นายก อบจ.เชียงราย กางสถิติความพึงพอใจร้อยละ 90 ดันโมเดลสุขภาพทางไกลเข้าแผนแผนพัฒนาสุขภาพปฐมภูมิชาติ
[Sassy_Social_Share]
Summary
-
อบจ.เชียงราย ดำเนินนโยบาย “โฮงยาใกล้บ้าน” นำระบบ Telehealth ให้บริการผู้ป่วยทางไกลสะสมกว่า 29,000 ราย
-
ระบบดังกล่าวเชื่อมต่อ รพ.สต. กับโรงพยาบาลศูนย์ ครอบคลุมบริการ 5 รูปแบบ มีอัตราความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 90
-
เชียงรายได้รับเชิญไปถ่ายทอดประสบการณ์บนเวทีระดับชาติในหัวข้อ “ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ” ณ กรุงเทพมหานคร
-
ผลวิจัยจาก สช. ใน 60 รพ.สต. นำร่องพบว่า แพลตฟอร์ม iHealthCare ช่วยเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นร้อยละ 68
-
เน้นย้ำเทคโนโลยีต้องเดินคู่กับบุคลากร (อสม./เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น) และระบบสื่อสารต้องกระจายหลากช่องทางตามพฤติกรรมผู้บริโภคปี 2568
โฮงยาใกล้บ้านเชียงราย ยอดใช้บริการกว่า 2.9 หมื่นราย เดินหน้า Telehealth เชื่อม รพ.สต. ลดระยะทางผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง
เชียงราย,22 มิถุนายน 2569 – สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การไปพบแพทย์หนึ่งครั้งอาจไม่ได้มีต้นทุนเพียงค่ารักษาพยาบาล แต่รวมถึงค่าเดินทาง เวลาของผู้ดูแล การหยุดงาน และความเหนื่อยล้าจากการนั่งรถเป็นเวลานาน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายที่มีทั้งพื้นที่ภูเขา ชุมชนชายแดน และหมู่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายจึงนำระบบบริการสุขภาพทางไกล หรือ Telehealth มาเชื่อมต่อการดูแลประชาชนผ่านนโยบาย โฮงยาใกล้บ้าน โดยข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนเมษายน 2569 พบว่ามีประชาชนเข้าใช้บริการแล้วกว่า 29,000 ราย และผู้ป่วยร้อยละ 90 มีความพึงพอใจต่อการดูแลรักษาผ่านระบบแพทย์ทางไกล
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากต้องการบริการสุขภาพที่ใกล้บ้าน เข้าถึงง่าย และลดภาระการเดินทาง โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งข้อจำกัดด้านระยะทางอาจกลายเป็นกำแพงระหว่างผู้ป่วยกับการรักษาที่จำเป็น
เชื่อมระบบสุขภาพ 5 รูปแบบเข้ากับหน่วยบริการในพื้นที่
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า อบจ.เชียงรายดำเนินนโยบายโฮงยาใกล้บ้านเพื่อช่วยลดการเดินทางของประชาชน ลดความแออัดภายในโรงพยาบาล และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยจัดบริการแพทย์ทางไกลครอบคลุม 5 ระบบ
การดำเนินงานไม่ได้แยกออกจากระบบสาธารณสุขเดิม แต่เชื่อมการทำงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลชุมชนในแต่ละพื้นที่ ข้อมูลจากการให้บริการจะถูกรวบรวมเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อสนับสนุนการติดตามผู้ป่วยและลดปัญหาข้อมูลสุขภาพกระจัดกระจาย
หัวใจของระบบจึงไม่ใช่เพียงการให้ผู้ป่วยพูดคุยกับแพทย์ผ่านจอ แต่เป็นการวางเส้นทางบริการตั้งแต่หน่วยสุขภาพใกล้บ้าน การประเมินอาการ การปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ การติดตามการใช้ยา ไปจนถึงการส่งต่อเมื่อพบความเสี่ยงที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามอาการเป็นระยะ ระบบลักษณะนี้ช่วยลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ขณะที่ผู้ป่วยซึ่งมีอาการซับซ้อนยังคงได้รับการส่งต่อเข้าสู่ระบบรักษาตามมาตรฐาน การแพทย์ทางไกลจึงทำหน้าที่เสริมความต่อเนื่องของบริการ ไม่ได้เข้ามาแทนที่แพทย์หรือโรงพยาบาลทั้งหมด
เชียงรายถ่ายทอดประสบการณ์บนเวทีระดับชาติ
ประสบการณ์ของเชียงรายถูกนำเสนอในการประชุมสาธารณะระดับชาติหัวข้อ ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ เมื่อ รพ.สต. อยู่ใกล้บ้าน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
การประชุมจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. มีตัวแทนจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ บุคลากรสาธารณสุข และภาคประชาสังคมเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
นางอทิตาธรเข้าร่วมในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ และอุปนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายไพรัช มหาวงศนันท์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข
การนำเสนอของเชียงรายมุ่งสะท้อนผลการบริหาร รพ.สต. ภายหลังการถ่ายโอน รวมถึงการเชื่อมระบบ Telehealth กับบุคลากรและหน่วยบริการระดับต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และกลุ่มเปราะบางที่มีข้อจำกัดในการเดินทาง
ผลนำร่อง 60 รพ.สต. สนับสนุนแนวทางสุขภาพทางไกล
ภายในเวทีเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและภาคีเครือข่ายได้นำเสนอผลการศึกษาระบบ Telehealth ระยะที่สอง ซึ่งดำเนินงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง ลำพูน และกระบี่ ครอบคลุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจำนวน 60 แห่ง เป็นระยะเวลาหนึ่งปี
โครงการดังกล่าวต่อยอดจากการแพทย์ทางไกลที่มุ่งเน้นการปรึกษาและรักษา ไปสู่บริการที่ครอบคลุมมากขึ้น ได้แก่ การพยาบาลทางไกล เภสัชกรรมทางไกล และการฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม iHealthCare สำหรับสนับสนุนการจัดบริการและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดภาระของเจ้าหน้าที่ และช่วยยกระดับศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรจากร้อยละ 56 เป็นร้อยละ 68
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์เด่นชัดประกอบด้วยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ ซึ่งมักต้องรับบริการอย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ดูแล
ผลการศึกษาดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณาพัฒนา Telehealth เป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้การขยายบริการไม่ได้เกิดขึ้นเป็นโครงการชั่วคราว แต่มีมาตรฐาน ระบบข้อมูล งบประมาณ และบุคลากรรองรับอย่างต่อเนื่อง
เทคโนโลยีต้องเดินคู่กับบุคลากรใกล้บ้าน
แม้ระบบสุขภาพทางไกลจะช่วยลดระยะทาง แต่ประชาชนไม่ได้มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีเท่ากันทุกคน ผู้สูงอายุบางรายไม่มีสมาร์ตโฟน บางพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต ขณะที่ผู้ป่วยติดเตียงอาจไม่สามารถใช้อุปกรณ์ได้ด้วยตนเอง
เจ้าหน้าที่ รพ.สต. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และผู้ดูแลในครอบครัวจึงยังเป็นกำลังสำคัญของระบบ คนเหล่านี้ช่วยวัดสัญญาณชีพ เตรียมข้อมูลสุขภาพ อธิบายการใช้ยา ประสานแพทย์ และสังเกตอาการหลังรับบริการ
หากขาดบุคลากรใกล้บ้าน เทคโนโลยีที่ทันสมัยอาจเข้าไม่ถึงผู้ป่วยซึ่งต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ความสำเร็จของ Telehealth จึงต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างระบบดิจิทัล บุคลากรสุขภาพ เครือข่ายชุมชน และโรงพยาบาลที่รับส่งต่อผู้ป่วย
อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว การจัดเก็บและส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานต้องมีมาตรฐาน มีการกำหนดสิทธิ์เข้าถึง และสามารถตรวจสอบการใช้งานได้อย่างชัดเจน
การสื่อสารสุขภาพต้องเข้าถึงประชาชนทุกหน้าจอ
การขยายบริการโฮงยาใกล้บ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดบริการเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าประชาชนรู้จักบริการ เข้าใจวิธีใช้ และทราบว่าอาการแบบใดสามารถรับคำปรึกษาทางไกลได้
ผลสำรวจการเข้าถึงสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ พ.ศ. 2568 ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติจัดทำร่วมกับสำนักงาน กสทช. พบว่าประชาชนร้อยละ 83.7 ยังคงรับชมเนื้อหารายการโทรทัศน์ แต่ช่องทางการเข้าถึงกำลังเปลี่ยนไปสู่ดาวเทียม อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และสมาร์ตทีวีมากขึ้น การสำรวจเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ถึง 76 ปี จำนวน 31,500 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 ถึง 30 ตุลาคม 2568
รายการข่าวยังเป็นประเภทเนื้อหาที่ได้รับความนิยมสูง ขณะที่คนอายุน้อยมีแนวโน้มรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่ากลุ่มสูงวัย ข้อมูลนี้มีนัยต่อการสื่อสารบริการสุขภาพ เพราะการประกาศผ่านช่องทางเดียวอาจไม่สามารถเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มได้
ประชาชนสูงวัยอาจรับข้อมูลจากโทรทัศน์ วิทยุชุมชน เจ้าหน้าที่ รพ.สต. หรือ อสม. ขณะที่วัยทำงานและสมาชิกครอบครัวซึ่งทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยอาจพบข้อมูลผ่านเว็บไซต์ Facebook YouTube หรือแอปพลิเคชัน การสื่อสารเรื่อง Telehealth จึงควรออกแบบให้เดินทางไปพร้อมกันหลายช่องทาง ใช้ภาษาเข้าใจง่าย และระบุขั้นตอนรับบริการอย่างชัดเจน
การเปลี่ยนผ่านของสื่อกับการเปลี่ยนผ่านของระบบสุขภาพมีจุดร่วมสำคัญ คือประชาชนไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีเพราะความใหม่ แต่เลือกใช้ช่องทางที่สะดวก เชื่อถือได้ และตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ผลสำรวจสื่อปี 2568 ได้รับการเผยแพร่ในบทสรุปสำหรับผู้บริหารของสำนักงาน กสทช. เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569
จากความพึงพอใจสู่การวัดผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
ยอดผู้ใช้บริการกว่า 29,000 รายและความพึงพอใจร้อยละ 90 เป็นสัญญาณเริ่มต้นว่าประชาชนยอมรับระบบโฮงยาใกล้บ้านในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การประเมินความสำเร็จในระยะต่อไปควรครอบคลุมมากกว่าจำนวนผู้ใช้และระดับความพึงพอใจ
ตัวชี้วัดสำคัญควรรวมถึงจำนวนเที่ยวเดินทางที่ลดลง ค่าใช้จ่ายที่ประชาชนประหยัดได้ ระยะเวลารอรับบริการ ความต่อเนื่องในการรับยา ผลการควบคุมโรคเรื้อรัง ความแม่นยำในการคัดกรอง และจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่ออย่างเหมาะสม
สำหรับเชียงรายซึ่งมีภูมิประเทศและบริบทประชากรหลากหลาย ระบบ Telehealth อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างประชาชนที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แต่ระบบจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีบุคลากรเพียงพอ ข้อมูลเชื่อมต่อกันอย่างปลอดภัย งบประมาณต่อเนื่อง และประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่สู่ รพ.สต. ใกล้บ้าน จากห้องตรวจสู่หน้าจอ และจากฐานข้อมูลแยกส่วนสู่การดูแลที่เชื่อมต่อกัน นโยบายโฮงยาใกล้บ้านกำลังทดสอบคำตอบสำคัญของระบบสุขภาพไทยว่า เทคโนโลยีจะช่วยลดระยะทางระหว่างผู้ป่วยกับบริการที่จำเป็นได้มากเพียงใด
สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงราย ลำปาง ลำพูน และกระบี่จึงไม่ได้เป็นเพียงการทดลองใช้เครื่องมือดิจิทัล แต่เป็นการวางรากฐานของระบบสุขภาพปฐมภูมิที่พยายามนำบริการไปหาประชาชน ก่อนที่ระยะทาง ค่าใช้จ่าย หรือข้อจำกัดทางร่างกายจะกลายเป็นเหตุให้ใครบางคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ข้อมูลเวทีสาธารณะระดับชาติและผลการศึกษาโครงการ Telehealth ระยะที่สอง วันที่ 19 มิถุนายน 2569
- องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลนโยบายโฮงยาใกล้บ้าน ผลการให้บริการเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนเมษายน 2569 และการเข้าร่วมเวทีสาธารณะระดับชาติ วันที่ 19 มิถุนายน 2569
- สำนักงาน กสทช. การสำรวจการเข้าถึงสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ พ.ศ. 2568 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร เผยแพร่วันที่ 27 มกราคม 2569
- สำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจการเข้าถึงสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ พ.ศ. 2568 เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ถึง 30 ตุลาคม 2568
[Sassy_Social_Share]