เมื่อโลกกลัวกาแฟแพง เชียงรายกลับขายได้กิโลกรัมละ 15,050 บาท ในงาน Best of Chiangrai 2026
Summary
- สถาบันการเงินโลกเตือนวิกฤต “ซูเปอร์เอลนีโญ” และสงครามอิหร่านอาจดันราคากาแฟโลกพุ่ง 50-100%
- กาแฟพิเศษเชียงรายสวนกระแสโลก เคาะราคาประมูลสูงสุดทุบสถิติ 15,050 บาทต่อกิโลกรัม ณ ดอยตุง
- ผลงานเกิดจากแคมเปญ “Best of Chiangrai 2026” การประกวดและจัดอันดับเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดของเชียงรายประจำปี 2026 เผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการ โดยอันดับ 1 ตกเป็นของ นายพิชิต บุญยื่นพนาดุล จาก 89 Coffee&Tea Farm แหล่งปลูกดอยช้าง นำกาแฟสายพันธุ์ Geisha ผ่านกระบวนการ Wash Process คว้าคะแนนสูงสุด 90.49 คะแนน
- โมเดลปลูกกาแฟใต้ร่มป่า (Shade-Grown) ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสกัดความผันผวนการค้า
โฮงยาใกล้บ้านเชียงราย ยอดใช้บริการกว่า เมื่อโลกกลัวกาแฟแพง เชียงรายกลับขายได้กิโลกรัมละ 15,050 บาท
เชียงราย,17 กรกฎาคม 2569 – นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำของโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนเรื่องหนึ่งพร้อมกัน นั่นคือปรากฏการณ์เอลนีโญฤดูกาล 2569-2570 มีแนวโน้มพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือที่บางฝ่ายเรียกว่า “Godzilla El Niño” และอาจส่งผลให้ราคาอาหารโลกพุ่งสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 คำเตือนนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ราคาอาหารโลกกำลังถูกกดดันจากสงครามอิหร่านอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกัน นักวิเคราะห์มองว่าโลกกำลังเผชิญ “แรงกระแทกสองด้าน” ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศสุดขั้ว และในบรรดาสินค้าเกษตรที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุด กาแฟคือหนึ่งในนั้น
แต่ในขณะที่ตัวเลขจากฝั่งตลาดโลกกำลังทำให้หลายฝ่ายกังวล เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงบนดอยสูงของจังหวัดเชียงรายกลับเดินไปอีกทิศทางหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลาลีลาวดี ข้างดอยตุงลอดจ์ เมล็ดกาแฟพิเศษจากฝีมือเกษตรกรท้องถิ่นถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 15,050 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งที่แต่ละล็อตมีปริมาณจำกัดเพียง 2-4 กิโลกรัมเท่านั้น นี่คือผลผลิตจากกิจกรรม “Best of Chiangrai 2026” ที่จัดโดยกลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย (Chiangrai Coffee Lovers หรือ CCL) ร่วมกับโครงการพัฒนาดอยตุงฯ
ตัวเลขที่โลกกำลังกลัว
สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NOAA ยืนยันว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสถึง 63% ที่อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียสในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่อาจพัฒนาไปสู่ซูเปอร์เอลนีโญได้จริง นักวิเคราะห์ของธนาคาร Goldman Sachs คาดว่าหากซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15.8% ขณะที่ธนาคาร UniCredit ประเมินสถานการณ์ที่รุนแรงกว่านั้น โดยชี้ว่าผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกอาจลดลงถึง 14.3% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 342,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11.2 ล้านล้านบาท และสินค้าที่เปราะบางที่สุด ได้แก่ ข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำตาล และกาแฟ อาจมีราคาพุ่งขึ้นถึง 50-100% หรือมากกว่านั้น
ธนาคาร UBS อธิบายเพิ่มเติมว่าเอลนีโญไม่ได้ส่งผลเหมือนกันในทุกพื้นที่ แต่จะเปลี่ยนรูปแบบฝนและอุณหภูมิทั่วโลก บางประเทศได้รับประโยชน์ ขณะที่อีกหลายพื้นที่ต้องเผชิญภัยแล้งหรือน้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะภัยแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจทำให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มลดลง ส่วนผลผลิตกาแฟและโกโก้ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกันจากสภาพอากาศที่ร้อนและแปรปรวน รวมถึงความเสี่ยงจากโรคพืชที่อาจระบาดมากขึ้น นี่คือภาพรวมของอุตสาหกรรมกาแฟโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คนต้นน้ำที่ไม่รอให้โลกกำหนดชะตา
ท่ามกลางคำเตือนระดับโลกเหล่านี้ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบนดอยสูงของเชียงรายกลับสะท้อนภาพความจริงอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือพวกเขาไม่ได้รอฟ้าฝนตามยถากรรมอีกต่อไปแล้ว ตัวแทนผู้ผลิตจากดอยตุง เจ้าของกาแฟสายพันธุ์เกอิชาอายุ 4 ปีที่ปลูกบนความสูง 1,200 เมตร บอกกับทีมงานว่า “กาแฟที่ทำในแต่ละปี มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องกลับมาปรับปรุงระบบตรงไหน มันกลายเป็นเรื่องที่เราต้องเริ่มต้นเรียนรู้กันใหม่ในทุก ๆ ปี เพราะผลกระทบจากสภาวะอากาศและโลกที่เปลี่ยนไปในตอนนี้” คำพูดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์กำลังเตือนอยู่พอดี เพียงแต่สำหรับเกษตรกรกลุ่มนี้ มันไม่ใช่ตัวเลขในรายงาน แต่คือความจริงที่ต้องรับมือหน้างานทุกฤดูกาล
พวกเขาแก้โจทย์นี้ด้วยการผสานวิทยาศาสตร์การเกษตรเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม ตั้งแต่การใช้ยีสต์ธรรมชาติบำรุงจุลินทรีย์ในดิน การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่หรือ Shade-Grown เพื่อรักษาความชื้นในดินไม่ให้สูญเสียไปกับอากาศที่ร้อนขึ้น ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวแบบเลือกสรรหรือ Selective Picking ที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตัวแทนผู้ผลิตจากดอยช้างสะท้อนมุมมองที่ยึดโยงกับวิถีชีวิตมากกว่าความกลัวต่อความผันผวนของตลาดโลกว่า “เราจะปลูกกาแฟไปเรื่อย ๆ เพราะเราเชื่อและรักในวิถีกาแฟนี้ เราเลือกที่จะเรียนรู้ทักษะการบำรุง ปรับปรุง และค้นหาเทคนิคใหม่ ๆ ตามกระแสโลกอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผลผลิตของเรามีคุณภาพตรงตามความต้องการ และยังคงรักษามาตรฐานที่พร้อมจะส่งเข้าประกวดในทุกเวที”

จากตัวอย่าง 60 ล็อต สู่ 10 สุดยอดเมล็ดกาแฟ
กระบวนการที่นำไปสู่ราคาประมูลสูงลิ่วในวันที่ 16 กรกฎาคม เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 เมื่อทีมงานจาก CCL และ DoiTung เดินหน้าประเมินคุณภาพรอบคัดเลือกเบื้องต้นอย่างเข้มข้น มีเกษตรกรส่งตัวอย่างเมล็ดกาแฟเข้าร่วมมากถึง 60 ตัวอย่าง จากแหล่งปลูกทั้งที่คุ้นเคยและแหล่งปลูกใหม่ ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ใหม่ ก่อนถูกคัดเหลือ 41 ตัวอย่างเพื่อเข้าสู่การประเมินจริง ทุกตัวอย่างถูกส่งต่อให้กลุ่มโรงคั่วคุณภาพในจังหวัดคั่วด้วยเครื่อง LINK อย่างพิถีพิถัน ชิมเพื่อตรวจสอบคุณภาพ แล้วปรับคั่วใหม่จนดึงศักยภาพของกาแฟแต่ละล็อตออกมาให้ได้มากที่สุด
ทีมนักประเมินกาแฟหรือ Cupper ที่ทำหน้าที่ตัดสินมาจากสามกลุ่มหลัก ได้แก่ทีม CCL ทีม DoiTung Club และทีมจาก CQF หรือ Coffee Quality Research Center ทำงานร่วมกับทีมงาน Runner เพื่อให้กระบวนการคัปปิ้งเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและยุติธรรมต่อกาแฟทุกตัวอย่างมากที่สุด ผลลัพธ์คือรายชื่อสุดยอดเมล็ดกาแฟเชียงราย 10 อันดับแรก ก่อนถูกส่งต่อให้คณะกรรมการทรงคุณวุฒิระดับประเทศประเมินซ้ำอีกครั้ง
คะแนนคัปปิ้งที่เปิดเผยออกมาสะท้อนคุณภาพระดับที่แข่งขันในเวทีสากลได้จริง ตัวอย่างจากฟาร์ม BEANi ของปาริชาติ สถิตธรรมพนา ในพื้นที่ดอยช้างลีซู ทำคะแนนได้ 87.22 ด้วยกลิ่นรสสับปะรดตากแห้งและแจ็กฟรุตผสมโทนเบอร์รี่และมะนาว ไร่กาแฟอาจิในพื้นที่ปางขอนทำคะแนนได้ 87.13 โดดเด่นด้วยกลิ่นดอกไม้สีชมพูและองุ่นเคียวโฮ ส่วนไร่กาแฟลุงดิษฐ์ในพื้นที่ขุนลาวทำคะแนน 87.11 มีความซับซ้อนของกลิ่นดอกไม้ ชา และผลไม้ตระกูลส้ม เมื่อไล่คะแนนลงมาถึงกลุ่มอันดับที่ 20-31 ยังพบว่าคะแนนคัปปิ้งอยู่ในระดับ 84-86 คะแนน ซึ่งเป็นเกณฑ์กาแฟพิเศษหรือ Specialty Grade ตามมาตรฐานสากล กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วจังหวัด ตั้งแต่บ้านสิบหลังอาข่า ร่มฟ้าสยาม ผาแดงอาข่า บ้านปางขอน แม่จันใต้ ไปจนถึงห้วยน้ำกืน
ประกาศผลสุดยอดกาแฟแห่งปี “BEST OF CHIANGRAI 2026” เมล็ดพันธุ์จากดอยช้างคว้าแชมป์อันดับหนึ่งด้วยคะแนน Cupping Score สูงสุดทะลุ 90.49 คะแนน ตอกย้ำศักยภาพจังหวัดเชียงรายในการเป็นแหล่งผลิตกาแฟคุณภาพเยี่ยมระดับสากล
การประกวดและจัดอันดับเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดของเชียงรายประจำปี 2026 เผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการ โดยอันดับ 1 ตกเป็นของ นายพิชิต บุญยื่นพนาดุล จาก 89 Coffee&Tea Farm แหล่งปลูกดอยช้าง นำกาแฟสายพันธุ์ Geisha ผ่านกระบวนการ Wash Process คว้าคะแนนสูงสุด 90.49 คะแนน อันดับ 2 ได้แก่ นายสุวรรณ เวียยือคู่ จากไร่กาแฟพะหล่าอาข่า แหล่งปลูกร่มเย็น สายพันธุ์ Geisha (Honey Process) คะแนน 89.92 อันดับ 3 นายนที สันติภูมิสุวรรณ จาก Natee Coffee Estate แหล่งปลูกบ้านปางขอน สายพันธุ์ Bourbon, Catimor (Natural Process) คะแนน 88.03 อันดับ 4 มนธิรา มาเยอะ จากไร่กาแฟครอบครัวมะ แหล่งปลูกปางขอน คะแนน 87.47 และอันดับ 5 อัคน์วิชญ์โรจน์ สุมังคะ จาก Wild Origin แหล่งปลูกปางขอน คะแนน 87.40
ในส่วนของบันทึกรสชาติ (Tasting Notes) ของกาแฟที่ชนะเลิศอันดับ 1 มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดเจนระบุว่า “Floral/Jasmine/Rose/Bouquet (9), Peach (7), Bergamot (6), Mandarin orange/Pomelo (5)” ซึ่งสะท้อนถึงมิติของรสชาติอันซับซ้อนและมีคุณภาพสูง การจัดอันดับครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ ดอยตุง และภาคเอกชนที่ร่วมขับเคลื่อนวงการกาแฟไทย
เมื่อความเสี่ยงของตลาดโลกกลายเป็นโอกาสของกาแฟพิเศษ
จุดที่น่าสนใจคือ ในรายงานเดียวกันที่นักวิเคราะห์เตือนเรื่องราคากาแฟเกรดพาณิชย์ที่อาจผันผวนรุนแรง กลับมีข้อมูลอีกด้านที่ชี้ว่ากาแฟพิเศษหรือ Specialty Coffee ที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับและกระบวนการควบคุมคุณภาพเข้มงวด สามารถรักษามูลค่าและความน่าเชื่อถือได้ดีกว่ากาแฟเกรดพาณิชย์ทั่วไป นี่คือสิ่งที่ดอยตุงทำมาตลอด ด้วยระบบบันทึกข้อมูลย้อนกลับที่ช่วยให้ผู้บริโภคตรวจสอบประวัติสายพันธุ์ แหล่งปลูก วันเก็บเกี่ยว และคะแนนคุณภาพได้อย่างโปร่งใส ความโดดเด่นด้านคุณภาพนี้ยังทำให้กาแฟดอยตุงได้รับเลือกเป็นกาแฟดริปสูตรพรีเมียมที่ให้บริการผู้โดยสารชั้น Royal First และ Royal Silk Class ของสายการบินไทยมาแล้ว
การประมูลเมล็ดกาแฟพิเศษเกือบ 20 ล็อตในงานวันที่ 16 กรกฎาคม จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมสนุกสนานทั่วไป แต่เป็นกลไกที่ตัดพ่อค้าคนกลางออกจากระบบ ทำให้รายได้กลับคืนสู่มือเกษตรกรผู้บ่มเพาะผลผลิตโดยตรง ในภาวะที่ต้นทุนการผลิตทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศสุดขั้ว การมีช่องทางขายตรงที่ให้ราคายุติธรรมเช่นนี้ กลายเป็นเกราะป้องกันความผันผวนที่จับต้องได้จริงสำหรับเกษตรกรรายย่อย


รากฐานที่ปลูกป่าไปพร้อมกับปลูกกาแฟ
รากฐานที่ลึกที่สุดของแคมเปญนี้อยู่ที่มิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ภายใต้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2531 ดูแลพื้นที่ 29 หมู่บ้านในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวงและแม่สาย ครอบคลุมประชากรกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 11,000 คน ในอดีตพื้นที่แถบนี้เคยเป็นศูนย์กลางการผลิตและค้ายาเสพติดในเขตสามเหลี่ยมทองคำ มีการทำไร่เลื่อนลอยจนภูเขากลายเป็นป่าเสื่อมโทรม การส่งเสริมให้ปลูกกาแฟอาราบิก้าใต้ร่มเงาป่าควบคู่กับการทำพืชสวนและปศุสัตว์มูลค่าสูงอย่างหมูดำดอยตุง ได้พลิกฟื้นผืนป่าและสร้างอาชีพทางเลือกที่ยั่งยืนให้ราษฎรแทนการปลูกฝิ่น เนื่องจากต้นกาแฟอาราบิก้าต้องเติบโตใต้ร่มไม้ใหญ่ เกษตรกรจึงต้องรักษาป่าเดิมไว้แทนที่จะถางป่าทำไร่ กลายเป็นระบบที่ทั้งช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้งในระดับจุลภาค และสอดคล้องกับทิศทางที่ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือความยั่งยืนของแหล่งผลิต
ในงานวันที่ 16 กรกฎาคม ผู้จัดงานยังรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วม “พกแก้วชิมมาเอง” เพื่อลดปริมาณขยะและปกป้องผืนป่าไปพร้อมกัน สอดคล้องกับแนวคิดที่แทรกอยู่ในทุกกิจกรรมของงาน
ก้าวต่อไปในวันที่โลกไม่แน่นอน
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของการจัดกิจกรรมนี้ ทีมงานสังเกตเห็นพัฒนาการของกาแฟเชียงรายที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากแหล่งปลูกใหม่ เกษตรกรหน้าใหม่ และเกษตรกรรายเดิมที่พัฒนาฝีมือขึ้นทุกปี ความร่วมมือระหว่าง CCL และดอยตุงที่สั่งสมมากว่า 5 ปี นำโดยพงศกร อารีศิริไพศาล ประธานกลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย และเจ้าของร้าน Local Coffee ยังคงเดินหน้าต่อผ่านกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสร้างสรรค์ “เหน่นแวดเหนือ” หรือการแข่งขันเอโร่เพรสระดับภูมิภาค North Thailand AeroPress Championship
ในวันที่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกกำลังเตือนว่าราคากาแฟอาจพุ่งขึ้นถึง 50-100% จากผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องราวจากดอยสูงของเชียงรายกลับแสดงให้เห็นเส้นทางอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการลงทุนในคุณภาพ ความโปร่งใสของแหล่งที่มา และการรักษาผืนป่าต้นน้ำ อาจเป็นคำตอบที่ทำให้กาแฟจากเมล็ดเล็ก ๆ บนดอยสูงยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าตลาดโลกจะผันผวนไปในทิศทางใดก็ตาม


เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- กลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย (Chiangrai Coffee Lovers) และโครงการพัฒนาดอยตุงฯ, การเผยแพร่ข้อมูลกิจกรรม Best of Chiangrai 2026, กรกฎาคม 2569
- ผลคะแนนคัปปิ้งอย่างเป็นทางการ Best of Chiangrai 2026, เผยแพร่โดย CCL และ DoiTung ร่วมกับ CQF (Coffee Quality Research Center), กรกฎาคม 2569
- โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์, ข้อมูลประวัติและพื้นที่ดำเนินงาน
- สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA), ข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลมหาสมุทรแปซิฟิก
- ธนาคาร Goldman Sachs, ธนาคาร UBS, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคาร UniCredit, บทวิเคราะห์ผลกระทบเอลนีโญต่อราคาสินค้าเกษตรโลก