บทเรียนจากเหตุชน 4 คันที่นางแล เตือนกลุ่มเสี่ยงอายุ 20-29 ปี ระวังอุบัติเหตุช่วงเย็นวันสงกรานต์

[Sassy_Social_Share]

Summary

เชียงรายกับบทเรียนสงกรานต์ 2569 เมื่อสถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ถนนยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

เชียงราย, 13 เมษายน 2569 – เวลา 17.39 น. ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเล่นน้ำหรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669 รับแจ้งเหตุรถกระบะ 2 คันชนกับรถยนต์เก๋ง 2 คัน บริเวณจุดกลับรถหน้าบริษัทเสริมสุข จำกัด มหาชน ในตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจเชียงราย ฐานเอราวัณ เข้าตรวจสอบและพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คนและหญิง 4 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุ 5 ปีที่มีแผลถลอกตามร่างกาย เด็กหญิงอายุ 14 ปีมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หญิงอายุ 18 ปีมีแขนขวาผิดรูป หญิงอายุ 40 ปีมีอาการปวดขาซ้าย และชายอายุ 40 ปีมีแผลฉีกขาดบริเวณปาก ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายตามระดับอาการ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ที่สุดของวันในเชิงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุที่ทำให้เห็นภาพจริงของสิ่งที่คำว่า “อุบัติเหตุช่วงเทศกาล” หมายถึงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรถหนึ่งคันไม่ได้มีแค่คนขับ แต่มีทั้งเด็ก ครอบครัว และคนที่ไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาปกติของวันหยุดจะเปลี่ยนเป็นเหตุฉุกเฉินในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

ความสำคัญของเหตุที่นางแลจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นในวันที่จังหวัดเชียงรายเองมีตัวเลขอุบัติเหตุสูงที่สุดของช่วง 4 วันแรกของการรณรงค์ และถูกบันทึกเข้าสู่สถิติภาพรวมทันที ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานผ่านไทยพีบีเอสว่า วันที่ 13 เมษายนวันเดียว ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุ 237 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 224 คน และเสียชีวิต 51 คน โดยเชียงรายกับชุมพรเป็น 2 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุรายวันสูงสุด จังหวัดละ 12 ครั้ง ขณะที่ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดทั่วประเทศอยู่ในช่วง 15.01 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งตรงกับจังหวะเวลาที่อุบัติเหตุในนางแลเกิดขึ้นพอดี สะท้อนว่าความเสี่ยงของวันสงกรานต์ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงดึกหรือหลังงานเลี้ยง แต่เกิดได้รุนแรงมากในช่วงบ่ายถึงเย็นที่ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าเป็นช่วงเดินทางปกติ

เมื่อเชื่อมเหตุเฉพาะจุดเข้ากับข้อมูลระดับจังหวัด ภาพของเชียงรายก็ชัดขึ้นอีกระดับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 14 เมษายนว่า ผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 13 เมษายน พบอุบัติเหตุรวม 12 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน ทั้งหมดเป็นชาย หากนับสะสม 4 วันตั้งแต่ 10 ถึง 13 เมษายน จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 22 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 21 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ และกลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 20 ถึง 29 ปี ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เหตุชนหลายคันในนางแลจะดึงความสนใจของสังคม แต่ในภาพรวมของจังหวัด ความเสี่ยงยังคงกระจายอยู่หลายประเภท ทั้งรถจักรยานยนต์ เส้นทางชุมชน และพฤติกรรมเดิมที่ถูกเตือนซ้ำทุกปีแต่ยังไม่หายไปจากถนนจริง ๆ

ตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาคลายการ์ด

สิ่งที่จังหวัดเชียงรายพยายามสื่อสารในวันเดียวกันคือ แม้จะยังมีความสูญเสีย แต่ภาพรวมปีนี้ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ประชุมสรุปผลการดำเนินงานซึ่งมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ได้ย้ำว่าตัวเลขอุบัติเหตุลดลงต่อเนื่อง และเป็นผลจากการบูรณาการของหลายหน่วยงานทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจภูธรจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท สำนักงานขนส่ง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นในทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสรุปเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะชี้ว่ารัฐไม่ได้มองเพียงการนับศพหรือผู้บาดเจ็บ แต่พยายามอ่านแนวโน้มเชิงระบบว่ามาตรการที่ทำไปเริ่มส่งผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากอ่านตัวเลขอย่างไม่ระมัดระวัง คำว่า “ดีขึ้น” อาจกลายเป็นกับดักทางความรู้สึกได้ง่าย เพราะการลดลงจากปีก่อนเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าถนนปลอดภัยแล้ว เหตุที่นางแลเป็นตัวอย่างตรงที่สุดว่าถึงแม้จังหวัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งครอบครัวยังคงหนักหนาเหมือนเดิม คนขับหนึ่งคนที่เร่งเพียงไม่กี่วินาที หรือผู้โดยสารหนึ่งคนที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีรถตัดหน้า อาจทำให้ทั้งรถต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉิน ความจริงข้อนี้ทำให้สถิติภาพรวมกับความรู้สึกของผู้คนมักเดินไม่พร้อมกันเสมอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมระดับจังหวัดจึงยังคงย้ำเรื่องบังคับใช้กฎหมาย หมวกกันน็อก เมาไม่ขับ และลดความเร็วซ้ำอีก แม้ตัวเลขปีนี้จะดูดีขึ้นก็ตาม

หากขยายมองออกไปในระดับประเทศ ภาพก็เป็นแบบเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนสรุปว่า 4 วันแรกของการรณรงค์ 10 ถึง 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรวม 755 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้อย่างสบายใจ โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 41.77 รองลงมาคือดื่มแล้วขับร้อยละ 27.43 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 70.93 และส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรงกับถนนใน อบต. และหมู่บ้าน ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า แม้รัฐจะเพิ่มด่าน เพิ่มจุดบริการ และเพิ่มการสื่อสารทุกปี แต่ปัญหาหลักยังวนอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงเดิมและสภาพแวดล้อมการใช้ถนนแบบเดิมที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด

เมื่อนโยบายลงมาถึงถนนจริง สิ่งที่ยังชนะยากที่สุดคือพฤติกรรมเสี่ยง

การประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อ 14 เมษายนจึงไม่ได้จบลงที่การอ่านรายงานตัวเลข แต่มีการหารือเชิงวิเคราะห์ต่อว่า ทำไมอุบัติเหตุยังเกิดในแต่ละวัน และควรบังคับใช้มาตรการอย่างไรให้ตรงจุดขึ้น หน่วยงานในที่ประชุมเน้นว่า ต้องตรวจเข้มในจุดเล่นน้ำสำคัญและเส้นทางสายรอง เพิ่มการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และคงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัย และลดความเร็ว สิ่งนี้ฟังดูเหมือนมาตรฐานที่ได้ยินทุกปี แต่ความต่างในปีนี้อยู่ที่จังหวัดพยายามเชื่อมข้อมูลจากทุกวันของการรณรงค์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจุดใดคือช่วงเวลาวิกฤตและกลุ่มอายุใดที่ยังต้องสื่อสารให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อข้อมูลบอกชัดว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด การสื่อสารสาธารณะก็ควรต้องแม่นยำกว่าการรณรงค์แบบหว่านแหที่ใช้ข้อความเดียวกับทุกคนทั้งจังหวัด

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงในวันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้สถิติอุบัติเหตุสะสม 4 วันแรกจะลดลงจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 25.76 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 28.72 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.47 แต่ตำรวจยังต้องคงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การจับกุมคดีจราจร 10 ข้อหาหลักทั่วประเทศรวม 291,809 ราย ในเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวสะท้อนตรง ๆ ว่าความร่วมมือของประชาชนดีขึ้นส่วนหนึ่งจริง แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกติกาจราจรในระดับที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกเวลา

ในรายละเอียด สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาที่พบมากที่สุดยังเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 67,636 ราย และขับรถเร็วเกินกำหนด 59,076 ราย ตามด้วยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,565 ราย ขับรถขณะเมาสุรา 11,166 ราย และขับรถย้อนศร 8,906 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกำชับให้เป็นแบบอย่างเองด้วย ทั้งเรื่องการสวมหมวกนิรภัยและการไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประชาชน แต่รวมถึงวินัยของรัฐและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้วย หากเจ้าหน้าที่ไม่เป็นตัวอย่าง ความชอบธรรมของการกวดขันก็จะอ่อนลงทันที และนั่นทำให้แนวทางของเชียงรายที่กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดกับตัวเองก่อน มีความสอดคล้องกับแนวทางส่วนกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ถนนสายรอง จุดกลับรถ และพื้นที่เล่นน้ำ ยังเป็นสมรภูมิจริงของสงกรานต์

หากพิจารณาจากลักษณะจุดเกิดเหตุในเชียงราย จะเห็นว่าสงกรานต์ไม่ได้อันตรายเฉพาะทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น จุดกลับรถหน้าสถานประกอบการในตำบลนางแลที่เกิดเหตุชน 4 คัน เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ที่ดูเหมือนคุ้นชินในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นจุดเสี่ยงได้สูงมากเมื่อปริมาณรถหนาแน่นและจังหวะการตัดสินใจของผู้ขับขี่เร็วขึ้น ความเสี่ยงประเภทนี้ต่างจากภาพอุบัติเหตุบนทางตรงยาว ๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเลน การชะลอความเร็วไม่ทัน การประเมินระยะคลาดเคลื่อน และความเคยชินกับเส้นทางจนเผลอละเลยความระมัดระวัง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในวันเทศกาลที่คนทั้งพื้นที่รู้สึกว่า “ขับเส้นนี้อยู่ทุกวัน ไม่น่ามีอะไร” จนความไม่ประมาทค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศก็ย้ำตรงกับข้อสังเกตนี้ว่า วันที่ 14 เมษายนซึ่งเป็นวันครอบครัว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น ใช้มาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด คุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งหรือยืนท้ายกระบะ การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน รวมถึงใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวในการตักเตือนและป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้นว่า จุดอันตรายในเทศกาลไม่ได้มีแค่ถนนทางผ่าน แต่รวมถึง “พื้นที่ความสนุก” ที่เมื่อรวมการเฉลิมฉลองเข้ากับการจราจร ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากกว่าเดิมมาก

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะจังหวัดมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมอำเภอจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การคุมเข้มจุดเล่นน้ำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลนักท่องเที่ยว แต่เป็นการคุมไม่ให้ความคึกคักลุกลามออกไปเป็นอุบัติเหตุในวงกว้าง หากด่านและจุดบริการทำหน้าที่เพียงอำนวยการจราจรโดยไม่ก้าวไปถึงการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ลดลงตามสถิติรวมที่จังหวัดพยายามรักษาไว้ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมเชียงรายจึงยังเน้น “ตรวจเข้ม” มากกว่าคำว่า “ผ่อนคลาย” แม้ภาพรวมของปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ค่าปรับใหม่และการจับจริง กำลังเปลี่ยนบรรยากาศบนถนนทีละน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้คือ บรรยากาศของการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มขึ้นและชัดเจนขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำผ่านการแถลงเมื่อ 14 เมษายนว่า การกระทำผิดบางข้อหาจะเผชิญอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าไฟแดง และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ขณะที่ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนขับรถขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท และหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีจะมีโทษหนักขึ้น ทั้งจำคุกและปรับ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ได้อยู่แค่คำขอความร่วมมือ แต่มีต้นทุนของการฝ่าฝืนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

แน่นอนว่า ค่าปรับที่สูงขึ้นไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงจะหายไปทันที เพราะปัญหาของถนนไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้กฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการใช้รถ ความเคยชิน และการประเมินต่ำว่าความเสี่ยงจะเกิดกับตัวเองได้จริงหรือไม่ ทว่าตัวเลขจับกุมเกือบ 3 แสนรายใน 4 วันแรกก็สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญประชาสัมพันธ์ หากกำลังส่งผลในทางปฏิบัติจริง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่จับได้มากเพียงใด แต่คือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกจับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการออกแบบสภาพแวดล้อมถนน การสื่อสารที่ตรงกลุ่ม และตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

เชียงรายต้องอ่านสงกรานต์ปีนี้ให้ลึกกว่าตัวเลขรายวัน

หากดูเฉพาะสถิติ 4 วันแรก หลายคนอาจรู้สึกว่าเชียงรายกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริง และควรพอใจกับภาพรวมดังกล่าว แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น สงกรานต์ 2569 กำลังส่งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องกลับมาหาจังหวัด เรื่องแรกคือ อุบัติเหตุร้ายแรงยังเกิดได้ในพื้นที่ธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชินที่สุด ไม่ใช่แค่จุดเสี่ยงที่ถูกขึ้นป้ายเตือนอยู่แล้ว เรื่องที่สองคือ ถึงแม้ตัวเลขรวมลดลง แต่กลุ่มเสี่ยงหลักและพฤติกรรมเสี่ยงหลักยังแทบไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สามคือ การบูรณาการหลายหน่วยงานเริ่มส่งผลดีจริงในระดับสถิติ แต่ถ้าต้องการให้ความสูญเสียลดลงมากกว่านี้ จังหวัดจำเป็นต้องขยับจากการจัดการรายวัน ไปสู่การถอดบทเรียนเชิงโครงสร้างหลังเทศกาลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคำว่า “แนวโน้มดีขึ้น” จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินซ้ำทุกปี โดยที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตยังคงต้องเผชิญความจริงเดิมเหมือนเดิมทุกครั้ง

สำหรับประชาชน สิ่งที่บทเรียนนี้บอกอย่างชัดที่สุดคือ อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ไกลตัว และไม่เคยเลือกเวลาให้พร้อม เด็กหญิงอายุ 5 ปีในเหตุที่นางแลไม่ได้ตัดสินใจขับรถเอง วัยรุ่นหญิงอายุ 18 ปีไม่ได้เป็นคนสร้างพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน แต่ทุกคนกลับต้องรับผลของเสี้ยววินาทีที่ผิดพลาดร่วมกัน สถิติระดับจังหวัดและระดับประเทศจึงไม่ควรถูกอ่านอย่างห่างเหิน เพราะแต่ละตัวเลขล้วนแปลว่ามีครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่ง หรือชีวิตหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเสมอ หากสังคมยังมองอุบัติเหตุเป็นเพียงตัวเลขรายวัน ความระมัดระวังก็จะจบลงพร้อมข่าวรอบเย็น แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของชีวิตจริง มาตรการที่เข้มขึ้น การขับช้าลง และการไม่ดื่มแล้วขับจะไม่ใช่ภาระของรัฐ หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีความหมายโดยตรงต่อการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยของทุกคนบนถนนสายเดียวกัน







สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

[Sassy_Social_Share]
 NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAMกองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

MOST POPULAR
FOLLOW ME


Facebook


Youtube


Tiktok


X-twitter


Weibo


Instagram


Line

EDITORIAL

April 8, 2026


ทางรอดธุรกิจเชียงรายยุคของแพง เน้นการสื่อสารข้อมูลจริงและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจลดการพึ่งพาน้ำมัน




April 1, 2026


เจาะลึกรถโดยสาร EV อบจ.เชียงราย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวพลังงานสะอาด




March 23, 2026


ปางขอนคอฟฟี่เฟสติวัล ครั้งที่ 1ชุมชนเล็กเชียงรายสะท้อนอนาคตกาแฟไทยท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศและราคาพุ่งพิก




February 27, 2026


รัฐเร่งคลี่คลายความกังวลสารหนูแม่น้ำกก ยืนยันน้ำประปายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเดินหน้าตรวจซ้ำเชิงรุกเพื่อความปลอดภัยของทุกคน




February 20, 2026


เชียงรายปี 2050 รับมือโลกเดือดพ่นพิษกาแฟ ฤดูหนาวสั้นกระทบฐานเศรษฐกิจหลักท่องเที่ยว



NEWS UPDATE