนือตอนบน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมคงการ์เด้นท์ วิว รีสอร์ท อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้โครงการ Urban ได้ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ การแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน หรือเนเจอร์เบสด์ โซลูชันส์ กับบทบาทพื้นที่ชุ่มน้ำในการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จังหวัดเชียงราย

งานดังกล่าวมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายประชัย ศรีจามร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การรวมพลังของเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. จากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมระดมสมองและรับการถ่ายทอดองค์ความรู้มากกว่า 80 คน เพื่อนำกระบวนการทางธรรมชาติเข้ามาเป็นเกราะคุ้มกันภัยพิบัติให้แก่ชุมชนของตนเอง

ธรรมชาติเป็นคำตอบในการฟื้นฟูระบบนิเวศชุมชน

แนวคิดการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน หรือแนวทางเอ็นบีเอส กำลังได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการฟื้นฟูบทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนฟองน้ำขนาดใหญ่ของแผ่นดิน คอยดูดซับและชะลอน้ำหลากในช่วงฤดูมรสุม พร้อมกับกักเก็บความชุ่มชื้นไว้หล่อเลี้ยงผืนดินและรักษาสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพในช่วงฤดูแล้ง

ภายในเวทีอบรมได้เปิดโอกาสให้ตัวแทน ทสม. ทั้ง 18 อำเภอ ร่วมกิจกรรมวิเคราะห์ปัญหาในพื้นที่ผ่านหัวข้อปัญหาของเรา แก้ด้วยธรรมชาติได้อย่างไร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการรอคอยความช่วยเหลือหรือการพึ่งพาแต่งบประมาณสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรม มาสู่การสำรวจและฟื้นฟูหนองน้ำ ลำธาร ป่าต้นน้ำ และระบบนิเวศดั้งเดิมในท้องถิ่น เพื่อนำองค์ความรู้นี้ไปบรรจุลงในแผนพัฒนาตำบลและแผนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้วสองระลอกจากเอลนีโญ

การขับเคลื่อนเชิงรุกของจังหวัดเชียงรายเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สอดรับกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติระดับมหภาค เมื่อรองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยข้อมูลแบบจำลองสภาพภูมิอากาศล่าสุด โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือโนอา ซึ่งประเมินโอกาสการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในระดับรุนแรงมาก หรือซูเปอร์เอลนีโญ ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 ไว้สูงถึงร้อยละ 100 ตามเกณฑ์ดัชนีทางสมุทรศาสตร์

นอกจากนี้ ดัชนีความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย หรือไอโอดี ยังมีค่าสูงกว่าเกณฑ์บวก 0.4 องศาเซลเซียสต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี การผนึกกำลังกันระหว่างเอลนีโญและภาวะไอโอดีเชิงบวก ส่งสัญญาณว่าประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วสองรูปแบบติดต่อกัน โดยในช่วงปลายปี 2569 ภาคใต้จะยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงต้นปี 2570 ความเสี่ยงฝนต่ำกว่าปกติจะเริ่มขยายวงกว้าง

ผลพยากรณ์เฉลี่ยจาก 12 สำนักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2570 ฝนจะเริ่มลดลง และในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2570 ภาวะฝนต่ำกว่าปกติจะขยายครอบคลุมมายังภาคเหนือและภาคตะวันตกอย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับอุณหภูมิเฉลี่ยที่จะสูงกว่าเกณฑ์ปกติประมาณ 1 ถึง 2.5 องศาเซลเซียส ซึ่งสภาพอากาศร้อนแล้งจัดและภาวะฝนทิ้งช่วงเช่นนี้ จะกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การปะทุของไฟป่า และการสะสมตัวของฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 อย่างรุนแรง

ประเทศไทยติดกลุ่มเสี่ยงภัยพิบัติระดับสูงของโลก

ความผันผวนทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป รายงานความเสี่ยงโลก หรือเวิลด์ ริสก์ รีพอร์ต ประจำปี 2026 ซึ่งจัดทำโดยพันธมิตรองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี ร่วมกับสถาบันไอเอฟเอชวี ได้ทำการประเมิน 193 ประเทศทั่วโลก และจัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 23 ของโลกด้านความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ด้วยคะแนน 21.15 ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงระดับสูง และมีอันดับความเสี่ยงขยับเพิ่มขึ้น 1 อันดับจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ หรือซีอาร์ไอ ขององค์กรเยอรมันวอทช์ จัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก จากความเสียหายสะสมตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

รายงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาของธนาคารโลกยังตอกย้ำว่า ประเทศไทยจัดเป็น 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีความเสี่ยงจากอุทกภัยสูงที่สุด และกำลังเผชิญกับภัยแล้งที่ถี่ขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อแรงงานในภาคเกษตรกรรมที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของประเทศ ธนาคารโลกได้ประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าตกใจว่า หากประเทศไทยไม่มีการปรับตัวและวางมาตรการรับมือที่ดีพอ วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ของไทย ลดลงต่ำกว่ากรณีฐานถึงร้อยละ 7 ถึง 14 ภายในปี 2050

บทเรียนจากนานาชาติสู่การบริหารความเสี่ยงพื้นที่

ในเวทีสากล หลายประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเสียหายจากภัยธรรมชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพร้อมในการตั้งรับ ดังเช่นประเทศญี่ปุ่นที่สร้างระบบรับมือหลายชั้น ทั้งแผนที่ความเสี่ยงและการซ้อมอพยพ หรือประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างกำแพงกั้นน้ำ มาสู่การวางผังพื้นที่และให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการระบายน้ำ

สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกได้เสนอ 5 มาตรการหลักในการลดความสูญเสีย ทั้งการบริหารจัดการลุ่มน้ำ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ การปฏิรูปพลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองทางสังคม และการเร่งรัดพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหัวใจสำคัญที่สุดในระดับปฏิบัติการคือ การเชื่อมโยงระบบรับมือภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

เกราะคุ้มกันคนเจียงฮายและการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน

การอบรมแนวทางเอ็นบีเอสและการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันระดับรากหญ้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับศึกสภาพอากาศแปรปรวนที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปี 2570 ชุมชนใน 18 อำเภอที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ในระบบนิเวศธรรมชาติได้ จะช่วยลดผลกระทบต่อแปลงเกษตรกรรม ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และช่วยรักษาความชุ่มชื้นในป่าเพื่อลดความรุนแรงของปัญหาหมอกควันไฟป่า

การรวมพลังของเครือข่าย ทสม. ทั้ง 18 อำเภอ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวิชาการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานให้เมืองเชียงรายสามารถยืนหยัดรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกได้อย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :