จากครัวไทใหญ่เชียงรายสู่เชฟมืออาชีพ รัฐบาลดัน “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” เปิดทางอาหารถิ่นสู่สากล

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • เมนู “ข้าวเหลืองอุ๊บไก่” สำรับพื้นบ้านชาวไทใหญ่ คว้าคะแนนโหวตสูงสุดเป็นเมนูเชิดชูอาหารถิ่นเชียงราย ในโครงการ The Lost Taste 2569
  • วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายเป็นผู้เสนอเมนู โดยใช้ดอกกู้ดให้สีเหลืองธรรมชาติและเครื่องเทศมะสะหล่าคั่วเนื้อไก่รสเข้มข้น
  • รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” ฝึกอบรมประชาชน 2,425 คน ผ่านหลักสูตรเข้มข้น 240 ชั่วโมง
  • กระทรวง อว. จัดงาน Career Matching จับคู่ผู้ผ่านการอบรมภาคเหนือ 300 คน เข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม
  • เชียงรายนำโมเดลนี้มาต่อยอดเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชน พัฒนาบุคลากร และยกระดับอาหารชาติพันธุ์สร้างรายได้สู่สากล

จากครัวไทใหญ่เชียงรายสู่เชฟมืออาชีพ รัฐบาลดัน “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” เปิดทางอาหารถิ่นสร้างงาน สร้างรายได้ ก้าวสู่ตลาดโลก

เชียงราย,21 ตุลาคม 2569 – ข้าวเหนียวสีเหลืองหอมจากดอกกู้ด รับประทานคู่กับอุ๊บไก่ที่คั่วเครื่องแกงจนเข้าเนื้อ เป็นสำรับอาหารพื้นบ้านของชาวไทใหญ่ที่ได้รับการเชิดชูบนเวทีระดับประเทศเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” พัฒนาทักษะประชาชน 2,425 คน ผ่านหลักสูตร 240 ชั่วโมง พร้อมจับคู่ผู้ผ่านการอบรมกับร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการ เพื่อเปลี่ยนฝีมือการทำอาหารให้เป็นอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสให้อาหารท้องถิ่นไทยเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

สำหรับเชียงราย การได้รับเลือกของเมนู “ข้าวเหลืองอุ๊บไก่” ในโครงการ “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปี 2569 เป็นอีกโอกาสของสถานศึกษา ผู้ประกอบการอาหาร และชุมชนชาติพันธุ์ที่จะนำสูตรอาหารพื้นบ้านมาพัฒนาต่อยอด โดยยังรักษารสชาติและวิธีการปรุงที่สืบทอดกันมา

ข้าวเหลืองอุ๊บไก่ จากสำรับชาวไทใหญ่สู่เวทีอาหาร 77 จังหวัด

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ภายในงานมหกรรมวัฒนธรรม “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2026) ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร เมนูข้าวเหลืองอุ๊บไก่ของจังหวัดเชียงรายได้รับการนำเสนอในกิจกรรม 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ภายใต้โครงการ Thailand Best Local Food

เมนูดังกล่าวได้รับการเสนอเข้าสู่การคัดเลือกโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ก่อนได้รับคะแนนโหวตสูงสุดในการคัดเลือกเมนูอาหารถิ่นของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2569

ความพิเศษของข้าวเหลืองเริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ ชาวไตหรือไทใหญ่นำดอกกู้ดแห้ง ซึ่งเป็นดอกไม้พื้นเมืองที่พบตามพื้นที่ดอยสูง มาแช่น้ำเพื่อให้ได้สีเหลืองตามธรรมชาติ ก่อนนำข้าวเหนียวลงแช่และนึ่งจนสุก ข้าวที่ได้มีสีเหลืองสด กลิ่นหอมอ่อน ๆ และนิยมโรยหน้าด้วยหอมเจียว ตามความเชื่อของชาวไทใหญ่ยังถือเป็นอาหารมงคลด้วย

ส่วนอุ๊บไก่เป็นอาหารประเภทแกงไก่น้ำขลุกขลิก ใช้ไก่บ้านหรือไก่พันธุ์พื้นเมืองคั่วกับเครื่องแกงและผงมะสะหล่า ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเทศและสมุนไพรหลายชนิด เคี่ยวจนเครื่องแกงซึมเข้าเนื้อไก่ ได้รสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ชาวไทใหญ่นิยมรับประทานอาหารสองชนิดนี้คู่กัน ความหอมละมุนของข้าวเหลืองช่วยรับรสเครื่องแกงของอุ๊บไก่ได้พอดี เป็นภูมิปัญญาการปรุงอาหารที่อาศัยทั้งความรู้เรื่องพืชท้องถิ่น การเลือกเครื่องเทศ และวิธีควบคุมไฟในการประกอบอาหาร

การนำสำรับนี้เข้าสู่เวทีระดับประเทศยังมีการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเกี่ยวกับการปลูกบ้านบนดอยตุง เชื่อมโยงวิถีอาหารกับเรื่องราวการฟื้นฟูผืนป่าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูงของเชียงราย

วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ส่งต่อภูมิปัญญาอาหารผ่านการเรียนรู้วิชาชีพ

การเสนอข้าวเหลืองอุ๊บไก่เข้าสู่โครงการ The Lost Taste ทำให้บทบาทของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายในด้านการอนุรักษ์และพัฒนาอาหารถิ่นได้รับความสนใจมากขึ้น โดยมี นางสาวปนัดดา พึ่งศิลป์ ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้าแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ พร้อมด้วยบุคลากรในแผนก ได้แก่ นายจิรายุ วงค์แพทย์ หรือครูเจมส์ ครูผู้ช่วย แผนกวิชาอาหารและโภชนาการ และ นางสาวปิยะมาศ สั่งสอน หรือครูกุ้งนาง พนักงานราชการ ตำแหน่งครู แผนกวิชาอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นบุคลากรวิชาชีพด้านอาหารของวิทยาลัย

การเรียนด้านอาหารและโภชนาการสามารถนำเมนูพื้นบ้านอย่างข้าวเหลืองอุ๊บไก่มาศึกษาได้ตั้งแต่คุณลักษณะของวัตถุดิบ การเตรียมอาหาร การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการจัดสำรับให้เหมาะกับร้านอาหารและธุรกิจบริการ โดยมีโจทย์สำคัญอยู่ที่การพัฒนาให้ขายได้จริงโดยไม่ทำให้รสชาติดั้งเดิมสูญหาย

โดยเฉพาะการใช้ดอกกู้ดให้สีข้าวตามธรรมชาติ และการปรุงอุ๊บไก่ด้วยเครื่องเทศแบบไทใหญ่ สามารถนำมาพัฒนาเป็นกิจกรรมเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและผู้สนใจประกอบอาชีพอาหารได้ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนศึกษาเรื่องต้นทุน การกำหนดราคา การจัดซื้อวัตถุดิบ และมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ซึ่งจำเป็นสำหรับการประกอบธุรกิจในอนาคต

ในพิธีเชิดชูอาหารถิ่นครั้งนี้ นางสาวอรพิน ดวงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย เข้ารับมอบรางวัลในฐานะผู้แทนหน่วยงานที่เสนอเมนูเข้าสู่โครงการ ร่วมกับนางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี

อีกหนึ่งผู้แทนจากเชียงรายที่ได้รับเกียรติบัตรคือ นางมนรัตน์ ก.บัวเกษร ประธานกรรมการบริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ในฐานะผู้สนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมเชิดชูอาหารถิ่น โดยได้รับเกียรติบัตรจากนางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

รัฐบาลปั้นเชฟ 2,425 คน เรียน 240 ชั่วโมง ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ความพยายามพัฒนาอาหารถิ่นของเชียงรายเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่รัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายสร้างอาชีพผ่านอาหารไทย

วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” เพื่อฝึกทักษะการประกอบอาหารให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ทำงานในสถานประกอบการหรือเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง

โครงการมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 2,425 คน หลักสูตรกำหนดเวลาเรียนรวม 240 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎีผ่านระบบ E-Learning จำนวน 90 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติอีก 150 ชั่วโมง ครอบคลุมการประกอบอาหารไทยมากกว่า 50 เมนู

ระหว่างวันที่ 16–18 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศและจับคู่โอกาสทางอาชีพ Career Matching ภายใต้แนวคิด “Cooking with L.O.V.E.” ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ผ่านการอบรมในพื้นที่ภาคเหนือเข้ารับประกาศนียบัตรจำนวน 300 คน

ภายในงาน ผู้ผ่านการอบรมมีโอกาสพบผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม แหล่งเงินทุน และแพลตฟอร์มการค้า พร้อมกิจกรรมแสดงทักษะและนำเสนอแนวคิดทางธุรกิจ รวมถึงการสาธิตประกอบอาหารโดยเชฟเฟิร์ส

รูปแบบดังกล่าวมุ่งแก้ปัญหาที่พบได้บ่อยในอาชีพอาหาร คือคนทำอาหารมีฝีมือ แต่ยังขาดช่องทางหางาน ขาดความรู้เรื่องการบริหารต้นทุน หรือไม่รู้ว่าจะพัฒนาเมนูพื้นบ้านให้เข้าสู่ตลาดได้อย่างไร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเป้าหมายของรัฐบาลว่า

“รัฐบาลมุ่งให้โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย เป็นกลไกสร้างโอกาสให้ประชาชนเปลี่ยนทักษะเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดสู่การทำธุรกิจ ควบคู่กับการนำภูมิปัญญาและวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม”

นโยบายดังกล่าวยังตั้งเป้านำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับสูตรอาหารท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอาหารมีความสามารถแข่งขันในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จากสูตรอาหารชุมชน สู่ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจของคนรุ่นใหม่

หากนำแนวทางหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทยมาพิจารณาควบคู่กับเมนูข้าวเหลืองอุ๊บไก่ จะเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบไปจนถึงการจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป

เกษตรกรสามารถเป็นผู้ผลิตข้าวเหนียวและวัตถุดิบท้องถิ่น ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถพัฒนาเมนูอุ๊บไก่ให้เป็นอาหารแนะนำประจำร้าน ขณะที่ผู้เรียนวิชาชีพอาหารสามารถนำทักษะไปประกอบอาชีพเชฟ พนักงานครัว หรือสร้างกิจการขนาดเล็กได้

อย่างไรก็ตาม การนำอาหารพื้นบ้านเข้าสู่ตลาดจำเป็นต้องคำนึงถึงความสม่ำเสมอของรสชาติ ความสะอาด การเก็บรักษาวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอาหารที่ใช้พืชพื้นเมืองหรือเครื่องเทศเฉพาะถิ่น ซึ่งต้องมีแหล่งผลิตที่ตรวจสอบได้

ตัวอย่างหนึ่งคือการพัฒนาเมนูข้าวเหลืองอุ๊บไก่สำหรับนักท่องเที่ยว โรงแรมหรือร้านอาหารอาจจัดเป็นสำรับอาหารพื้นเมือง พร้อมอธิบายที่มาของดอกกู้ดและวิธีทำอุ๊บไก่ ขณะที่กลุ่มชุมชนสามารถจัดกิจกรรมสอนทำอาหารให้ผู้มาเยือนเรียนรู้ด้วยตนเอง

การต่อยอดลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของสถานศึกษา ชุมชน ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานก่อนนำออกจำหน่าย

ตลาดอาหารไทยต้องการเชฟที่ทำได้ทั้งอาหารและธุรกิจ

หนึ่งในโจทย์ของผู้ประกอบอาชีพอาหารยุคใหม่คือการรักษาคุณภาพควบคู่กับการบริหารกิจการ เชฟจำเป็นต้องเข้าใจต้นทุนวัตถุดิบ การควบคุมปริมาณอาหาร การจัดการครัว และความต้องการของลูกค้า

สำหรับผู้เรียนสายอาชีพในเชียงราย การมีทักษะปรุงอาหารประจำถิ่นควบคู่กับความรู้ด้านธุรกิจสามารถเพิ่มทางเลือกในการทำงาน ทั้งในร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจจัดเลี้ยง รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการของตนเอง

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่นสามารถใช้ช่องทางออนไลน์ประชาสัมพันธ์เมนู รับคำสั่งซื้อ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะกับการขนส่ง โดยต้องพิจารณาข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยก่อนจำหน่าย

หากจังหวัดเชียงรายนำอาหารชาติพันธุ์ที่ได้รับการเชิดชูมาจัดทำเป็นหลักสูตรระยะสั้นร่วมกับสถานศึกษา ก็อาจช่วยให้ประชาชนที่ไม่ได้เรียนในระบบอาชีวศึกษาเข้าถึงความรู้ด้านอาหารได้มากขึ้น ทั้งกลุ่มแม่บ้าน เยาวชน และผู้ประกอบการรายย่อย

ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าโครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย ได้จัดหลักสูตรเฉพาะเมนูข้าวเหลืองอุ๊บไก่ในเชียงราย การเชื่อมโยงดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือระยะต่อไป

อาหาร 77 จังหวัด กับโอกาสสร้างรายได้จากภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวระหว่างงานไทยฟุ้ง ปรุงไทย ถึงคุณค่าของอาหารท้องถิ่นว่า อาหารแต่ละพื้นที่มีความสัมพันธ์กับภูมิประเทศ วัตถุดิบ ความเชื่อ ศาสนา และวิถีชีวิตของประชาชน

โครงการ The Lost Taste ประจำปี 2569 เพิ่มเมนูอาหารถิ่นอีก 77 เมนู ทำให้มีเมนูที่ได้รับการเชิดชูสะสมรวม 308 เมนู ภายใต้แนวทางพัฒนาแบรนด์ Thailand Best Local Food

สำหรับเชียงราย ข้าวเหลืองอุ๊บไก่เป็นหนึ่งในตัวอย่างอาหารชาติพันธุ์ที่มีโอกาสพัฒนาสู่ธุรกิจอาหารและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การรักษาสูตรดั้งเดิมควบคู่กับการพัฒนาคนทำอาหารจึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน

เมื่อรัฐบาลเปิดโครงการฝึกเชฟและจับคู่งาน ขณะที่สถานศึกษาในจังหวัดมีองค์ความรู้ด้านอาหารพื้นบ้านอยู่แล้ว คำถามต่อไปจึงอยู่ที่การนำสองส่วนนี้มาประสานกันให้เกิดงานจริง ทั้งการฝึกอบรมผู้ประกอบการ การส่งต่อสูตรอาหารจากคนรุ่นเก่า และการสร้างตลาดรองรับผู้ที่ผ่านการพัฒนาทักษะ

ข้าวเหลืองอุ๊บไก่อาจเริ่มจากข้าวเหนียวนึ่งหนึ่งกระติ๊บกับไก่คั่วเครื่องแกงหนึ่งถ้วย แต่หากเชียงรายสามารถรักษาคนทำอาหาร รักษาวัตถุดิบ และสร้างช่องทางจำหน่ายได้ต่อเนื่อง สำรับไทใหญ่จานนี้ก็มีโอกาสสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบอาชีพอาหารในท้องถิ่นได้อีกหลายรุ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :