เชียงรายชูฮอมเมืองเฟสรับเทรนด์ท่องเที่ยวคุณภาพ หลัง Visa ชี้ต่างชาติใช้จ่ายในไทยเพิ่ม 14 เปอร์เซ็นต์


Summary


เชียงรายชูฮอมเมืองเฟสรับเทรนด์ท่องเที่ยวคุณภาพ หลัง Visa ชี้ต่างชาติใช้จ่ายในไทยเพิ่ม 14 เปอร์เซ็นต์

เชียงราย,10 กรกฎาคม 2569 – ในวันที่การท่องเที่ยวไทยไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนคนเดินทางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เชียงรายกำลังพยายามวางตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองอยู่บนแผนที่เศรษฐกิจท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านการเชื่อมเทศกาล วัฒนธรรม ชุมชน และระบบการใช้จ่ายดิจิทัลเข้าด้วยกัน

ข้อมูลจากงานสัมมนาระดับภูมิภาค Visa Connect Bangkok 2026 ระบุว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยเติบโตขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี เป็น 3 กลุ่มสำคัญที่นิยมเดินทางมาประเทศไทยมากที่สุดตามรายงาน Thailand Travel Pulse 2026 ฉบับล่าสุด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดท่องเที่ยวไทยยังเผชิญการแข่งขันสูงจากหลายประเทศในเอเชีย แต่ประเทศไทยยังมีแรงดึงดูดสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางที่พร้อมใช้จ่ายกับประสบการณ์ ร้านอาหาร สินค้าท้องถิ่น กิจกรรมทางวัฒนธรรม และบริการที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงของพื้นที่ ไม่ใช่เพียงการเดินทางเพื่อเข้าพักโรงแรมหรือซื้อสินค้าในศูนย์การค้าเท่านั้น

ในจังหวะเดียวกัน จังหวัดเชียงรายเดินหน้าโครงการ ฮอมเมืองเฟส เพื่อยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงเทศกาลในคลัสเตอร์ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ลำปาง ลำพูน พะเยา และเชียงราย โดยใช้กระบวนการวิจัย การระดมความคิดเห็น และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเทศกาลที่สามารถเพิ่มระยะเวลาพำนัก กระตุ้นการใช้จ่าย และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

เงินนักท่องเที่ยวเปลี่ยนทิศ จากโรงแรมสู่ประสบการณ์ท้องถิ่น

สตีเฟน คาร์พิน ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Visa ให้ข้อมูลว่า รายได้จากการใช้จ่ายใหม่ถึง 75 เปอร์เซ็นต์มาจากกลุ่มผู้บริโภคมั่งคั่ง และคาดว่าภายในปี 2031 กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงเป็นพิเศษ หรือ UHNWIs จะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่สร้างโอกาสเติบโตให้ภาคธุรกิจอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ภาพของนักท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้หมายถึงกลุ่มหรูหราเพียงกลุ่มเดียว เพราะรายงานยังชี้ให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มเยือนซ้ำ แม้มีสัดส่วนเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับสร้างยอดใช้จ่ายสูงถึง 34 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าคนที่กลับมาเที่ยวไทยซ้ำไม่ได้กลับมาเพราะราคาถูกอย่างเดียว แต่กลับมาเพราะประสบการณ์ ความคุ้นเคย ความไว้วางใจ และความหลากหลายของพื้นที่

นี่คือจุดที่เมืองอย่างเชียงรายมีโอกาสสูง เพราะนักท่องเที่ยวเยือนซ้ำมักไม่ต้องการเดินทางตามเส้นทางยอดนิยมแบบเดิมทุกครั้ง พวกเขาอาจสนใจเทศกาลท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง งานหัตถกรรม กาแฟ ชา ดนตรี ศิลปะ วิถีชุมชน หรือกิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่มากขึ้น

พฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังขยับจากหมวดที่พักและช้อปปิ้ง ไปสู่หมวดไลฟ์สไตล์ เช่น ร้านอาหารบริการด่วน ร้านค้าท้องถิ่น และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมประจำวันของพื้นที่ แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการประจำประเทศ วีซ่า ประเทศไทย ระบุว่า แนวโน้มนี้คือโอกาสของธุรกิจและชุมชนในการสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นและมีคุณค่า เพื่อมัดใจนักเดินทางกลุ่มใหม่

Visa Destinations เลือกไทยก่อนเอเชียแปซิฟิก

Visa ประกาศให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เปิดตัวโครงการ Visa Destinations โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ระดับโลกจากเมืองสำคัญ เช่น ปารีส ลอนดอน และดูไบ เข้าสู่ตลาดเอเชียแปซิฟิกผ่านประเทศไทย

ข้อมูลจาก Visa ระบุว่า โครงการนี้มุ่งยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในหลายมิติ ผ่านการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ สถานที่สำคัญ กิจกรรมบันเทิง ประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์ และนวัตกรรมการชำระเงินดิจิทัล โดยในประเทศไทยได้เริ่มนำร่องขยายเครือข่ายร้านค้าในย่านทรงวาดไปแล้วกว่า 50 ราย และตั้งเป้าขยายจุดรับชำระเงินดิจิทัลไปยังธุรกิจขนาดเล็กอีกกว่า 56,000 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมร้านอาหาร ค้าปลีก ที่พัก การขนส่ง และธุรกิจเวลเนส

การผลักดันจุดรับชำระเงินดิจิทัลไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระจายรายได้สู่ธุรกิจขนาดเล็ก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนหนึ่งพกเงินสดน้อยลง และคุ้นเคยกับการใช้บัตรหรือระบบชำระเงินไร้สัมผัสมากขึ้น หากร้านค้าชุมชน ร้านอาหารท้องถิ่น หรือผู้ให้บริการกิจกรรมในเมืองรองยังรับชำระเงินได้จำกัด โอกาสทางรายได้ก็อาจหลุดไปอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีระบบพร้อมกว่า

สำหรับเชียงราย หากผู้ประกอบการรายย่อยในเส้นทางเทศกาลสามารถเข้าถึงระบบรับชำระเงินดิจิทัลได้มากขึ้น นักท่องเที่ยวจะใช้จ่ายง่ายขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายก็จะสะท้อนพฤติกรรมตลาดได้ดีขึ้น และภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวได้แม่นยำกว่าการประเมินจากจำนวนผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียว

ฮอมเมืองเฟส เปลี่ยนเทศกาลให้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่เมลท์อินยัวร์เม้าท์ เชียงราย นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรมสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก ภายใต้โครงการวิจัย การยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงเทศกาลในคลัสเตอร์จังหวัดลำปาง ลำพูน พะเยา และเชียงราย หรือ ฮอมเมืองเฟส

โครงการนี้ขับเคลื่อนโดยสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ หรือ รวพ. ร่วมกับบริษัท เวริทรานส อินเตอร์เนชันแนล จำกัด โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรีชนา เจริญเนตร เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง หอการค้าจังหวัดลำปาง และหอบรรพชน

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า เป้าหมายของโครงการมี 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การออกแบบและพัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวเทศกาลเชิงเส้นทางในระดับคลัสเตอร์จังหวัด การทดลองใช้และประเมินผลเทศกาลนำร่อง และการพัฒนากลไกข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อนำไปใช้สร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่เพิ่มระยะเวลาพำนัก กระตุ้นการใช้จ่าย และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการกับชุมชนฐานราก

คำว่าเทศกาลในบริบทนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานอีเวนต์ช่วงสั้น ๆ ที่จบลงเมื่อไฟเวทีดับ แต่ควรถูกพัฒนาเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจต่อเนื่อง ตั้งแต่การวางปฏิทินงาน การออกแบบเส้นทางเชื่อมจังหวัด การจัดแพ็กเกจเดินทาง การพัฒนาสินค้าท้องถิ่น การสื่อสารเรื่องราว และการทำให้ผู้เดินทางใช้จ่ายกับคนในพื้นที่มากขึ้น

เมืองรองต้องขายความหมาย ไม่ใช่ขายแค่สถานที่

เชียงราย ลำปาง ลำพูน และพะเยา มีทุนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือยังสามารถพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเทศกาลให้เชื่อมกันได้มากกว่าเดิม

ลำปางอาจมีภาพจำเรื่องรถม้า เครื่องปั้นดินเผา และสถาปัตยกรรมล้านนา ลำพูนมีรากประวัติศาสตร์หริภุญชัย พะเยามีเสน่ห์กว๊านพะเยาและวิถีชุมชนริมทะเลสาบ ส่วนเชียงรายมีทั้งศิลปะร่วมสมัย ชาติพันธุ์ กาแฟ ชา วัดสำคัญ และเส้นทางชายแดน หากนำทุนเหล่านี้มาออกแบบเป็นเส้นทางเทศกาลที่มีเรื่องราวร่วมกัน นักท่องเที่ยวจะมีเหตุผลที่จะอยู่ในภาคเหนือนานขึ้น ไม่ใช่เดินทางแบบแวะจังหวัดเดียวแล้วกลับ

ข้อมูลจากการหารือเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ระบุว่า นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้การต้อนรับคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เพื่อรับฟังแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเทศกาลให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

สิ่งสำคัญคือการทำให้เทศกาลไม่กลายเป็นงานที่คนท้องถิ่นเป็นเพียงฉากหลัง แต่ต้องทำให้ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ ชุมชน ศิลปิน ผู้ผลิตอาหาร กลุ่มเยาวชน และเจ้าของทุนวัฒนธรรมมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น เพราะเศรษฐกิจเทศกาลจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อรายได้และอำนาจการเล่าเรื่องยังอยู่กับพื้นที่

คุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมคือเงื่อนไขของการท่องเที่ยวคุณภาพ

ขณะที่เชียงรายกำลังผลักดันเศรษฐกิจเทศกาลและการท่องเที่ยวคุณภาพ จังหวัดยังต้องรับมือกับอีกโจทย์สำคัญคือความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมกลุ่มย่อยคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขผลกระทบจากการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร

ที่ประชุมหารือเรื่องการตรวจวัดตะกอนในแม่น้ำ การตรวจสารปนเปื้อนในพื้นที่เกษตร การกำหนดแปลงสำรวจดินและพืชผัก การจัดทำแปลงสาธิตปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อเปรียบเทียบและฟื้นฟูพื้นที่เกษตร รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพของประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลติดตามผลกระทบระยะยาว

ประเด็นนี้เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะเมืองท่องเที่ยวคุณภาพต้องไม่ใช่เพียงเมืองที่มีอีเวนต์น่าสนใจ แต่ต้องเป็นเมืองที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนและผู้มาเยือนว่าอาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม และพื้นที่เกษตรมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน

ขุดลอกตะกอนต้องทำคู่กับความปลอดภัย

ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการขุดลอกตะกอนดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งดำเนินการโดยหลายหน่วยงาน เช่น กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยทหารช่าง กองทัพบก กองทัพภาคที่ 3 และจังหวัดเชียงราย เพื่อเตรียมพร้อมรับฤดูน้ำหลาก ลดความเสี่ยงน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม

กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำคำแนะนำในการจัดการตะกอนดินจากการขุดลอก เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของสารหนูที่อาจปนเปื้อนในตะกอน โดยกำหนดแนวทางแยกตามพื้นที่ เช่น ตะกอนจากแม่น้ำกกให้นำไปพักในจุดที่กำหนดก่อนขนย้ายไปยังพื้นที่ทิ้งดิน ตะกอนจากแม่น้ำสายให้บรรจุถุง Big Bag เพื่อนำไปใช้เป็นแนวป้องกันน้ำท่วม ส่วนตะกอนจากแม่น้ำรวกให้นำไปบดอัดสร้างคันดินริมตลิ่ง

แม้กรมควบคุมมลพิษประเมินว่าความเสี่ยงต่อคนงานและเจ้าหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากระยะเวลาปฏิบัติงานไม่นานและโอกาสรับสัมผัสสารหนูผ่านการสูดดมหรือการรับประทานมีน้อย แต่ยังแนะนำให้ใช้มาตรการลดฝุ่น เช่น การฉีดพรมน้ำและการคลุมกองตะกอนด้วยวัสดุพลาสติก เพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่

นี่คือจุดที่เชียงรายต้องสื่อสารกับสังคมอย่างละเอียด เพราะถ้าเมืองต้องการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ การจัดการสิ่งแวดล้อมต้องเปิดเผย โปร่งใส และอธิบายได้ ไม่ใช่เพียงบอกว่าทุกอย่างปลอดภัยโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

นโยบายท่องเที่ยวไทยกำลังหาจุดสมดุลระหว่างรายได้และความปลอดภัย

ทิศทางการท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งปีหลังไม่ได้มีเพียงการกระตุ้นให้คนเดินทางมากขึ้น แต่ยังรวมถึงมาตรการยกระดับความปลอดภัย การจัดการปัญหานอมินี การลักลอบทำงานผิดกฎหมาย และสิ่งผิดกฎหมายในแหล่งท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมตั้งคณะทำงานปราบปรามนอมินีและสิ่งผิดกฎหมายในมิติท่องเที่ยว โดยเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษจากส่วนกลาง หรือชุดม้าเร็ว เพื่อลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ และประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รายงานข่าวระหว่างประเทศยังระบุว่า ไทยปรับเข้มกฎวีซ่าบางส่วน โดยลดระยะเวลาพำนักฟรีวีซ่าจาก 60 วันเหลือ 30 วันสำหรับนักท่องเที่ยวหลายประเทศ เพื่อควบคุมการใช้ช่องทางท่องเที่ยวผิดวัตถุประสงค์และลดปัญหาอาชญากรรมจากต่างชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังเตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับภาคเอกชน เช่น สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สมาคมโรงแรม และผู้ประกอบการรถบัส เพื่อร่วมออกแบบมาตรการสนับสนุนค่าเดินทาง เมืองหลัก เมืองรอง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยยืนยันว่าจะไม่สร้างแอปพลิเคชันใหม่ แต่จะปรับใช้กับแอปเดิมที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น เป๋าตัง

สำหรับเชียงราย มาตรการระดับประเทศเหล่านี้มีความหมายโดยตรง เพราะเมืองที่ต้องการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจำเป็นต้องให้ความสำคัญทั้งประสบการณ์ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และระบบชำระเงินที่สะดวก โดยไม่ปล่อยให้รายได้ไหลไปอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงบางกลุ่ม

เชียงรายต้องทำให้เงินท่องเที่ยวเดินถึงชุมชน

หากดูจากข้อมูล Visa การเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตร 14 เปอร์เซ็นต์เป็นสัญญาณบวก แต่คำถามสำคัญคือเงินเหล่านี้เดินทางไปถึงใคร หากการใช้จ่ายกระจุกอยู่ในโรงแรมใหญ่ ศูนย์การค้า หรือร้านค้าเฉพาะกลุ่ม เศรษฐกิจท่องเที่ยวอาจเติบโตในตัวเลข แต่ชุมชนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

โครงการฮอมเมืองเฟสจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้การท่องเที่ยวเชิงเทศกาลกลายเป็นกลไกกระจายรายได้ ตั้งแต่ผู้จัดงานท้องถิ่น ผู้ประกอบการอาหาร ร้านกาแฟ ช่างฝีมือ ศิลปิน คนขับรถ ที่พักขนาดเล็ก ไปจนถึงชุมชนที่เป็นเจ้าของทุนวัฒนธรรม

หากโครงการเชื่อมกับระบบชำระเงินดิจิทัลและการสื่อสารตลาดได้ดี นักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถใช้จ่ายกับผู้ประกอบการรายย่อยได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็มีข้อมูลเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการต่อไป

เศรษฐกิจเทศกาลจึงไม่ควรเป็นเพียงการจัดงานให้คนมาเดินชม แต่ต้องออกแบบทั้งเส้นทาง เวลาเข้าพัก กิจกรรมหลังงาน วิธีจอง วิธีจ่ายเงิน และการติดตามผลว่ารายได้กระจายสู่พื้นที่อย่างไร

โจทย์ใหม่ของเชียงรายคือทำให้การท่องเที่ยวมีมูลค่า มีข้อมูล และมีความไว้วางใจ

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการพัฒนาเมืองท่องเที่ยว ด้านหนึ่งคือโอกาสจากนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ใช้จ่ายมากขึ้น เดินทางซ้ำมากขึ้น และมองหาประสบการณ์ท้องถิ่นที่ลึกกว่าเดิม อีกด้านหนึ่งคือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพน้ำ ความปลอดภัย และการแข่งขันของเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ

รายงานของ Visa ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีพลังดึงดูดนักเดินทางต่างชาติ และการใช้จ่ายดิจิทัลกำลังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน โครงการ Visa Destinations และเป้าหมายขยายจุดรับชำระเงินดิจิทัลกว่า 56,000 แห่งทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าร่วมวงจรการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

ส่วนฮอมเมืองเฟสคือความพยายามของเชียงรายและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือในการเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่มีการวิจัยรองรับ มีภาคส่วนร่วมคิด และมีเป้าหมายชัดเจนในการเพิ่มระยะเวลาพำนัก กระตุ้นการใช้จ่าย และกระจายรายได้ถึงชุมชน

แต่ทั้งหมดนี้จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเชียงรายสามารถสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนและผู้มาเยือนได้พร้อมกัน ทั้งไว้วางใจว่าท้องถิ่นมีประสบการณ์ที่มีคุณค่า ไว้วางใจว่าการใช้จ่ายสะดวกและปลอดภัย ไว้วางใจว่าสิ่งแวดล้อมได้รับการตรวจสอบ และไว้วางใจว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะไม่ทิ้งชุมชนไว้ข้างหลัง

เมื่อการท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนจากคำถามว่า “มีนักท่องเที่ยวกี่คน” ไปสู่คำถามว่า “นักท่องเที่ยวใช้จ่ายอย่างไรและใครได้ประโยชน์” เชียงรายจึงต้องใช้จังหวะนี้ออกแบบเมืองให้พร้อมทั้งด้านเทศกาล ดิจิทัล ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพราะเมืองที่นักท่องเที่ยวอยากกลับมา ไม่ได้มีแค่สถานที่สวย แต่ต้องมีระบบที่ทำให้ทุกการเดินทางมีความหมายและทุกการใช้จ่ายไปถึงคนในพื้นที่จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :