เชียงรายเตรียมใช้งบกลาง 39.36 ล้านบาท รื้อถอนตึกขวางทางน้ำแม่สาย หลังกรมธนารักษ์ไฟเขียวใช้พื้นที่

Summaryสรุปประเด็นสำคัญ
  • จังหวัดเชียงรายได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้พื้นที่ราชพัสดุก่อสร้างและรื้อถอนอาคารขวางน้ำสายแล้ว
  • อยู่ระหว่างเสนอขอใช้งบกลาง 39.36 ล้านบาท ผ่านสำนักงบประมาณเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ
  • กอ.รมน.จังหวัดเชียงรายได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบแนวเขตชายแดนไทย-เมียนมาเพื่อความชัดเจน
  • สภาผู้แทนราษฎรเตรียมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้
  • โครงการนี้มุ่งเปิดคอขวดลำน้ำสายพร้อมสร้างแนวป้องกันชั่วคราวกึ่งถาวรเพื่อป้องกันอุทกภัยแม่สาย

ผ่างบ 39.36 ล้าน รื้ออาคารขวางน้ำสาย เชียงรายเดินหน้าขอ “งบกลาง” สร้างแนวกั้นกึ่งถาวร จับตาเขตแดนไทย–เมียนมาก่อนลงมือ

เชียงราย,21 สิงหาคม 2569 – จากน้ำท่วมใหญ่แม่สายที่ทำให้ “คอขวดของลำน้ำ” กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการป้องกันเมือง มาถึงวันนี้แผนรื้อถอนอาคารกีดขวางลำน้ำสายและก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมชั่วคราวกึ่งถาวร วงเงิน 39,367,300 บาท ขยับผ่านด่านสำคัญ เมื่อจังหวัดเชียงรายระบุว่าได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้พื้นที่ราชพัสดุเพื่อดำเนินโครงการแล้ว ขั้นต่อไปคือการเสนอขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ผ่านสำนักงบประมาณ ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ขยับผ่านด่านสำคัญ” ยังไม่เท่ากับ “พร้อมทุบตึกทันที” เพราะ ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569 โครงการยังอยู่ในกระบวนการด้านงบประมาณ ขณะที่พื้นที่บางส่วนริมแม่น้ำสายเป็นพื้นที่ชายแดนซึ่งต้องตรวจสอบแนวเขตให้ชัดเจน จังหวัดจึงมอบหมายให้ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแผนที่และขอบเขตพื้นที่ดำเนินการ เพื่อไม่ให้การก่อสร้างหรือรื้อถอนสร้างปัญหาด้านเขตแดนระหว่างไทยกับเมียนมา

นี่ทำให้โครงการ 39.36 ล้านบาทไม่ใช่เพียงงานรื้อถอนอาคารหรือก่อสร้างพนังกั้นน้ำ แต่เป็นงานที่ต้องผ่านอย่างน้อยสามโจทย์พร้อมกัน คือ ทางน้ำต้องดีขึ้น งบประมาณต้องถูกต้อง และแนวเขตชายแดนต้องชัดเจน โดยยังต้องมีมาตรการรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการด้วย

21 สิงหาคม ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิดโต๊ะตามงาน หลังปัญหารื้ออาคารค้างมาหลายเดือน

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานประชุมติดตามโครงการรื้อถอนอาคารกีดขวางลำน้ำสายและก่อสร้างแนวป้องกันชั่วคราวกึ่งถาวรเพิ่มเติมในพื้นที่รื้อถอน วงเงิน 39,367,300 บาท ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

หนึ่งในเป้าหมายของการประชุมคือจัดเตรียมข้อมูลและข้อเท็จจริงสำหรับนำเสนอต่อ คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกำหนดติดตามประเด็นการรื้อถอนอาคารราชพัสดุกีดขวางทางน้ำแม่สายในวันที่ 27 สิงหาคม 2569

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังโครงการติดข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ราชพัสดุมาหลายเดือน ก่อนหน้านี้จังหวัดรายงานต่อคณะกรรมาธิการว่า แผนระยะสั้นวงเงินประมาณ 39.36 ล้านบาทต้องขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ก่อนจึงจะเดินหน้าขั้นตอนงบประมาณต่อได้ ขณะที่ข้อมูลเดือนมิถุนายนยังระบุชัดว่าเรื่องอยู่ในขั้นดำเนินเอกสารและขออนุญาตใช้พื้นที่ราชพัสดุ

ดังนั้น หากยึดข้อมูลการประชุมวันที่ 21 สิงหาคมเป็นสถานะล่าสุด การที่กรมธนารักษ์อนุญาตใช้พื้นที่แล้วถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดหนึ่ง แต่ยังเหลือ “ด่านงบประมาณ” ก่อนโครงการจะเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างและก่อสร้างจริง

39.36 ล้านบาทยังไม่ใช่งบที่เบิกใช้ได้ จังหวัดต้องผ่านสำนักงบประมาณและนายกฯ ก่อน

ประเด็นนี้ต้องสื่อสารให้ชัด เพราะคำว่า “โครงการวงเงิน 39 ล้านบาท” อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเงินถูกอนุมัติและพร้อมใช้แล้ว ทั้งที่ข้อมูลจากจังหวัดระบุว่า ขั้นตอนต่อไปยังต้องเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ

สถานะที่ถูกต้องจึงควรเรียกว่า กรอบวงเงินที่จังหวัดกำลังผลักดันเพื่อขอจัดสรรงบประมาณ มากกว่าจะเรียกว่า “งบ 39 ล้านบาทได้รับแล้ว” หากยังไม่มีหนังสืออนุมัติจัดสรรอย่างเป็นทางการ

ความแตกต่างนี้สำคัญมากในงาน Investigative Journalism เพราะเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “มีโครงการ” กับ “มีเงินพร้อมก่อสร้าง” และเป็นหนึ่งในจุดที่ประชาชนควรติดตามต่อว่า สำนักงบประมาณรับเรื่องเมื่อใด นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบหรือไม่ วงเงินสุดท้ายเท่าเดิมหรือถูกปรับ และจะเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเมื่อใด

ก่อนหน้านี้ข้อมูลสาธารณะก็สะท้อนความสับสนเรื่องสถานะงบประมาณอยู่บ้าง บางรายงานใช้คำว่าของบหรือเสนอของบ ขณะที่บางแหล่งใช้ภาษาว่า “ได้งบ” แล้ว แต่ข้อมูลทางราชการเดือนมิถุนายนระบุชัดว่าจังหวัดอยู่ในกระบวนการเสนอขอรับการสนับสนุนจากงบกลางและยังติดการอนุญาตพื้นที่ราชพัสดุ การประชุมวันที่ 21 สิงหาคมจึงควรถือเป็นจุดอัปเดตใหม่ว่า เรื่องพื้นที่ขยับแล้ว แต่เรื่องเงินยังต้องเดินหน้าต่อ

รื้ออะไร แล้วสร้างอะไรต่อ โครงการไม่ได้จบแค่ “ทุบตึก”

แกนของโครงการประกอบด้วยสองส่วนที่เชื่อมกัน ส่วนแรกคือการรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางลำน้ำสาย ส่วนที่สองคือการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมชั่วคราวกึ่งถาวรเพิ่มเติมในบริเวณที่รื้อถอน เพื่อไม่ให้หลังเปิดพื้นที่แล้วเกิดช่องโหว่ที่น้ำสามารถทะลักเข้าสู่ชุมชนได้

นี่เป็นเหตุผลที่การใช้คำว่า “ทุบตึกขวางน้ำ” แม้สื่อสารง่าย แต่ยังไม่ครบภาพ เพราะหลังการรื้อถอนจำเป็นต้องมีการจัดรูปพื้นที่และระบบป้องกันน้ำที่ต่อเนื่องกับแนวเดิม มิฉะนั้น การเปิดช่องทางน้ำโดยไม่มีระบบป้องกันพื้นที่ฝั่งเมืองอาจสร้างความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง

ก่อนหน้านี้จังหวัดและทหารได้เร่งซ่อมและเสริมแนวป้องกันน้ำชั่วคราวกึ่งถาวรตามลำน้ำสายเพื่อรับฤดูฝน โดยงานส่วนหนึ่งเสร็จแล้ว แต่ “โครงการรื้อถอนอาคารพร้อมก่อสร้างแนวป้องกันเพิ่มเติม” เป็นอีกแพ็กเกจหนึ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ

จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง แนวป้องกันที่ดำเนินการเสร็จแล้ว กับ โครงการ 39.36 ล้านบาทที่ยังอยู่ระหว่างขอจัดสรรงบประมาณ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการก่อสร้างทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ตัวเลข “ช่องน้ำจะกว้างขึ้นกี่เมตร” ยังตอบไม่ได้จากข้อมูลชุดนี้

สำหรับแผน Infographic ที่ต้องการทำภาพ Before–After เปรียบเทียบอาคารเดิมกับแนวป้องกันใหม่ ประเด็นที่ควรระวังที่สุดคืออย่าใส่ตัวเลขความกว้างของช่องระบายน้ำ หากยังไม่มีแบบก่อสร้างหรือ Cross Section อย่างเป็นทางการรองรับ

ข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันได้ว่า อาคารและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ และจังหวัดต้องการรื้อออกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางน้ำ แต่ยังไม่มีข้อมูลจากการประชุมวันที่ 21 สิงหาคมที่ระบุว่า หลังรื้อแล้วหน้าตัดลำน้ำจะเพิ่มจากกี่เมตรเป็นกี่เมตร หรืออัตราการระบายน้ำจะเพิ่มขึ้นกี่ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ก่อนหน้านี้นักวิชาการและหน่วยงานในพื้นที่เคยตั้งข้อสังเกตว่าช่วงลำน้ำบางจุดแคบลงมากจากสิ่งปลูกสร้างและการเปลี่ยนแปลงสภาพทางน้ำ แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่ควรถูกนำไปใช้แทนค่าจากแบบโครงการ 39.36 ล้านบาทโดยอัตโนมัติ

ภาพที่ปลอดภัยกว่าในตอนนี้คือทำเป็น “จุดกีดขวางเดิม → พื้นที่หลังรื้อ → แนวป้องกันกึ่งถาวร” แล้วระบุว่า “ความกว้างและหน้าตัดหลังดำเนินการต้องรอแบบรายละเอียดของโครงการ” แทนการใส่ตัวเลขที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่คือคนที่อยู่หลังอาคาร

การรื้อถอนอาคารริมแม่น้ำสายมีมิติทางสังคมซ้อนอยู่ด้วย เพราะอาคารบางแห่งเกี่ยวข้องกับผู้เช่า ผู้ครอบครอง หรือประชาชนที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแนวทางรองรับประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ และให้การช่วยเหลือครอบคลุมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ก่อนหน้านี้ นายอำเภอแม่สายเคยระบุว่า อุปสรรคของการรื้อถอนส่วนหนึ่งคือเรื่องที่อยู่อาศัยและการชดเชยให้ประชาชน แม้หลายรายจะเข้าใจความจำเป็นของการเปิดทางน้ำ แต่ยังต้องมีคำตอบว่าจะย้ายไปที่ใดและจะได้รับการช่วยเหลือในรูปแบบใด

นี่จึงเป็นอีกตัวชี้วัดที่ควรติดตามควบคู่กับงบประมาณ ไม่ใช่ถามเพียงว่า “จะทุบเมื่อไร” แต่ต้องถามว่า มีผู้ได้รับผลกระทบกี่ราย แต่ละรายมีสิทธิในที่ดินหรืออาคารในฐานะใด มาตรการชดเชยหรือจัดหาที่อยู่ทดแทนใช้หลักเกณฑ์ใด และหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ

หากยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นทางการ ข่าวไม่ควรระบุจำนวนผู้ต้องย้ายหรือวงเงินเยียวยาเอง เพราะอาจมีความแตกต่างระหว่างผู้เช่าที่ราชพัสดุ ผู้ครอบครอง และอาคารเอกชนในพื้นที่อื่นของแนวลำน้ำ

ชายแดนคือด่านที่สอง กอ.รมน.ถูกมอบหมายตรวจแผนที่ก่อนดำเนินโครงการ

อีกประเด็นที่ทำให้แม่สายต่างจากการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองทั่วไปคือ “แม่น้ำสาย” ทำหน้าที่เป็นแนวชายแดนไทย–เมียนมาบางช่วง การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมฝั่ง การขุดลอก หรือการก่อสร้างโครงสร้างที่มีผลต่อทางน้ำจึงไม่สามารถมองเฉพาะด้านวิศวกรรมภายในประเทศได้

ในการประชุมวันที่ 21 สิงหาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมอบหมายให้ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแผนที่แนวเขตดำเนินโครงการให้ชัดเจน เนื่องจากบางจุดมีลักษณะคาบเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันปัญหาด้านเขตแดนและทำให้การดำเนินงานสอดคล้องกับกฎหมายและข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

คำว่า “คาบเกี่ยว” ในที่นี้ไม่ควรถูกตีความต่อทันทีว่าเป็น พื้นที่พิพาทอธิปไตย หากยังไม่มีเอกสารจากหน่วยงานด้านเขตแดนยืนยัน สิ่งที่ข้อมูลบอกได้คือ จังหวัดเห็นความจำเป็นต้องตรวจสอบแนวเขตอย่างละเอียดก่อนลงมือ เพื่อไม่ให้โครงการไปแตะประเด็นที่ต้องประสานกับฝ่ายเมียนมา

ในช่วงก่อนหน้านี้ นายอำเภอแม่สายก็เคยชี้ว่า แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ ทำให้กิจกรรมอย่างการขุดลอกหรือปรับทางน้ำมีข้อจำกัดและต้องใช้กลไกประสานงานชายแดน นี่จึงเป็นเหตุผลที่แผน 39.36 ล้านบาทไม่สามารถถูกบริหารเหมือนงานขุดคลองหรือสร้างพนังในพื้นที่ภายในประเทศทั่วไป

อย่าให้คำว่า “กอ.รมน.เคลียร์เขตแดน” กลายเป็นความเข้าใจผิด

ในมุมการพาดหัว คำว่า “กอ.รมน.เคลียร์เขตแดน” ให้พลังสูง แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะภารกิจที่ข้อมูลยืนยันคือการ ประสานตรวจสอบแผนที่และแนวเขตพื้นที่ดำเนินโครงการ ไม่ใช่การเจรจาเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดน หรือการชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างประเทศ

การกำหนดเขตแดนระหว่างประเทศมีหน่วยงานและกลไกเฉพาะที่เกี่ยวข้องหลายระดับ กอ.รมน.จังหวัดสามารถช่วยประสานและตรวจสอบประเด็นด้านความมั่นคงในพื้นที่ แต่ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่า กอ.รมน.จังหวัดเป็นผู้มีอำนาจฝ่ายเดียวในการกำหนดแนวเขตไทย–เมียนมา

พาดหัวที่แม่นกว่าจึงเป็น “กอ.รมน.ประสานตรวจแนวเขตก่อนก่อสร้าง” หรือ “เช็กแนวชายแดนก่อนลงมือ” ซึ่งยังคงความเข้มของข่าว แต่ไม่ขยายความเกินข้อเท็จจริง

27 สิงหาคม กมธ.ลงติดตาม จุดตรวจสอบสำคัญไม่ใช่แค่ภาพหน้างาน

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร มีกำหนดติดตามความคืบหน้าการรื้อถอนอาคารราชพัสดุกีดขวางทางน้ำแม่สาย ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญในการตรวจสอบว่าหลังกรมธนารักษ์อนุญาตพื้นที่แล้ว กระบวนการงบประมาณเดินไปถึงขั้นไหน

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการเคยติดตามปัญหาแม่สายและพบว่าอาคารราชพัสดุที่ต้องรื้อยังเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของแผนป้องกันน้ำท่วม โดยในช่วงนั้นจังหวัดยังรอความชัดเจนจากกรมธนารักษ์

ดังนั้น การลงพื้นที่รอบใหม่ควรถูกใช้ตอบคำถามที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ หนังสืออนุญาตใช้พื้นที่ครอบคลุมจุดใดบ้าง จังหวัดส่งคำของบไปสำนักงบประมาณแล้วหรือยัง กำหนดการรื้อถอนที่เร็วที่สุดอยู่เมื่อใด มีแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่ และการตรวจแนวเขตชายแดนได้ข้อยุติระดับใดแล้ว

หากคำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ โครงการก็ยังถือว่าอยู่ในช่วง “เตรียมพร้อมก่อนก่อสร้าง” มากกว่าช่วงลงมือจริง

24 สิงหาคม เชียงรายขยับอีกสองแนวรบ ทั้งลุ่มน้ำโขงเหนือและแผนระบบป้องกันน้ำท่วมเมือง

ขณะที่แม่สายเร่งปลดล็อกโครงการ 39.36 ล้านบาท จังหวัดเชียงรายยังขยับการบริหารน้ำในระดับลุ่มน้ำเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม โดยนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 4/2569 เพื่อติดตามสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ และคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมถึงความคืบหน้าการเตือนภัยและแนวทางป้องกันน้ำท่วมของลุ่มน้ำโขงเหนือ

ที่ประชุมยังพิจารณาโครงการอ่างเก็บน้ำและการขออนุญาตใช้น้ำประเภทที่สองจำนวน 3 คำขอของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นคนละระดับกับโครงการรื้อถอนอาคารแม่สาย กล่าวคือ โครงการ 39.36 ล้านบาทเป็นการแก้คอขวดและแนวป้องกันในพื้นที่เฉพาะ ขณะที่คณะกรรมการลุ่มน้ำดูภาพกว้างด้านปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำ การจัดสรรน้ำ และแผนโครงสร้างระดับลุ่มน้ำ

ในวันเดียวกัน นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานประชุมชี้แจง “งานศึกษาความเหมาะสมและสำรวจออกแบบรายละเอียดระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำหลัก เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนลุ่มน้ำภาคเหนือ ระยะที่ 7” โดยมีหน่วยงานรัฐและประชาชนเข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็น

สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ “ระยะที่ 7” ในชื่อโครงการนี้เป็น ระยะของงานศึกษาและสำรวจออกแบบ ไม่ได้แปลว่าระบบป้องกันน้ำท่วมก่อสร้างมาถึงเฟสที่ 7 แล้ว และข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอจะระบุวงเงินก่อสร้างหรือวันเริ่มงานจริง

39 ล้านคือมาตรการเฉพาะหน้า ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของน้ำท่วมแม่สาย

หากมองภาพรวม โครงการรื้ออาคารและแนวป้องกันกึ่งถาวรวงเงิน 39.36 ล้านบาทควรถูกวางอยู่ในฐานะหนึ่งในมาตรการระยะสั้นหรือระยะเร่งด่วน ไม่ใช่ “โครงการเดียวจบน้ำท่วมแม่สาย”

ก่อนหน้านี้จังหวัดแบ่งแนวทางแก้ปัญหาแม่สายออกเป็นหลายระยะ ทั้งงานเร่งด่วนในการเสริมแนวป้องกัน งานระยะสั้นเกี่ยวกับการรื้อสิ่งกีดขวาง และแนวทางระยะยาวที่กรมโยธาธิการและผังเมืองศึกษาออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมทั้งพื้นที่

แม้การรื้ออาคารจะช่วยเปิดพื้นที่ที่เป็นคอขวด แต่ประสิทธิภาพจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งหน้าตัดลำน้ำตลอดสาย ปริมาณตะกอน โครงสร้างฝั่งตรงข้าม การไหลจากต้นน้ำ ความสามารถของพนังกั้นน้ำ และระบบระบายน้ำหลังแนวป้องกัน

เพราะฉะนั้น การบอกว่า “รื้อแล้วแม่สายไม่ท่วม” จะเป็นการสรุปเกินหลักฐาน เช่นเดียวกับการบอกว่าอาคารเป็นสาเหตุเดียวของน้ำท่วมก็ไม่ถูกต้อง สิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางน้ำเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ แต่การจัดการน้ำท่วมชายแดนต้องมองทั้งลุ่มน้ำและทั้งสองฝั่งของแม่น้ำพร้อมกัน

จุดชี้ขาดของโครงการอยู่หลังวันประชุม ไม่ใช่ในห้องประชุม

จากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่จำนวนครั้งที่หน่วยงานประชุม แต่คือ Milestone ที่สามารถตรวจสอบได้ ตั้งแต่วันที่สำนักงบประมาณรับคำขอ วันที่นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ วงเงินจริงที่ได้รับจัดสรร วันที่ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง วันที่เริ่มรื้อถอน และวันที่แนวป้องกันกึ่งถาวรเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์

อีกด้านหนึ่งต้องมีความชัดเจนเรื่องจำนวนอาคารที่จะรื้อในแพ็กเกจนี้ อย่านำตัวเลขสิ่งปลูกสร้างจากแผนระยะยาวหรือพื้นที่อื่นมารวมกับโครงการ 39.36 ล้านบาทโดยอัตโนมัติ เพราะในข้อมูลสาธารณะก่อนหน้านี้มีทั้งตัวเลขอาคารบางกลุ่มบริเวณสะพานแห่งที่ 1 และตัวเลขสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากจากการศึกษาแผนระยะยาว ซึ่งเป็นคนละขอบเขตโครงการ

การเปิดเผย BOQ แบบก่อสร้าง แผนผังจุดรื้อถอน Cross Section ก่อน–หลัง และแผนที่แนวเขตที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จะช่วยให้ประชาชนเห็นว่าเงิน 39.36 ล้านบาทถูกใช้กับอะไรบ้าง และสามารถตอบคำถามสำคัญที่สุดว่า หลังลงทุนแล้ว “ทางน้ำดีขึ้นจริงเท่าไร”

นี่ควรเป็น Data Set ที่เปิดต่อสาธารณะ มากกว่าการมีเพียงตัวเลขวงเงินก้อนเดียว

จากอาคารขวางน้ำ สู่บททดสอบการบริหารชายแดน

สิ่งที่เกิดขึ้นในแม่สายจึงเป็นบททดสอบมากกว่างานรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เพราะจังหวัดต้องทำให้สามระบบเดินพร้อมกัน ระบบราชพัสดุต้องอนุญาต ระบบงบประมาณต้องจัดสรร และระบบความมั่นคงชายแดนต้องมั่นใจว่าแนวก่อสร้างไม่สร้างปัญหาระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันคนที่ได้รับผลกระทบต้องไม่ถูกทิ้งไว้หลังเครื่องจักรเข้าไซต์งาน

ณ วันที่ 21 สิงหาคม จังหวัดเชียงรายขยับผ่านหนึ่งด่านเมื่อกรมธนารักษ์อนุญาตให้ใช้พื้นที่ แต่โครงการยังไม่ถึงจุดที่สามารถประกาศว่า “พร้อมรื้อ” จนกว่างบกลางได้รับความเห็นชอบ แนวเขตผ่านการตรวจสอบ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างพร้อมดำเนินการ

การติดตามของคณะกรรมาธิการในวันที่ 27 สิงหาคมจึงมีความหมาย เพราะจะเป็นโอกาสตรวจว่าความคืบหน้าบนเอกสารสามารถเปลี่ยนเป็น Timeline หน้างานได้หรือไม่ และจะมีใครเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบหากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งล่าช้า

สำหรับคนแม่สาย สิ่งที่ต้องการที่สุดอาจไม่ใช่คำว่า “กำลังเร่งรัด” อีกครั้ง แต่คือวันที่ชัดเจนว่า รื้อเมื่อไร สร้างเมื่อไร ใครได้รับผลกระทบจะได้รับการดูแลอย่างไร และก่อนฤดูน้ำหลากรอบถัดไป ทางน้ำที่เคยเป็นคอขวดจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด

เพราะสุดท้าย โครงการ 39.36 ล้านบาทจะพิสูจน์คุณค่าของมันไม่ได้จากจำนวนหนังสือราชการที่เดินครบ

แต่ต้องพิสูจน์จาก ทางน้ำที่เปิดจริง แนวป้องกันที่สร้างจริง และความเสี่ยงของประชาชนที่ลดลงจริง

DATA CHECK ที่ต้องติดตามหลัง 27 สิงหาคม

สถานะล่าสุดจากข้อมูลจังหวัดคือ กรมธนารักษ์อนุญาตใช้พื้นที่แล้ว แต่จังหวัดยังต้องเสนอขอจัดสรรงบกลาง 39,367,300 บาทผ่านสำนักงบประมาณและนายกรัฐมนตรี ดังนั้นยังไม่ควรใช้คำว่า “งบอนุมัติแล้ว” หรือ “เตรียมเริ่มก่อสร้างทันที”

ขณะเดียวกัน กอ.รมน.จังหวัดเชียงรายได้รับมอบหมายให้ประสานตรวจสอบแผนที่แนวเขตในพื้นที่ชายแดน การตรวจดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเกิดข้อพิพาทเขตแดนแล้ว และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุว่าหลังรื้ออาคาร ช่องทางน้ำจะกว้างขึ้นกี่เมตรหรือรองรับน้ำได้เพิ่มขึ้นเท่าใด

สิ่งที่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะในขั้นถัดไปคือ จำนวนอาคารในขอบเขตโครงการ 39.36 ล้านบาท แผนที่จุดรื้อถอน แบบแนวป้องกันกึ่งถาวร หน้าตัดลำน้ำก่อน–หลัง แผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วันอนุมัติงบ วันเริ่มรื้อ และกำหนดแล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าแผนแก้คอขวดแม่น้ำสายกำลังเดินจาก “อนุมัติบนกระดาษ” ไปสู่ “ลดความเสี่ยงในพื้นที่จริง” อย่างไร

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :