หลายโรงเรียนเสี่ยงถูกยุบ ชี้โอกาสจัดงบใหม่ เพิ่มคุณภาพการศึกษาต่อหัวให้เด็กเชียงรายอย่างเท่าเทียม

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • สถิติ สพฐ. ปี 2565–2569 ชี้จำนวนนักเรียนลดลง 4.49 แสนคน โดยเฉพาะระดับประถมลดลงถึง 10.91%
  • โรงเรียนขนาดเล็กในชนบทและพื้นที่ดอยของเชียงรายหลายแห่งมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการควบรวม
  • การยุบโรงเรียนไม่ควรใช้เกณฑ์จำนวนเด็กอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ค่าเดินทาง และมิติทางภาษาของเด็กชาติพันธุ์
  • จำนวนเด็กที่ลดลงเปิดโอกาสให้ภาครัฐและท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณต่อหัวได้อย่างแม่นยำและเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพ
  • จังหวัดเชียงรายควรเร่งจัดทำแผนที่โรงเรียนเสี่ยงระดับตำบล เพื่อเติมทรัพยากรด้านอาหาร อุปกรณ์ดิจิทัล และครูตรงจุด

หลายโรงเรียนเสี่ยงถูกยุบ ชี้โอกาสจัดงบใหม่ เพิ่มคุณภาพการศึกษาต่อหัวให้เด็กเชียงราย

เชียงราย,12 ตุลาคม 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่หน้าคำถามสำคัญของระบบการศึกษาไทย เมื่อจำนวนเด็กวัยเรียนลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา ซึ่งเป็นฐานใหญ่ที่สุดของโรงเรียนในชนบทและพื้นที่ดอย หากมองเพียงตัวเลข โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องทบทวนอนาคต ทั้งการควบรวม การใช้ทรัพยากรร่วม หรือการปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง การลดลงของจำนวนเด็กอาจเป็นโอกาสให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนเชียงรายจัดงบประมาณใหม่ เพื่อเพิ่มคุณภาพต่อหัวให้เด็กที่ยังอยู่ในระบบได้รับการศึกษาที่ดีกว่าเดิม

ข้อมูลสถิติการศึกษาปีการศึกษา 2565 ถึง 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ระบุว่า จำนวนนักเรียนในภาพรวมลดลงจาก 6,626,068 คน เหลือ 6,176,422 คน หรือลดลง 449,646 คน คิดเป็น 6.79 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 4 ปี โดยระดับประถมศึกษาลดลงจาก 3,011,188 คน เหลือ 2,682,575 คน ลดลง 328,613 คน หรือ 10.91 เปอร์เซ็นต์ ส่วนระดับก่อนประถมศึกษาลดลงจาก 871,546 คน เหลือ 734,982 คน ลดลง 136,564 คน หรือ 15.67 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราการลดลงสูงที่สุด

เด็กน้อยลง แต่โจทย์คุณภาพใหญ่ขึ้น

ตัวเลขนักเรียนที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าภารกิจด้านการศึกษาจะลดลงตาม ตรงกันข้าม เมื่อจำนวนนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กลดลงเหลือหลักสิบคน สิ่งที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ เด็กกลุ่มเล็กเหล่านี้จะได้รับครูครบชั้น ครูตรงสาขา อาหารกลางวันที่มีคุณภาพ อุปกรณ์ดิจิทัล และโอกาสเรียนรู้เท่าเทียมกับเด็กในเมืองหรือไม่

ในเชียงราย ปัญหานี้มีความซับซ้อนกว่าหลายพื้นที่ เพราะโรงเรียนจำนวนหนึ่งตั้งอยู่บนดอย พื้นที่ชนบทห่างไกล หรือชุมชนชายแดน การเดินทางของเด็กไม่ได้ง่ายเหมือนโรงเรียนในตัวเมือง การควบรวมโรงเรียนจึงไม่ควรใช้สูตรเดียวกันทั้งจังหวัด หากระยะทางเพิ่มขึ้นจนเด็กต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด หรือผู้ปกครองต้องเสียค่าเดินทางเพิ่ม การควบรวมอาจกลายเป็นการผลักภาระให้ครอบครัวยากจนแทนที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา

UNICEF Thailand ชี้ว่า เด็กจากชุมชนเปราะบาง เด็กข้ามชาติ เด็กพิการ และเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลยังมีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ขณะที่คุณภาพการเรียนรู้ยังขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ ภาษา และทรัพยากรของโรงเรียนอย่างมาก

โรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่แค่ตึกเรียน แต่คือหลักประกันชีวิตเด็กชายขอบ

สำหรับหลายหมู่บ้าน โรงเรียนประถมไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เรียนหนังสือ แต่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เด็กได้กินอาหารกลางวัน ได้รับวัคซีน ได้พบครูที่คอยสังเกตพัฒนาการ ได้เข้าถึงกิจกรรมกีฬาและศิลปะ และในบางพื้นที่ โรงเรียนคือจุดแรกที่ช่วยคัดกรองปัญหาความยากจน ความรุนแรงในครอบครัว หรือภาวะโภชนาการของเด็ก

ดังนั้น หากโรงเรียนขนาดเล็กต้องถูกควบรวม สิ่งที่ต้องเกิดก่อนการตัดสินใจคือการประเมินผลกระทบต่อเด็กเป็นรายพื้นที่ ไม่ใช่ประเมินจากจำนวนนักเรียนเพียงอย่างเดียว ต้องดูระยะทางจริง ความปลอดภัยของเส้นทาง ค่าเดินทาง ฤดูฝน ความพร้อมของรถรับส่ง ภาษาแม่ของเด็ก ชาติพันธุ์ ความพิการ และความพร้อมของโรงเรียนปลายทาง

กรณีศึกษาจาก UNICEF เรื่องการจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสในแม่ฮ่องสอนชี้ว่า พื้นที่ภูเขาและห่างไกลต้องใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เช่น การรวมศูนย์บริหารหลายห้องเรียนห่างไกลภายใต้โรงเรียนเดียว และการคำนึงถึงภาษาแม่ของเด็กชาติพันธุ์ เพราะโรงเรียนในพื้นที่สูงอาจอยู่ห่างกันหลายกิโลเมตรและใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง

โอกาสใหม่ เมื่อเด็กน้อยลง งบต่อหัวควรดีขึ้น

มุมคิดเชิงบวกคือ เมื่อจำนวนเด็กในระบบลดลง รัฐและท้องถิ่นควรใช้โอกาสนี้จัดสรรทรัพยากรแบบแม่นยำกว่าเดิม หากจำนวนเด็กน้อยลง แต่ยังใช้งบแบบเดิมหรือใกล้เคียงเดิม เด็กแต่ละคนควรได้รับประโยชน์ต่อหัวสูงขึ้น ไม่ใช่คุณภาพลดลงตามขนาดโรงเรียน

สิ่งที่เชียงรายควรเร่งทำคือการเปลี่ยนคำถามจาก “โรงเรียนไหนควรถูกยุบ” เป็น “เด็กแต่ละพื้นที่ควรได้รับการสนับสนุนแบบใดจึงจะเรียนดีขึ้น” บางพื้นที่อาจต้องควบรวมพร้อมรถรับส่งที่ปลอดภัยและอาหารเช้า บางพื้นที่อาจต้องคงโรงเรียนไว้แต่ใช้ครูหมุนเวียน ครูออนไลน์ หรือศูนย์เรียนรู้ร่วม บางพื้นที่อาจต้องเพิ่มผู้ช่วยครูภาษาแม่สำหรับเด็กชาติพันธุ์ และบางพื้นที่อาจต้องลงทุนอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์เรียนรู้ และห้องเรียนดิจิทัล

UNICEF ระบุว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่มักเผชิญอุปสรรคในการเรียนรู้ และมีหลักฐานสนับสนุนว่าการศึกษาที่ใช้ภาษาแม่ควบคู่กับภาษาไทยในช่วงต้น สามารถช่วยให้เด็กสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

มัธยมปลายยังเพิ่ม แต่แรงกดดันจะตามมาถึงมหาวิทยาลัย

อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือ แม้ระดับก่อนประถมและประถมศึกษาลดลงชัดเจน แต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกลับเพิ่มขึ้นจาก 1,053,136 คน ในปีการศึกษา 2565 เป็น 1,077,268 คน ในปีการศึกษา 2569 เพิ่มขึ้น 24,132 คน หรือ 2.29 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าเด็กแต่ละช่วงชั้นเป็นประชากรคนละรุ่น และผลจากเด็กประถมที่ลดลงยังไม่ได้กระทบมัธยมปลายในทันที

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะทยอยไหลไปตามช่วงอายุ นักเรียน ป.6 ในปีการศึกษา 2569 จะเริ่มเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัยราวปี 2575 ถึง 2576 ขณะที่นักเรียน ป.1 จะเข้าสู่วัยดังกล่าวราวปี 2580 ถึง 2581 นั่นหมายความว่า มหาวิทยาลัยไทยยังมีเวลาเตรียมตัว แต่ไม่ควรรอจนจำนวนผู้สมัครลดลงจริงแล้วค่อยปรับหลักสูตร

สำหรับเชียงราย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพราะหากฐานนักเรียนเล็กลง สถาบันการศึกษาต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันรับเด็กจำนวนมาก ไปสู่การรักษาคุณภาพผู้เรียน การพัฒนาทักษะอาชีพ และการสร้างเส้นทางเรียนรู้ตลอดชีวิตให้คนทุกวัย

โรงเรียนเล็กควรได้งบเพื่อคุณภาพ ไม่ใช่แค่รอควบรวม

ทางออกของโรงเรียนขนาดเล็กในเชียงรายไม่ควรถูกจำกัดอยู่ระหว่าง “อยู่ต่อแบบขาดแคลน” กับ “ถูกควบรวมแล้วเด็กเดินทางไกล” แต่ควรมีทางเลือกกลางที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม เช่น โรงเรียนเครือข่ายที่ใช้ครูร่วมกัน วิชาหลักเรียนกับครูประจำ วิชาเฉพาะเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่มีครูดูแลในห้อง ห้องเรียนรวมบางวันระหว่างโรงเรียนใกล้เคียง หรือรถรับส่งนักเรียนที่รัฐและ อปท. สนับสนุนอย่างปลอดภัย

งบประมาณที่ควรเพิ่มให้เด็กชายขอบมีอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ อาหารกลางวันคุณภาพและนมโรงเรียนที่เพียงพอ อุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต ครูหรือผู้ช่วยครูที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น และทุนเดินทางสำหรับเด็กที่ต้องเรียนไกลบ้าน

การลงทุนเหล่านี้ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น แต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นทาง เพราะหากเด็กบนดอยอ่านไม่คล่อง คิดเลขไม่แข็งแรง ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีอาหารเพียงพอ และต้องเดินทางลำบาก โอกาสไปต่อระดับมัธยม ปวช. หรือมหาวิทยาลัยย่อมแคบลงตั้งแต่ยังเล็ก

เชียงรายต้องมีแผนที่โรงเรียนเสี่ยงรายตำบล

สิ่งที่จังหวัดควรทำอย่างเร่งด่วนคือการทำ “แผนที่โรงเรียนขนาดเล็กและความเปราะบางของเด็ก” ในระดับตำบลและหมู่บ้าน ไม่ใช่มีเพียงรายชื่อโรงเรียนที่นักเรียนน้อย ต้องรู้ว่าโรงเรียนใดมีเด็กยากจน เด็กชาติพันธุ์ เด็กไร้สัญชาติ เด็กพิการ เด็กที่บ้านไม่มีอินเทอร์เน็ต เด็กที่ต้องเดินทางไกล และโรงเรียนใดขาดครูวิชาเอกสำคัญ

UNICEF Thailand ระบุว่า การใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อมองความเหลื่อมล้ำของเด็กช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานท้องถิ่นจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น

หากเชียงรายมีข้อมูลระดับพื้นที่ชัดเจน การจัดงบประมาณจะไม่ใช่การเฉลี่ยเท่ากันแบบผิวเผิน แต่จะสามารถเติมทรัพยากรให้โรงเรียนที่เปราะบางที่สุดก่อน เด็กบนดอยจะได้สิทธิ์มากขึ้นตามความจำเป็น ไม่ใช่ได้น้อยลงเพราะโรงเรียนมีขนาดเล็ก

เด็กน้อยลงต้องไม่แปลว่าโอกาสน้อยลง

การลดลงของจำนวนนักเรียนประถมกว่า 3.28 แสนคนทั่วประเทศ เป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย และเชียงรายคือหนึ่งในจังหวัดที่ต้องอ่านสัญญาณนี้อย่างรอบคอบ เพราะมีทั้งโรงเรียนเมือง โรงเรียนชนบท โรงเรียนชายแดน และโรงเรียนบนดอยที่มีต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาแตกต่างกันมาก

การควบรวมโรงเรียนอาจจำเป็นในบางพื้นที่ แต่ต้องไม่กลายเป็นคำตอบเดียวของทุกปัญหา เด็กเชียงรายไม่ควรถูกตัดสินอนาคตจากจำนวนเพื่อนร่วมชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว หากโรงเรียนเล็กยังจำเป็นต่อความปลอดภัยและโอกาสของเด็กชายขอบ รัฐต้องกล้าลงทุนให้โรงเรียนเล็กมีคุณภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้เล็กและขาดแคลนจนถูกมองว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยุบ

ในวันที่เด็กเกิดน้อยลง ประเทศไทยมีโอกาสทำสิ่งที่ควรทำมานาน นั่นคือดูแลเด็กแต่ละคนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับเชียงราย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าโรงเรียนไหนจะถูกยุบ แต่คือเด็กบนดอย เด็กชายแดน และเด็กชนบทจะได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกับเด็กในเมืองได้อย่างไร

เพราะเมื่อจำนวนเด็กลดลง เด็กทุกคนยิ่งมีค่ามากขึ้น และงบประมาณการศึกษาควรถูกใช้ให้ถึงตัวเด็กมากที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :