ชาวเชียงรายรวมตัวหนุนย้ายประปาไปฝายแม่ลาว จี้รัฐบาลบีบเหมืองต้นน้ำรับผิดชอบสารพิษข้ามแดน
Summary
- เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกยื่น 5 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล เร่งแก้ปัญหามลพิษในแหล่งน้ำ
- จี้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เชียงรายเพื่อรับฟังความเดือดร้อนและเห็นสถานการณ์จริงของชาวบ้าน
- สนับสนุนแผนย้ายจุดผลิตประปาไปฝายแม่ลาว แต่ย้ำว่าต้องไม่ละทิ้งการฟื้นฟูแม่น้ำกกเดิม
- เสนอตั้งห้องแล็บตรวจสารพิษในเชียงราย พร้อมดันปัญหาสู่เวทีสมัชชารัฐสภาอาเซียน
- เรียกร้องให้ยึดหลักผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ และใช้มาตรการทางการค้ากดดันเหมืองต้นน้ำ
เครือข่ายลุ่มน้ำกกยื่น 5 ข้อถึงรัฐบาล เร่งหาแหล่งน้ำดิบใหม่ แก้สารพิษต้นน้ำ จี้นายกฯ ลงพื้นที่เชียงราย
เชียงราย,19 กรกฎาคม 2569 – จากเวทีประชาชน สู่คำถามใหญ่เรื่องน้ำสะอาดของเชียงราย เมื่อความกังวลต่อสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งปี เสียงของประชาชนริมแม่น้ำจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำถามว่าน้ำยังปลอดภัยหรือไม่ แต่ขยับไปสู่ข้อเรียกร้องที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะจัดหาแหล่งน้ำสะอาดแห่งใหม่ แก้ปัญหาที่ต้นทาง และสร้างระบบตรวจสอบที่ประชาชนไว้วางใจได้เมื่อใด
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง จัดเวทีเสวนาเรื่อง คนเชียงรายต้องการแหล่งน้ำผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ทดแทนแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมีตัวแทนหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการริมแม่น้ำ กลุ่มชาวประมง เกษตรกร ผู้ใช้น้ำ และประชาชนจากหลายอำเภอเข้าร่วม
เวทีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลแสดงท่าทีสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่บริเวณฝายแม่ลาว ขณะที่ประชาชนยืนยันว่า การย้ายแหล่งผลิตน้ำประปาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ เพราะแม่น้ำที่ได้รับผลกระทบยังหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตร ประมง การท่องเที่ยว ระบบนิเวศ และชุมชนอีกจำนวนมาก การแก้ปัญหาจึงต้องเดินพร้อมกันทั้งการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ การตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการยุติแหล่งกำเนิดมลพิษที่ต้นน้ำ
สังคมรู้แล้วว่าแม่น้ำมีความเสี่ยง ขั้นต่อไปต้องเป็นแผนปฏิบัติการ
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า สังคมได้รับรู้ถึงอันตรายและความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำมากขึ้นแล้ว สิ่งที่จำเป็นในเวลานี้จึงไม่ใช่การย้ำปัญหาซ้ำ แต่เป็นการกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่นำไปปฏิบัติได้จริง
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการจัดทำ แผนเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในแม่น้ำ เพื่อกำหนดจุดตรวจ ช่วงเวลาเก็บตัวอย่าง วิธีแจ้งเตือนประชาชน และมาตรการที่ต้องดำเนินการเมื่อพบค่าผิดปกติ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักวิชาการ และหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ปล่อยให้ข้อมูลคุณภาพน้ำกระจุกอยู่กับหน่วยงานส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว
นายนิวัฒน์ย้อนถึงเหตุการณ์ในอำเภอเชียงของช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 เมื่อชาวบ้านพบการจับปลาแค้ได้จำนวนมากผิดจากธรรมชาติ ความผิดปกติดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนรวมตัวติดตามคุณภาพน้ำและผลกระทบในพื้นที่อย่างจริงจัง จนเกิดเครือข่ายที่ทำงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงของสายน้ำจึงไม่ใช่เรื่องที่ชุมชนรับรู้จากรายงานทางราชการเท่านั้น แต่เริ่มจากสิ่งที่คนริมแม่น้ำเห็นด้วยตนเอง ทั้งพฤติกรรมสัตว์น้ำ สีของน้ำ ตะกอน และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ก่อนถูกนำไปเชื่อมกับผลตรวจทางวิทยาศาสตร์และการผลักดันเชิงนโยบาย
กปภ. ชี้ฝายแม่ลาวมีศักยภาพ แต่ยังต้องศึกษาครบทุกด้าน
นายอภิศักดิ์ สวัสดิรักษ์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของการประปาส่วนภูมิภาคคือการผลิตและจ่ายน้ำประปาให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง แหล่งน้ำดิบจึงต้องมีทั้งคุณภาพที่เหมาะสมและปริมาณเพียงพอตลอดทั้งปี
จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า แหล่งน้ำหลายแห่งในเชียงรายมีข้อจำกัด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำลดลง ขณะที่ฝายไชยสมบัติในแม่น้ำลาวไม่สามารถรองรับความต้องการน้ำดิบประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นคง
การศึกษาร่วมกับกรมชลประทานจึงให้น้ำหนักกับบริเวณ ฝายแม่ลาว ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว ซึ่งมีศักยภาพด้านปริมาณน้ำมากกว่า และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งน้ำดิบแห่งใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มโครงการยังต้องศึกษารายละเอียดทางวิศวกรรม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การจัดสรรน้ำให้ภาคเกษตร และความต้องการใช้น้ำของชุมชนเดิมอย่างรอบด้าน
การประปาส่วนภูมิภาคเผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ว่า กำลังขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 สำหรับสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ของเชียงราย โดยยืนยันว่าระหว่างรอโครงการ น้ำประปาที่ผลิตและจ่ายให้ประชาชนยังผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน
ข้อมูลประกอบที่นำเสนอในเวทีระบุว่า ระบบใหม่ถูกออกแบบให้เพิ่มกำลังผลิตจากระดับประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงเป็น 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และขยายการให้บริการไปยังอำเภอเมืองเชียงราย เวียงชัย และแม่ลาว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขงบประมาณ ระยะทางท่อ และจำนวนครัวเรือนรองรับยังต้องยึดรายละเอียดโครงการฉบับทางการหลังผ่านขั้นตอนออกแบบและจัดสรรงบประมาณ
เทศบาลหนุนย้ายแหล่งน้ำ แต่ต้องไม่ทิ้งภารกิจฟื้นฟูแม่น้ำกก
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า ปัญหาสารโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ประกอบกับบทเรียนจากอุทกภัยปี 2567 ทำให้เชียงรายจำเป็นต้องวางแผนความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว
เทศบาลนครเชียงรายสนับสนุนแนวทางย้ายแหล่งน้ำดิบไปยังฝายแม่ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 ถึง 30 กิโลเมตร และได้รับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำในอำเภอแม่สรวยและเวียงป่าเป้า แนวทางนี้ถูกมองว่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแม่น้ำกกเพียงแหล่งเดียว เพิ่มกำลังผลิต และรองรับการขยายตัวของเมือง
อย่างไรก็ตาม การย้ายจุดสูบน้ำไม่ได้ทำให้ปัญหาในแม่น้ำกกสิ้นสุดลง เพราะประชาชนจำนวนมากยังใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรงเพื่อการเกษตร ประมง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ น้ำใต้ดินบริเวณใกล้ลำน้ำยังต้องได้รับการเฝ้าระวัง ขณะที่สัตว์น้ำและตะกอนดินต้องถูกตรวจติดตามต่อเนื่อง
ข้อเสนอจากประชาชนจึงแยกออกเป็นสองเส้นทางอย่างชัดเจน เส้นทางแรกคือการเร่งสร้างระบบน้ำประปาที่มั่นคง ส่วนอีกเส้นทางคือการฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้แม่น้ำเดิมถูกปล่อยให้เสื่อมโทรมต่อไป
ผลตรวจน้ำประปายังปลอดภัย แต่ผู้ใช้น้ำดิบยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า มีการตรวจติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องประมาณ 20 ครั้ง และผลตรวจตัวอย่างน้ำประปาที่ภาคเอกชนส่งวิเคราะห์ยังพบว่าอยู่ในระดับปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือเกษตรกรและประชาชนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำโดยตรง รวมถึงผู้ใช้น้ำบาดาลในบริเวณใกล้ลำน้ำ เพราะน้ำเหล่านี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการบำบัดหลายขั้นแบบระบบประปา
ความแตกต่างระหว่างน้ำในแม่น้ำ น้ำดิบ และน้ำประปาจึงต้องได้รับการสื่อสารอย่างชัดเจน การพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำไม่ได้หมายความว่าน้ำประปาที่ผ่านระบบผลิตจะมีค่าเท่ากัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้น้ำจากธรรมชาติโดยตรงจะไม่มีความเสี่ยง
ก่อนหน้านี้ สมาชิกวุฒิสภาเคยลงพื้นที่รับฟังปัญหามลพิษในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยข้อมูลจากเครือข่ายในขณะนั้นสะท้อนความกังวลของเกษตรกรและประชาชนจำนวนมากที่พึ่งพาแม่น้ำเพื่อการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ประมง และอุปโภคบริโภค
เตรียมยกระดับปัญหาสู่เวทีรัฐสภาอาเซียน
นายพละวัตระบุว่า ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องมีข้อสันนิษฐานว่าเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา ไทยจึงต้องผลักดันให้กิจกรรมเหมืองดำเนินการภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมที่เข้มงวด
แนวทางหนึ่งคือการยกระดับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่เวทีสมัชชารัฐสภาอาเซียน เพื่อสร้างการรับรู้ในระดับภูมิภาค เนื่องจากแม่น้ำและผลกระทบจากกิจกรรมต้นน้ำไม่หยุดอยู่ที่พรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง
หากการหารือจำกัดอยู่เพียงหน่วยงานท้องถิ่นหรือระดับจังหวัด ไทยอาจไม่มีอำนาจเพียงพอในการผลักดันมาตรการที่ต้นทาง การใช้กลไกรัฐสภาอาเซียน ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และช่องทางการทูตจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าสู่โต๊ะเจรจา
เสนอ กปภ. เป็นพี่เลี้ยงประปาท้องถิ่น ตั้งห้องแล็บตรวจน้ำและอาหารในเชียงราย
อีกหนึ่งข้อเสนอคือให้การประปาส่วนภูมิภาคทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านมาตรฐานแก่ประปาท้องถิ่นและประปาหมู่บ้าน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตบริการที่ยังพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติหรือระบบผลิตน้ำขนาดเล็ก
ข้อเสนอนี้มีความสำคัญเพราะระบบประปาหมู่บ้านจำนวนมากอาจไม่มีเครื่องมือ บุคลากร หรือห้องปฏิบัติการเพียงพอสำหรับตรวจโลหะหนัก หากเกิดความผิดปกติ ชุมชนจึงต้องรอการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจจากหน่วยงานภายนอก ซึ่งใช้เวลาและงบประมาณ
นายพละวัตเสนอให้จัดตั้งห้องปฏิบัติการในจังหวัดเชียงรายสำหรับตรวจน้ำ พืช สัตว์ และสุขภาพประชาชน เพื่อให้ผลตรวจออกได้รวดเร็วและนำไปใช้แจ้งเตือนหรือรับรองความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตร
การมีห้องปฏิบัติการในพื้นที่ยังช่วยลดปัญหาข้อมูลล่าช้า โดยเฉพาะสินค้าสดที่ต้องจำหน่ายภายในเวลาอันจำกัด หากเกษตรกรไม่สามารถแสดงหลักฐานความปลอดภัยได้ ความกังวลของตลาดอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แม้ผลผลิตบางพื้นที่จะไม่ได้รับผลกระทบก็ตาม
สว. จี้รัฐบาลตอบข้อซักถามขององค์การสหประชาชาติ
นางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันปัญหาสารปนเปื้อนจนได้รับความสนใจจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาจะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
นางสาวมณีรัตน์กล่าวในเวทีว่า องค์การสหประชาชาติได้สอบถามรัฐบาลไทยเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาและกำหนดระยะเวลาชี้แจง 60 วัน แต่ในวันที่จัดเวทียังไม่มีรายงานตอบกลับ จึงมีการทำหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการ
ข้อมูลส่วนนี้เป็นคำกล่าวจากเวทีประชาชนและยังควรติดตามเอกสารทางการจากรัฐบาลและองค์การสหประชาชาติเพื่อยืนยันรายละเอียดของข้อซักถาม วันเริ่มนับระยะเวลา และสถานะการตอบกลับ
ประเด็นดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ


ครูแดงย้ำหลักผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ช่วงท้ายเวที นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือครูแดง อดีตสมาชิกวุฒิสภา และกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เป็นตัวแทนสรุปข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชน
นางเตือนใจกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาควรยึดหลัก ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ควรปล่อยให้ภาษีของประชาชนไทยรับภาระทั้งหมด ทั้งค่าตรวจสอบ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การเยียวยา และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
เครือข่ายระบุว่า หลายหน่วยงานยังมีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับตรวจน้ำ ดิน พืช ผลผลิตทางการเกษตร และสัตว์น้ำ จึงเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติผลักดันงบประมาณเพิ่มเติมแก่พื้นที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึงพื้นที่ลุ่มน้ำในเชียงราย
นางเตือนใจยกกรณีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสะท้อนว่าการฟื้นฟูมลพิษจากเหมืองอาจใช้เวลานานนับสิบปี ขณะที่กรณีแม่น้ำกกมีความซับซ้อนมากกว่า เพราะเป็นปัญหาข้ามพรมแดนและเกี่ยวข้องกับหลายลุ่มน้ำ
เปิด 5 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล
เครือข่ายประชาชนสรุปข้อเรียกร้องสำคัญ 5 ประเด็น โดยขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยเร็ว เพื่อรับฟังประชาชนและเห็นสถานการณ์จริงด้วยตนเอง
ข้อเรียกร้องต่อมาคือการเร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตบริการของการประปาส่วนภูมิภาค
เครือข่ายยังขอให้รัฐบาลฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมตรวจและรับรองความปลอดภัยของผลผลิตและสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจจากความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภค
อีกประเด็นคือการใช้กลไกระหว่างประเทศผลักดันให้ผู้ประกอบกิจการเหมืองและผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อผลกระทบ รวมถึงการประสานรัฐบาลเมียนมาและจีนให้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง
ข้อสุดท้ายคือการเปิดเผยผลตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าใจได้ พร้อมกำหนดมาตรการฟื้นฟู เยียวยา และจัดสรรงบประมาณให้เหมาะกับขนาดของผลกระทบ
นักวิชาการเสนอคณะกรรมการระดับชาติ และใช้มาตรการทางการค้าเพิ่มอำนาจต่อรอง
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน และรวมหน่วยงานด้านเกษตร สิ่งแวดล้อม การต่างประเทศ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้ได้รับผลกระทบเข้าไว้ในกลไกเดียวกัน
ข้อเสนอประการต่อมาคือการพิจารณามาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าแร่จากเมียนมา รวมถึงการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในกิจการเหมือง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างแรงกดดันให้ประเทศและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา
อีกข้อเสนอคือการจัดสรรงบประมาณกลางให้จังหวัดเชียงรายสำหรับตรวจวิเคราะห์สินค้าเกษตรและสัตว์น้ำ เนื่องจากการตรวจแต่ละครั้งมีต้นทุนสูง และต้องดำเนินการต่อเนื่องจึงจะสะท้อนความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง
ข้อเสนอเหล่านี้ยังเป็นความเห็นเชิงนโยบายจากนักวิชาการ การดำเนินการจริงต้องผ่านการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ และข้อมูลยืนยันแหล่งที่มาของแร่แต่ละประเภทอย่างรอบคอบ
แหล่งน้ำใหม่คือทางรอดของประปา แต่ไม่ใช่บทสรุปของวิกฤต
ภาพที่ปรากฏจากเวทีวันที่ 19 กรกฎาคมสะท้อนจุดร่วมระหว่างรัฐและประชาชนอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง คือเชียงรายต้องมีแหล่งน้ำดิบที่มั่นคงและปลอดภัยกว่าเดิม ฝายแม่ลาวจึงถูกจับตามองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัด
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนกำลังเตือนว่า การลงทุนสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้รัฐลดความสำคัญของการแก้ปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เพราะสายน้ำเหล่านี้ยังเป็นฐานชีวิตของชุมชนจำนวนมาก
โครงการใหม่ต้องผ่านการศึกษาว่าปริมาณน้ำแม่ลาวเพียงพอตลอดฤดูแล้งหรือไม่ จะกระทบเกษตรกรเดิมอย่างไร และจะมีระบบป้องกันความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำแบบใด ส่วนแม่น้ำเดิมต้องมีแผนฟื้นฟู ติดตามตะกอน ตรวจห่วงโซ่อาหาร และเจรจาแก้ปัญหาที่ต้นทางอย่างต่อเนื่อง
เชียงรายจึงไม่ได้กำลังเลือกระหว่างแม่น้ำกกกับแม่น้ำลาว แต่กำลังเผชิญโจทย์ใหญ่กว่านั้น คือจะสร้างระบบน้ำที่ปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมปกป้องแม่น้ำทุกสายไม่ให้ต้นทุนของมลพิษตกอยู่กับชุมชนปลายน้ำเพียงฝ่ายเดียวได้อย่างไร
อีกมิติของการเข้าถึงน้ำ กปภ. เปิดลงทะเบียนช่วยค่าน้ำ 20 กรกฎาคม
ขณะเดียวกัน การประปาส่วนภูมิภาคเตรียมเปิดให้ผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ลงทะเบียนรับสิทธิช่วยเหลือค่าน้ำประปาตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน
ผู้มีสิทธิรายเดิมต้องลงทะเบียนใหม่ระหว่างวันที่ 20 ถึง 25 กรกฎาคม เพื่อเริ่มรับสิทธิในรอบใช้น้ำเดือนสิงหาคม ส่วนผู้มีสิทธิรายใหม่ลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 25 กันยายน และไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้ หากค่าน้ำเกิน 100 บาทแต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ใช้สิทธิชำระเฉพาะส่วนต่าง แต่หากค่าน้ำเกิน 315 บาทจะต้องชำระเต็มจำนวน
มาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระค่าครองชีพ แต่สำหรับประชาชนริมลุ่มน้ำกก ความมั่นคงด้านน้ำไม่ได้หมายถึงราคาที่เข้าถึงได้เพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงการมีน้ำสะอาดเพียงพอ ได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ และมีระบบรัฐที่สามารถป้องกันความเสี่ยงก่อนผลกระทบจะเดินทางจากต้นน้ำมาถึงบ้านเรือน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ข้อมูลจากเวทีเสวนาที่วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย วันที่ 19 กรกฎาคม 2569
- การประปาส่วนภูมิภาค
- สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย